Home » บทความแนะนำ » นิติธรรม (ชาติ) – นิติราษฎร์แถลง #สถิตย์ ไพเราะ

นิติธรรม (ชาติ) – นิติราษฎร์แถลง #สถิตย์ ไพเราะ

Blog Icon

เรื่องทั่วไป บทความแนะนำ

24 December 2013

read 1856


นิติธรรม (ชาติ) – นิติราษฎร์แถลง 


โดย สถิตย์ ไพเราะ 


ความเห็นที่ผมจะได้แสดงต่อไปนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผมโดยแท้ ไม่เกี่ยวกับคณะนิติราษฎร์ 

ผมได้อ่านบทความ  ของท่านโสต สุดานันท์ ผู้พิพากษาศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ เรื่อง นิติธรรม (ชาติ) - นิติราษฎร์แถลง เรื่อง การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ในหนังสือดุลพาห เล่มที่ ๓ ปีที่ ๕๘ กันยายน-ธันวาคม ๒๕๕๔ (ปัจจุบันตีพิมพ์ในมติชนออนไลน์ด้วย ตามที่ลิงค์) แล้ว ขอแสดงความเห็นดังนี้ 

๑. หน้า ๑๘๓ บทความกล่าวว่า เห็นว่า การวิเคราะห์โดยมุ่งเน้นมิติ แง่มุมในเชิงทฤษฎีทางนิติศาสตร์มากเกินไป อาจทำให้เกิดความแข็งกระด้าง 

ผมเห็นว่า การวิเคราะห์ปัญหาดังกล่าวก็ต้องมุ่งเน้นในเชิงทฤษฎีทางนิติศาสตร์ เพราะการปกครองระบอบประชาธิปไตยไม่ว่าประเทศใดในโลก ต้องยึดถือหลัก “นิติรัฐ” คือกฎหมายเป็นเรื่องสูงสุดที่ทุกคนต้องปฏิบัติ ไม่เว้นขุนศึก อำมาตย์ ขุนนางหรืออภิสิทธิ์ชนทั้งหลาย แต่ประเทศไทยยกเว้นกันอยู่เรื่อย หาเหตุฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งอยู่เรื่อย โดยอ้างเหตุผลที่ไม่มีเหตุผล เช่น ไม่จงรักภักดี คอร์รัปชั่น ฯลฯ แล้วฉีกรัฐธรรมนูญ กล่าวลอยๆ รวมๆ ถ้าถามว่าไม่จงรักภักดีคืออะไร ก็ตอบไม่ได้ เพราะผู้อ้างก็ไม่รู้ คอร์รัปชั่นคืออะไร ผู้อ้างก็ไม่รู้เหมือนกัน ถามกลับไปว่าเมื่อปฏิวัติแย่งอำนาจจากรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมายเป็นคอร์รัปชั่นหรือไม่ การเอาเงินภาษีราษฎรไปแจกทหารที่ร่วมปฏิวัติ คอร์รัปชั่นหรือไม่ ก็ตอบไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ การจรรโลงระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยก็ต้องมุ่งเน้นกฎหมายหรือทฤษฎีทางกฎหมายมาอธิบาย ถ้าไม่มุ่งเน้นกฎหมายแล้วจะมุ่งเน้นอะไร 

อีกตอนหนึ่งว่า ถึงแม้ว่า ในคำประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา และคำประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมืองฝรั่งเศส จะมีการกล่าวถึงกฎหมายธรรมชาติ และสิทธิตามธรรมชาติ (NATURAL RIGHTS) อยู่ด้วย แต่ท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ก็เห็นว่า 

“ไม่ตรงกับหลักธรรมในศาสนาพุทธ ตัวอย่างเช่น สิทธิในที่ดิน หากมองเฉพาะในแง่ประโยชน์ของมนุษย์ และในฐานะที่เป็นสิทธิของปัจเจกบุคคล เจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมสามารถใช้สอยหรือจัดการกับที่ดินของตนเอง อย่างไรก็ได้ตามใจชอบ ซึ่งหากไม่คำนึงถึงคนอื่นในสังคมหรือธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปัญหาต่าง ๆ ย่อมตามมา 

ขณะที่ศาสนาพุทธสอนว่า แท้จริงแล้วมนุษย์ไม่มีสิทธิใดๆ การกำหนดให้มีสิทธิต่าง ๆ ขึ้นมา เป็นเพียงกฎเกณฑ์สมมติ ที่มนุษย์ตกลงกันเอง เพื่อประโยชน์ในการอยู่ร่วมกันเท่านั้น สิทธิที่ว่านั้นเป็นเรื่องที่จะใช้อ้างอิงกันได้เฉพาะในหมู่มนุษย์ จะเอาไปอ้างกับธรรมชาติไม่ได้ เราจะบอกว่าที่ดินแปลงนี้เป็นของฉัน ทุกอย่างในที่นี้ต้องเชื่อฟังฉัน ฉันปลูกอะไรก็จะต้องเจริญงอกงามตามคำสั่งฉัน หรือแม้กระทั่งสิทธิในชีวิตมนุษย์ ก็ไม่มีสิทธิที่จะเอาไปอ้างยันกับธรรมชาติ เพราะธรรมชาติจะไม่ยอมรับฟัง” 

คำกล่าวข้างบนนี้เป็นเรื่องโลกุตรธรรมไม่ใช่โลกียธรรม จึงไม่เกี่ยวกับคำประกาศอิสรภาพของอเมริกา ซึ่งเป็นเรื่องโลกียธรรมโดยแท้ 

ผมเห็นว่า พระพุทธเจ้าสอนธรรมแก่คนเรียกว่าโลกียธรรม สอนพระเรียกว่าโลกุตรธรรม สองโลกนี้แยกจากกันจะเอามาปนกันไม่ได้ ถ้าปนก็มั่ว สับสน เป็นการหลงธรรม ด้วยเหตุนี้เองพระเมืองไทยจึงไม่บรรลุอรหันต์ ยกเว้นเณรคำ ยันตระ ฯลฯ ผมเห็นว่าคำประกาศอิสรภาพของอเมริกาก็ดี คำประกาศสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองฝรั่งเศสก็ดี เป็นเรื่องที่มุ่งหมายไปที่ “คน” หรือ “โลกียะ” เพื่อประโยชน์ในการอยู่ร่วมกันของ “คน” ไม่ใช่ “พระ” เพราะพระไม่ใช่คน ไม่ให้คนเอาเปรียบกัน เช่น ระบอบเผด็จการหรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่ได้มุ่งหมายไปที่ “พระ” หรือโลกุตระ จะเอาโลกของคนหรือโลกียธรรมไปปนเปกับโลกของพระ หรือโลกุตระไม่ได้ เพราะคำจำกัดความต่าง ๆ ในโลกียะกับโลกุตระไม่เหมือนกัน เอาโต๊ะกับเก้าอี้ไปเปรียบเทียบกันไม่ได้ฉันใด เอาโลกียะกับโลกุตระไปเปรียบเทียบกันไม่ได้ฉันนั้น โดยเฉพาะคำนิยามต่าง ๆ ในโลกียะก็ต่างกับคำนิยามในโลกุตระ 

ในโลกียะนั้น พระพุทธเจ้าสอนไว้ชัดเจนว่า ความสุขในโลกียะนั้นเกิดจาก “ความมี” ส่วนความสุขในโลกุตระนั้นเกิดจาก “ความไม่มี” 

ความมี คือ 
๑. มีทรัพย์ 
๒. ใช้ทรัพย์ 
๓. ไม่เป็นหนี้ 
๔. เลี้ยงชีพชอบ 

ซึ่งตรงกับคำประกาศอิสรภาพของอเมริกาที่ว่า ชีวิตที่ดี เสรีภาพและสิทธิที่จะแสวงหาความสุข ซึ่งเป็นเรื่องของคนไม่ใช่เรื่องของพระ 

ความไม่มีคือพระไม่เรือน คือไม่มีครอบครัว ไม่มีทรัพย์อื่นใดนอกจากผ้าสี่ เหล็กสาม น้ำหนึ่ง 

ผ้าสี่ คือ สบง จีวร สังฆาฏิ และรัดประคด 
เหล็กสาม คือ บาตร มีดโกน และเข็ม 
น้ำหนึ่ง คือ หม้อกรองน้ำ 
นอกจากนี้แล้วมีไม่ได้ 
นิพพานัง ปรมัง สูญญัง 
นิพพานัง ปรมัง สุขขัง 
นิพพาน สูญอย่างยิ่ง 
นิพพาน สุขอย่างยิ่ง 

พระพุทธเจ้าสอนด้วยว่า เมื่อเป็นคนจะมีทรัพย์ได้อย่างไร จะมีทรัพย์ต้อง 

๑. อุฏฐานสัมปทา คือ ขยัน 
๒. อารักขสัมปทา คือ เก็บ 
๓. กัลยาณมิตตตา คือ เลี้ยงชีพชอบ 
คนขี้เกียจก็ต้องจน 
คนไม่เก็บก็ต้องจน 
คบเพื่อนชั่วก็ไม่เป็นมงคล พาฉิบหาย 
ต้องมีอาชีพที่ชอบ ไม่เบียดเบียนคนอื่น ไปเป็นโจรปล้นเขามา ไม่มีทางมีทรัพย์ได้ เพราะผลสุดท้ายต้องติดคุก 

พระพุทธเจ้าสอนในปัจฉิมโอวาทด้วยว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราขอเตือนเธอทั้งหลายว่าสังขารไม่เที่ยง เกิดมาแล้วย่อมดับไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงยังประโยชน์ตน แลประโยชน์ท่าน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด 

ตามคำสอนดังกล่าวพระพุทธเจ้าไม่ได้นำชีวิต หรือสังขารร่างกายไปอ้างสู้กับธรรมชาติ แต่พระองค์กลับบอกให้ยอมรับหรือยอมแพ้ธรรมชาติว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เราจะไปสั่งอะไรไม่ได้ ความตายเป็นธรรมดา ฉะนั้น ผลสุดท้ายก็ต้องตายไปตามธรรมชาติ 

แต่พระพุทธเจ้าก็ยังเน้นเรื่อง ประโยชน์ 

ถ้าเป็นคนก็ประโยชน์ในโลกียะ 

ถ้าเป็นพระก็ประโยชน์ในโลกุตระ ประโยชน์ตนคือนิพพาน ส่วนประโยชน์ท่านคือสอนคนอื่น 

ฉะนั้น คำประกาศอิสรภาพของอเมริกา และคำประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมืองของฝรั่งเศสจึงไม่ขัดกับหลักในพระพุทธศาสนา กลับตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้าเสียด้วยซ้ำไป เพราะคำประกาศดังกล่าวมุ่งถึงโลกของคนหรือโลกียะ ไม่ได้มุ่งเน้นโลกของพระหรือโลกุตระดังกล่าวข้างต้น 

ถ้าเอาโลกของคนกับโลกของพระไปปะปนกัน ก็เกิดการมั่วและสับสน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกิดความคิดว่าศาสนาพุทธดีกว่าศาสนาอื่น เกิดยึดมั่นถือมั่น ผลที่สุดพระภิกษุไม่มีใครบรรลุมรรคผลนิพพาน มีแต่คนอุตริมนุษยธรรม เช่น เณรคำ ยันตระ ฯลฯ 

เอาธรรมของโลกุตระไปปะปนกับธรรมของโลกโลกียะก็เกิดมั่วและสับสนด้วยประการฉะนี้ 

คนที่เป็นคนก็อยากเป็นพระนั่งสมาธิ นั่งวิปัสสนากันวุ่นวายไป 

คนที่เป็นพระก็อยากเป็นคน อยากมีทรัพย์ อยากมีเมีย เช่น เณรคำ ยันตระ และมิตซูโอะ เป็นต้น ผลสุดท้ายมิตซูโอะก็ออกมาให้สัมภาษณ์สรยุทธ ช่องสามว่า 
โลกของฆราวาสดีกว่าโลกของบรรพชิต (เพราะมีเมียได้)

พระบางองค์บวชตั้งนานแล้วก็ไม่นิพพานสักที เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะไปปฏิบัติกิจของคน เช่น เลี้ยงหมา เทศน์เอากัณฑ์เข้าคลังหลวง ฯลฯ ทั้ง ๆ ที่กิจเหล่านั้นไม่ใช่กิจของสงฆ์เป็นกิจของคน ภาษาทหารเขาว่าเป็นเรื่องหลงภารกิจ 

พระบางองค์ก็โกหกเอาดื้อ ๆ ว่า สำเร็จอรหันต์แล้ว เช่น เณรคำ ยันตระ ฯลฯ หลอกเอาเงินประชาชนไปเสวยสุขต่างประเทศสบายไป อนึ่ง มีคนส่วนใหญ่เข้าใจว่า เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วพระองค์ไม่มีความทุกข์เลย ข้อนี้ไม่เป็นความจริง เพราะพระพุทธเจ้าไม่มีทุกข์ในโลกียะก็จริง แต่ความทุกข์ที่เป็นธรรมดาของสังขารยังมีอยู่ โดยเฉพาะพระพุทธเจ้ายังทุกข์เพราะเจ็บ นายเสถียรพงษ์ วรรณปก เขียนไว้ว่า ครั้งหนึ่งเทวทัตขึ้นไปบนเขาคิชกูฏกลิ้งหินลงมาให้ทับพระพุทธองค์ แต่ก้อนหินกลิ้งไปปะทะชะง่อนผากระเด็นไปอีกทางหนึ่ง ถึงกระนั้นเศษหินก็ได้กระเด็นไปต้องพระบาทจนห้อพระโลหิต ทรงได้รับทุกขเวทนา 

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้กล่าวในการอภิปรายเกี่ยวกับจิตว่างว่า “กระผมเห็นตามที่ท่านได้อธิบายมา คนที่ว่างอย่างพระอรหันต์แล้ว ไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างกระผมไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างคนส่วนมากที่นั่งอยู่ที่นี่ ใช้ชีวิตอย่างใต้เท้า นุ่งห่มด้วยผ้าสามผืน สละหมู่คณะออกไปอยู่ต่างหากตามลำพังแล้วก็ถือศีล ๒๒๗ ข้อ เป็นปกติ อย่างเรื่องจิตว่าง ถ้าจะให้คนอย่างกระผมไปทำงานด้วยจิตว่าง กระผมยังมองไม่เห็น เพราะลักษณะของงานมันขัดต่อการมีจิตว่าง ภาวะของกระผมมันว่างไม่ได้ ถ้าว่างแล้วมันก็ไม่เป็นกระผม เพราะงานทางโลกมันขัดกับเรื่องจิตว่าง” 

ที่ว่าคำประกาศอิสรภาพของอเมริกา เป็นเรื่องของโลกียะก็เพราะในคำประกาศนั้นพูดถึง 

LIFE คือชีวิตที่ดี มีหลักประกันว่าจะมีปัจจัยสี่ เป็นเรื่องของคนหรือโลกียะ 
LIBERTY คือต้องมีเสรีภาพ ท่านไอน์สไตน์กล่าวว่า เสรีภาพทำให้มนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์ เสรีภาพจึงเป็นเรื่องของคนหรือโลกียะ 

สร้างสรรค์อะไร ก็สร้างสรรค์นวัตกรรมต่าง ๆ ให้มนุษย์ร่วมโลกใช้ เช่น ส้วมซึม รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ เป็นเรื่องของคนหรือโลกียะ ไม่ใช่ทรัพย์ที่พระจะต้องมี 

ท่านไอน์สไตน์กล่าวด้วยว่า หากไม่มีเสรีภาพ โลกจะไม่มีเซอร์ไอแซกนิวตัน ฟาราเดย์ ฯลฯ ผมขอต่อว่าจะไม่มีบิล เกตส์ สตีฟ จ็อปส์ ฯลฯ ผลงานของท่านเหล่านี้เป็นงานที่ให้ประโยชน์กับคนไม่ใช่พระจึงเป็นเรื่องของคนหรือโลกียะโดยแท้ 

PERSUIT OF HAPPINESS คือสิทธิที่จะแสวงหาความสุข “ในโลกียะ” นี่ก็เรื่องของคนหรือโลกียะอีกเหมือนกัน 

คำประกาศอิสรภาพของอเมริกาไม่มีตอนไหนที่มุ่งไปถึงโลกุตระ แต่มุ่งไปทางโลกียะซึ่งเป็นเรื่องของคน ไม่ใช่เรื่องของพระจึงเน้นเรื่องเสรีภาพ ชีวิตที่ดี ความเสมอภาคและสิทธิที่จะแสวหาความสุขของคน ดังกล่าวแล้ว นักปราชญ์ในพระพุทธศาสนาเอาไปปนเปกัน พระจึงอยากเป็นคน คนก็อยากเป็นพระ มั่วกันไปหมด คำประกาศดังกล่าวไม่ขัดกับคำสอนของพระพุทธเจ้าเพราะในโลกียะ พระพุทธเจ้าสอนให้ผู้ครองเรือนต้อง มีทรัพย์ ใช้ทรัพย์ ไม่เป็นหนี้ เลี้ยงชีพชอบจึงจะมีความสุขในโลกียะได้ ซึ่งตรงกับคำประกาศอิสรภาพของอเมริกาว่าต้องมีชีวิตที่ดี ฯลฯ 

ส่วนข้อความที่ว่า เจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมสามารถใช้สอย หรือจัดการกับที่ดินของตนเองอย่างไรก็ได้ ตามใจชอบ 

คำกล่าวนี้ก็ไม่เป็นความจริง 

เพราะเสรีภาพไม่ใช่หมายความว่า ทำอะไรได้ตามใจคือไทยแท้ 

เสรีภาพหมายความว่า บุคคลจะทำ จะพูด จะเขียนอย่างไรก็ได้ ถ้าในขณะที่ทำ ที่พูด ที่เขียนนั้นไม่มีกฎหมายห้าม 

เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินในประเทศไทยหากจะปลูกบ้านก็ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ไม่ใช่ปลูกสร้างได้ตามใจชอบ 

๒. ส่วนข้อความที่ท่านผู้เขียนบทความอธิบายเพิ่มเติมว่าปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นทั่วไปในโลกเวลานี้ ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นได้เป็นอย่างดี ถึงการคำนึงถึงแต่สิทธิประโยชน์ของมนุษย์โดยไม่สนใจให้ความสำคัญของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

คำกล่าวนี้ถูกบางส่วนเท่านั้น เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกนี้ไม่ได้เกิดเพราะมนุษย์อย่างเดียวยังมีปัจจัยอื่นอีกมากมาย 

การเกิดยุคน้ำแข็งในโลกนี้เมื่อสองหมื่นปีมานี้ เป็นฝีมือของมนุษย์หรือ 

คำตอบก็คือไม่ใช่ เป็นเรื่องของธรรมชาติโดยแท้เพราะตอนนั้นยังไม่มีมนุษย์ที่รู้จักคำว่าสิทธิ 

๓. ส่วนที่บทความกล่าวต่อว่า การเน้นให้ความสำคัญกับสิทธิ เสรีภาพส่วนตัวของปัจเจกบุคคลมากเกินไป ย่อมก่อให้เกิดความแตกต่าง เหลื่อมล้ำในสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ กลุ่มคนที่มีศักยภาพหรือพื้นฐานะความเป็นอยู่ดี หรือมีสายป่านยาวก็ยังจะได้เปรียบในลักษณะเท่าทวีคูณ 

ข้อนี้เห็นได้ว่าในประเทศที่ปกครองแบบประชาธิปไตยมีกฎหมายออกมาจำกัดสิทธิเสรีภาพมากมาย แต่แค่ไหนมากไป แค่ไหนน้อยไป ก็อยู่ที่ประชาชนในประเทศเหล่านั้นจะต้องตัดสินใจ คนที่มีศักยภาพ พื้นฐานะดี หรือคนรวยก็ควรจะถามว่าเขารวยเพราะอะไร เพราะเขาขยัน เขาเก็บ เขาคบเพื่อนที่ดี เขาเลี้ยงชีพชอบแล้ว มันจะเสียหายตรงไหน มันผิดตรงไหน คนขี้เกียจแล้วจน คนไม่เก็บแล้วจน คนคบเพื่อนชั่วแล้วจน คนไม่ประกอบอาชีพแล้วจนจะไปโทษใคร ที่กล่าวเช่นนี้เพราะเคยแอบอิจฉาริษยาเขาหรือเปล่า 

ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ทำให้ดินแดนที่ปกครองด้วยระบอบดังกล่าว ทุกคนมีสิทธิเสมอภาคกันจึงเป็นดินแดนแห่งโอกาส เป็นเรื่องของแต่ละบุคคลจะใช้ (หรือฉวย) โอกาสที่มีนั้นเอาเอง เมื่อไม่ใช้แล้วจะโทษใครเล่าครับ 

กฎหมายกำหนดได้เฉพาะให้โอกาสเสมอกัน ให้สิทธิเสมอกัน ให้เสรีภาพเสมอกัน 

กฎหมายไม่สามารถกำหนดให้คนขยันเท่ากัน ขี้เกียจเท่ากัน สูงเท่ากัน ต่ำเท่ากัน รวมทั้งรวยหรือจนเท่ากันได้ 

ระบอบประชาธิปไตยมุ่งปกครองให้คนมีความสุข ไม่ใช่มุ่งปกครองให้พระมีความสุข เพราะความสุขของพระกับคนไม่เหมือนกันดังกล่าวแล้ว 

ระบอบประชาธิปไตยที่ให้ความเคารพ ความเสมอภาค รัฐบาลต้องมาจากประชาชน จะได้ทำเพื่อประชาชน ก็เห็นได้อยู่ว่าเป็นเรื่องของคน ไม่ใช่เรื่องของพระ 

ความเหลื่อมล้ำในสังคมเกิดขึ้นเพราะเหตุหลายเหตุ แต่ที่แน่นอนก็คือระบอบเผด็จการหรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก่อให้เกิดอภิสิทธิ์ชนเอาเปรียบขูดรีดกัน เอาคนลงเป็นทาส เป็นไพร่ แล้วเกณฑ์แรงงานจากคนเหล่านั้นไปเป็นประโยชน์ของชนชั้นตน เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม 

ในระบอบประชาธิปไตยจึงกำหนดว่าอำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลาย ไม่มีข้า ไม่มีเจ้า ไม่มีบ่าว ไม่มีนาย จะเอาคนลงเป็นทาสเป็นไพร่ จะเกณฑ์แรงงานเพื่อประโยชน์ของชนชั้นตนไม่ได้ เป็นเหตุสำคัญที่สามารถขจัดความเหลื่อมล้ำได้ระดับหนึ่ง แต่ก็เป็นหน้าที่ของแต่ละบุคคลที่จะต้องช่วยตัวเองเพื่อไม่ให้ตนต่ำต้อย ยากจนกว่าคนอื่นด้วย 

ถ้าระบอบการเมืองดีเป็นระบอบประชาธิปไตย ระบอบการเมืองนั้นๆ จะทำให้ประเทศมีเสรีภาพ มีความเสมอภาค และมีรัฐบาลที่มาจากประชาชน สิ่งเหล่านี้จะเกลี่ยโภคทรัพย์ต่าง ๆ ทำให้ช่องว่างระหว่างคนในสังคมไม่ต่างกัน แต่ระบอบเผด็จการที่กดขี่ขูดรีด เต็มไปด้วยอภิสิทธิ์ชน ย่อมนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำในสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ 

ทำเนียบขาวใหญ่โตพอ ๆ กับบ้านของบิล เกตส์ ไทเกอร์ วู้ด แต่ประสาทราชวังที่อยู่ของกษัตริย์อังกฤษ ซึ่งเริ่มสร้างมาเมื่อพันปีมาแล้ว คนธรรมดาไม่มีทางสร้างได้ บิล เกตส์ก็เถอะ 

ที่ประเทศอเมริกา หลายปีมาแล้ว พวกเร่ร่อน ไม่มีบ้าน (HOMELESS) เดินขบวนไปหน้าทำเนียบประธานาธิบดีเรียกร้องให้รัฐบาลอเมริกาช่วยเหลือ ท่านประธานาธิบดีเรแกนกล่าวถึงคนเหล่านั้นว่า พวกเขาควรจะถามตัวเองว่าคนอื่นเขามีบ้านกันทั้งนั้น พวกเขามัวไปทำอะไรอยู่ 

พระพุทธเจ้าสอนว่า อัตตาหิ อัตโน นาโถ 
ตนนั้นเป็นที่พึ่งแห่งตน 
พระเยซูสอนสานุศิษย์ว่า จงช่วยตัวเองก่อน แล้วพระเจ้าจะช่วยท่าน 

ในสังคมประชาธิปไตย ความเหลื่อมล้ำเรื่องความรวยความจน มาจากเหตุของบุคคลแต่ละคน มากกว่าเหตุจากระบอบการปกครอง ต่างกับระบอบเผด็จการ เหตุของความเหลื่อมล้ำมาจากระบอบการปกครองมากกว่าเหตุของบุคคล 

๔. บทความกล่าวอีกว่า จากการอ่านคำแถลงการณ์ของคณะนิติราษฎร์ ประเด็นที่ ๔ ข้อ ๓ และข้อ ๔ ดูเหมือนว่าจะมีกลิ่นอายของโลกตะวันตกอยู่ค่อนข้างมาก 

ข้อนี้ถูกต้องแล้ว ความจริงผมอยากจะบอกว่ามีกลิ่นอายของโลกตะวันตกทั้งหมดเสียด้วยซ้ำไป เพราะระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยเป็นของโลกตะวันตก ไม่ใช่ของโลกตะวันออก ถ้าไม่เอาทฤษฎีของโลกตะวันตกมาอ้างอิงแล้วจะเอาจากที่ไหน 

ศาสนาพุทธหรือพระในศาสนาพุทธไม่เคยเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย เพราะเห็นว่าไม่ใช่กิจของสงฆ์ และในทางปฏิบัติกลับมีการเปลี่ยนแปลงคำสอนให้มีความเชื่อให้ยอมรับการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เสียด้วยซ้ำไป 

ด้วยเหตุนี้ คำสอนในศาสนาพุทธหรือพระในศาสนาพุทธจึงไม่มีคุณูปการต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทย แต่คำประกาศอิสรภาพของอเมริกาและคำประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมืองฝรั่งเศสต่างหากที่มีคุณูปการต่อการเปลี่ยนแปลง 

โลกตะวันออกมีแต่ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบเผด็จการ จะไปเอากลิ่นอายของเสรีภาพ ความเสมอภาคมาแต่ไหน 

วิธีคิด วิถีชีวิต ก็อ้างอิงแนบแน่นอยู่กับระบอบเผด็จการ ไม่มีความเสมอภาค ไม่มีเสรีภาพ ไม่ฟังเสียงประชาชน รัฐบาลก็มาจากสวรรค์ 

ต่างกับระบอบประชาธิปไตย วิธีคิด วิถีชีวิตของคนในระบบดังกล่าว เห็นคนเป็นคน จึงมีความเสมอภาค มีเสรีภาพ ฟังเสียงประชาชน รัฐบาลต้องมาจากประชาชนจะได้ทำเพื่อประชาชน 

๓๐ บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน กองทุนสตรี หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ฯลฯ มาจากรัฐบาลที่มาจากสวรรค์หรือ คำตอบคือไม่ใช่ ตรงข้ามรัฐบาลที่มาจากสวรรค์ กลับหาทางยกเลิกเสียด้วยซ้ำไป 

หากอยากให้ประเทศปกครองระบอบประชาธิปไตยก็ต้อง 
เลิกคิดว่า เป็นไพร่ 
เลิกคิดว่า เป็นบ่าว 
เลิกคิดว่า เป็นนาย 
คิดเสียใหม่ว่า ทุกคนมีความเสมอภาคกัน 
อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย 

๕. บทความกล่าวประการต่อมาว่า ปัจจุบันระบบทุนนิยมเสรีที่ไร้ขอบเขตได้ถลำลึกและสร้างปัญหาใหญ่โตจนยากเกินกว่าใครคนใดคนหนึ่งหรือประเทศใดประเทศหนึ่งจะคิดแก้ไขเยียวยาได้ 

ผมเห็นว่าสังคมมนุษย์ได้พัฒนามานานเป็นหมื่นเป็นแสนปีแล้ว ปัญหาก็มีเรื่อยมา และมนุษย์ก็แก้ปัญหากันได้เรื่อยมา 

ถ้าแก้ไม่ได้จะมีมนุษย์อยู่บนโลกจนถึงปัจจุบันนี้ได้หรือ 
ปัญหามีอยู่ทุกแห่งในโลก 
ไม่มีเฉพาะในหลุมฝังศพเท่านั้น 
ตราบใดที่ยังไม่ตายก็มีปัญหาให้แก้อยู่ตราบนั้น 

๖. บทความกล่าวอีกว่า คำประกาศที่จะจัดให้มีขึ้นนั้น น่าจะยึดถือปรัชญาแนวคิดตามหลักการคำสอนของศาสนาพุทธเป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย พระพุทธองค์ได้ทรงกล่าวถึงกฎธรรมชาติไว้อย่างชัดเจนทุกประเด็น ดังที่เรียกกันว่า นิยาม ๕ และอ้างคำอธิบายของท่านเจ้าคุณพรหมคุณาภรณ์ ซึ่งได้อธิบายไว้ในหนังสือพุทธธรรม ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้ล้วนเป็นไปตามธรรมดาแห่งเหตุปัจจัย มองด้วยสายตามนุษย์เรียกว่า กฎธรรมชาติ ฯลฯ มีอุตุนิยาม พืชนิยาม จิตตนิยาม กรรมนิยาม และธรรมนิยาม 

ผมเห็นว่า คำอธิบายดังกล่าวถูกต้องทั้งหมด แต่นั้นเป็นเรื่องของพระหรือโลกโลกุตระ ต้องศึกษาให้เข้าใจอย่างรู้แจ้งแทงตลอด แล้วจะได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ถึงนิพพานออกจากโลกโลกียะไปอยู่ในเรือนว่างมีทรัพย์แค่แปดอย่าง ไม่ใช่เรื่องของโลกียะหรือเรื่องของคน การเป็นคนอยู่ในโลกโลกียะต้องการชีวิตที่ดี ต้องการเสรีภาพ ความเสมอภาค ซึ่งจะได้มาก็ต้องปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย โดยปรัชญาเหล่านี้เริ่มต้นพัฒนามาจากประเทศตะวันตก คือ กรีก โรมัน อังกฤษ อเมริกา ซึ่งไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ ไม่ได้พัฒนามาจากประเทศที่นับถือศาสนาพุทธอย่างประเทศไทย จีน หรืออินเดีย 

เมื่อประเทศไทยยอมรับว่าระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยแบบตะวันตกเป็นเรื่องดี ฝ่ายเสื้อเหลืองเองก็ยอมรับหลักการนี้ ดังจะเห็นได้ว่าใช้ชื่อว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฯลฯ พรรคประชาธิปัตย์ก็ยอมรับหลักการนี้ เพียงแต่รับหลักการต่อไปว่าการตั้งรัฐบาลไปตั้งในค่ายทหารก็ได้ เรียกร้องให้พระราชทานนายกฯ ตามมาตรา ๗ แห่งรัฐธรรมนูญก็ได้ ฯลฯ กล่าวคือแปลคำว่าประชาธิปไตยว่า รัฐบาลต้องมาจากสวรรค์หรือการแต่งตั้งเท่านั้น จะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดก็คัดค้านว่าเป็นการล้มล้างระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ฯลฯ 

การแปลคำว่าประชาธิปไตยดังกล่าวก็เห็นกันว่าไม่ถูกต้อง เพราะหลักประชาธิปไตยที่สำคัญที่สุดก็คือ อำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลายแล้วกลับไปให้อำนาจแต่งตั้งอยู่สวรรค์ชั้นฟ้า จะถือว่าอำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลายได้อย่างไร ไม่ยอมให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งจะถือว่าอำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลายได้อย่างไร 

๗. บทความกล่าวด้วยว่า แม้แต่อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดของคณะนิติราษฎร์ ก็เคยเขียนบทความยอมรับว่าประชาธิปไตยคืออะไร อาจเป็นคำถามที่ตอบยาก 

ผมเห็นว่าตอบไม่ยาก ประชาธิปไตยก็คือ 

(๑) อำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของราษฎรทั้งหลาย ประชาชนต้องเป็นผู้เลือก ส.ส. และ ส.ว.ทั้งหมด 
(๒) ต้องมีเสรีภาพ 
(๓) ต้องมีความเสมอภาค 
(๔) รัฐบาลต้องมาจากประชาชน โดยประชาชนเสียงข้างมากเลือกตั้งมาจะได้ทำประโยชน์ให้ประชาชน 

เมื่อให้อำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลายแล้ว ก็ต้องให้ราษฎรทั้งหลายเป็นคนคิด ไม่ใช่คิดว่าตัวเองฉลาดกว่าราษฎร ราษฎรนั้นโง่ และคิดแทนราษฎร จึงพยายามปฏิวัติรัฐประหารเพื่อตั้งรัฐบาลที่มาจากสวรรค์ ซึ่งก็เป็นที่เห็นกันอยู่ว่าไม่มีความสามารถและสติปัญญาพอที่จะแก้ปัญหาของราษฎรทั้งหลายได้ 

ท่านคำผกา ได้เขียนไว้ว่า

“พวกท่านก็คน ประชาชนก็คน พวกท่านไม่ใช่เทวดา จึงไม่สิทธิมาพิพากษาประชาชนเช่นนั้น (แถมยังอวดอ้างว่านี่เป็นกระบวนการให้ประชาชนมาเป็นเจ้าของการปฏิรูป – ช่างหน้าไม่อาย) พวกท่านต้องเรียนรู้ที่จะเคารพการตัดสินใจของคนส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะดีหรือเลว ถูกหรือผิด ประชาชนย่อมต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเลือก เราต้องการประชาธิปไตยที่ล้มลุกคลุกคลานมากกว่าประชาธิปไตยอันมีมือที่มองไม่เห็นมาคอยพยุงปีกของเราเอาไว้ 
พวกเราต้องการที่จะล้มด้วยตัวเองและลุกขึ้นยืนด้วยตัวเอง 
เจ็บเอง จำเอง คิดเองได้ 
ขอร้องอย่าเสือก อย่ามาสถาปนาตนเองว่าพวกกูนี่แหละจะเข้ามาช่วยพวกมึงให้พ้นทุกข์เข็ญ” 

ผมคิดว่า ถ้าพวกขุนศึก อำมาตย์ ขุนนางทั้งหลาย ยอมรับตามที่คุณคำผกาท่านขอร้อง ก็เป็นประชาธิปไตยได้อย่างสมบูรณ์ 

มีผู้ถามผมว่า อารยะขัดขืนเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ผมก็ตอบว่าเป็น เพราะเป็นการประท้วงโดยสงบและยอมรับผลกรรมของตนที่จะตามมา คือถ้าไม่เสียภาษีก็จะถูกปรับ ไม่ไปทำงานก็จะถูกไล่ออก เป็นต้น มีผู้ถามอีกว่า แล้วจะมีผลสำเร็จหรือไม่ ผมตอบว่าก็แล้วแต่ว่าผู้นำมีคุณสมบัติพอที่จะนำหรือไม่ ในประวัติศาสตร์ก็มีแต่มหาตมคานธี ถ้าท่านสุเทพมีบารมีเทียบชั้นมหาตมคานธี ก็สำเร็จ ถ้าไม่ถึงมหาตมคานธีก็เจ๊ง 

ประเทศนี้เป็นประชาธิปไตยได้ไม่ต้องไปอ้างพุทธปรัชญาที่ล้ำลึก 

ปล่อยให้คนที่คิดว่าตัวเองเป็นพระศึกษาปรัชญาที่ล้ำลึกนั้นต่อไป เพื่อท่านเหล่านั้นจะได้สำเร็จอรหันต์และนิพพาน พ้นทุกข์ไป 

คนในระบอบประชาธิปไตยต้องการอยู่ในโลกโลกียะและความต้องการก็มีเพียงต้องการให้มีชีวิตที่ดี 
ไม่ต้องการความจน เพราะความจนเป็นทุกข์ในโลก 
ไม่ต้องการความหิว เพราะความหิวเป็นทุกข์ในโลก 
ไม่ต้องการเป็นหนี้ เพราะความเป็นหนี้เป็นความทุกข์ในโลก 

๘. บทความกล่าวตอนสุดท้ายว่า ต้นไม้ประชาธิปไตยจะเจริญงอกงามได้นั้น ประชาชนส่วนใหญ่ต้องมีความรู้ความเข้าใจ ความหมายปรัชญา แนวคิด รวมทั้งขบวนการขั้นตอนอย่างถูกต้องและถ่องแท้ลึกซึ้ง 

ผมเห็นว่าคำกล่าวข้างบนนี้ถูกต้องที่สุด และบัดนี้ประชาชนส่วนใหญ่เขาเข้าใจความหมายปรัชญา แนวคิด รวมทั้งขบวนการขั้นตอนของระบอบประชาธิปไตยอย่างถูกต้องและถ่องแท้ลึกซึ้ง มีแต่พวกขุนศึก อำมาตย์และขุนนางกับพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่ยังอยากได้รัฐบาลพระราชทานตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗ อยู่เรื่อย แก้รัฐธรรมนูญให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหัวใจของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยก็ยึกยัก โยกโย้ ขัดขวางด้วยกลอุบายต่าง ๆ โดยคิดว่าประชาชนไทยนั้นโง่ ไม่รู้เท่าทัน การต่อสู้ระหว่างฝ่ายเผด็จการกับฝ่ายประชาธิปไตยยังคงมีต่อไปจบเมื่อไรไม่มีใครรู้ 

ขอบคุณท่านผู้อ่านที่ติดตามอ่านมาจนบรรทัดนี้ 

และขออภัยที่เขียนบทความนี้ยืดยาวไปหน่อย รบกวนเวลาของท่านผู้อ่านมากเกินไป. 

ขอบคุณครับ 
สถิตย์ ไพเราะ


บทเริ่มต้น และบทอื่น ๆ ของบทความ

« ยังคาใจ - ไม่คาใจ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ |

เข้าสู่ระบบ