สัมภาษณ์ 'ธีระ สุธีวรางกูร':

Blog Icon

กฏหมายมหาชน สัมมนา-บทสัมภาษณ์ ศาลรัฐธรรมนูญ

13 October 2013

read 2571


วัดใจศาลรัฐธรรมนูญ

ธีระ สุธีวรางกูร

หมายเหตุ : บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ ได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ วันสุข ฉบับที่ 433 วันที่ 12-18 ตุลาคม พ.ศ.2556 โดยผู้ให้สัมภาษณ์ได้ปรับปรุงเนื้อหาบางส่วนเพื่อให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

สถานการณ์แก้รัฐธรรมนูญหลังนายกฯนำขึ้นทูลเกล้าฯ

อาจมีความยุ่งยากทั้งปัญหาการเมืองและปัญหากฎหมาย แต่ทั้งนี้ต้องดูว่าจากนี้ไป ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาคำร้องเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต่อไปหรือไม่ ถ้าศาลฯตัดสินใจไม่สั่งจำหน่ายคดีและพิจารณาคดีต่อ ทั้งออกคำวินิจฉัยก่อนพระมหากษัตริย์จะลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้ตัวรัฐธรรมนูญ ปัญหาการเมืองและปัญหากฎหมายจะเป็นอย่างไร เข้มข้นแค่ไหน ทั้งหมดนี้จะขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของสถานการณ์

ความจริง เมื่อนายกรัฐมนตรีได้นำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นทูลเกล้าฯแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญควรจะมีคำสั่งจำหน่ายคำร้อง เนื่องจากว่าตอนนี้ เรื่องมันได้เข้าสู่แดนพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ ที่พระองค์ท่านจะทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยด้วยตัวพระองค์เองว่า สมควรจะทรงลงพระปรมาภิไธย เพื่อประกาศใช้ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่ ซึ่งเป็นการสอดรับกับระบบรัฐธรรมนูญไทย โดยเฉพาะ เมื่อเทียบเคียงกับกรณีการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งรัฐธรรมนูญไม่เปิดช่องให้ศาลฯมีอำนาจตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างพระราชบัญญัติได้ หลังจากนายกรัฐมนตรีได้นำร่างพระราชบัญญัตินั้นขึ้นทูลเกล้าฯ 

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด หากศาลรัฐธรรมนูญไม่สั่งจำหน่ายคำร้อง และมีการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อ นอกจากศาลฯจะเจอสถานการณ์เรื่องความเหมาะความควร ที่ยังรับเรื่องไว้พิจารณาคดีต่อไป หลังจากร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้นอยู่ในแดนพระราชอำนาจวินิจฉัยของพระมหากษัตริย์แล้ว มีความเป็นไปได้เช่นกัน ที่สมาชิกรัฐสภาซึ่งเป็นผู้ถูกร้องในคดี อาจไม่เข้าร่วมในกระบวนการพิจารณาคดีของศาลฯด้วย ซึ่งตรงนี้ จะเป็นปัญหาความไม่ลงรอยกันระหว่างศาลฯกับรัฐสภา 

อย่างไรก็ตาม หากว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่คำนึงถึงปัญหาตรงนี้ และมีการดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีต่อไป สุดท้าย เมื่อต้องออกออกคำวินิจฉัย ซึ่งเป็นไปได้ทั้งสองทางว่า ศาลฯจะวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ก็ได้ แต่ในกรณีที่ศาลฯมีคำวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ เราจะเห็นปัญหาทางกฎหมายที่ไม่เคยเจอตามมาอีกมาก

ถ้าศาลวินิจฉัยขัดหรือไม่ขัดรัฐธรรมนูญผลจะเป็นอย่างไร

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ปัญหาแม้จะมี ก็คงมีเพียงว่ากระบวนพิจารณาคดีในเรื่องนี้ ซึ่งได้ทำขึ้นหลังจากที่นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นทูลเกล้าฯแล้ว เป็นเรื่องที่ก้าวล่วงเข้าไปล้ำแดนพระราชอำนาจวินิจฉัยของพระมหากษัตริย์หรือไม่ และผลในทางรัฐธรรมนูญของการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของศาลฯในลักษณะนี้เป็นอย่างไร

แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขัดกับรัฐธรรมนูญ และถ้าเป็นการวินิจฉัยก่อนที่พระมหากษัตริย์จะทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม นอกจากปัญหาทางการเมืองที่อาจมีตามมา ปัญหาทางกฎหมายก็จะเกิดเหมือนกัน

สำหรับผลทางการเมือง เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขัดกับรัฐธรรมนูญ ฝ่ายการเมืองปีกตรงกันข้ามกับสมาชิกส่วนใหญ่ของรัฐสภาและรัฐบาล ก็คงจะเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ต้องรับผิดชอบทางการเมืองทางใดทางหนึ่ง รวมถึงสมาชิกรัฐสภาที่สนับสนุนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญด้วย 

แต่พักปัญหาทางการเมืองไว้ก่อน เพราะนั่นยังไม่สำคัญนัก แต่ปัญหาทางกฎหมายจะเกิดขึ้นว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขัดรัฐธรรมนูญแล้ว ประเด็นคือ รัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้กำหนดผลทางกฎหมายรองรับคำวินิจฉัยของศาลฯเอาไว้เหมือนกับกรณีของร่างพระราชบัญญัติ

ต้องไม่ลืมว่า ถ้าเป็นเรื่องร่างพระราชบัญญัติ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากับขัดรัฐธรรมนูญ แล้ว ในกรณีที่เป็นปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการตรา รัฐธรรมนูญก็กำหนดผลทางกฎหมายให้ร่างพระราชบัญญัตินั้นตกไปทั้งฉบับ ถ้าเป็นกรณีที่เป็นปัญหาเกี่ยวกับเนื้อหา ถ้าเนื้อหานั้นไม่ได้เป็นเนื้อหาที่เป็นสาระสำคัญ รัฐธรรมนูญก็กำหนดผลทางกฎหมายให้เฉพาะเนื้อหานั้นเป็นอันตกไป แต่ถ้าเนื้อหาดังกล่าว เป็นเนื้อหาที่เป็นสาระสำคัญแล้ว รัฐธรรมนูญจะกำหนดผลทางกฎหมายให้ร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นอันตกไปทั้งฉบับ นี่คือผลทางกฎหมายที่รัฐธรรมนูญเขียนรองรับเอาไว้ กรณีที่ศาลฯมีคำวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งผลทางกฎหมายเช่นนี้ รัฐธรรมนูญก็ให้นำไปใช้กับกรณีความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญด้วย 

แต่กรณีของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ถ้ามันมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ถามว่ารัฐธรรมนูญได้กำหนดผลทางกฎหมาย รองรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป เหมือนกรณีร่างพระราชบัญญัติและร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญไหม คำตอบคือ ไม่มี 

ปัญหาจึงเกิดขึ้นว่า แม้ศาลฯจะวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขัดกับรัฐธรรมนูญ แล้วผลทางกฎหมายของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเป็นยังไง ถ้าศาลฯจะแก้ปัญหาด้วยการเอาผลทางกฎหมายที่รัฐธรรมนูญเขียนรองรับคำวินิจฉัยของศาลฯ ในกรณีร่างพระราชบัญญัติและร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ มาอนุโลมใช้ คำถามก็มีว่า มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตราไหน ที่ให้อำนาจศาลฯสามารถนำเรื่องนี้มาใช้โดยอนุโลมได้ เหตุนี้ แม้ศาลฯจะวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมีปัญหาเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดผลทางกฎหมายรองรับคำวินิจฉัยของศาลฯในกรณีนี้ไว้ ทั้งยังไม่มีบทบัญญัติกำหนดให้ศาลฯเอาไปใช้โดยอนุโลม จึงเกิดประเด็นสำคัญทางกฎหมายว่า แล้วร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มันยังมีความสมบูรณ์ในทางกฎหมายหรือไม่ แม้ศาลฯจะวินิจฉัยว่ามันไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญก็ตาม นี่คือปัญหาหนึ่ง

อีกปัญหาหนึ่งก็คือ นอกจากผลทางกฎหมายของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้นขัดรัฐธรรมนูญ กรณีนี้จะมีผลหรือไม่ ต่อพระบรมราชวินิจฉัยในการจะประกาศใช้หรือไม่ประกาศใช้ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของพระมหากษัตริย์ พูดตามภาษาธรรมดาสามัญก็คือ ถ้าพระมหากษัตริย์ยังไม่ทรงตัดสินใจว่า จะวีโต้กฎหมายหรือประกาศใช้กฎหมาย ในช่วงระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน นับแต่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมจากนายกรัฐมนตรี เมื่อศาลฯมีคำวินิจฉัย กรณีนี้จะเป็นเหตุให้พระมหากษัตริย์ต้องคำนึงถึงหรือไม่ว่าจะวีโต้หรือไม่วีโต้ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ตรงนี้เป็นปัญหาเหมือนกัน แต่แน่นอนว่า ไม่ว่าใครย่อมไม่อาจไปก้าวล่วงพระบรมราชวินิจฉัยของพระมหากษัตริย์ในเรื่องนี้ได้ 

นอกจากสองปัญหานั้นแล้ว ปัญหายังมีอีกด้วยว่า ถ้าศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขัดกับรัฐธรรมนูญ โดยวินิจฉัยจากฐานของรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 คือเนื่องจากตามรัฐธรรมนูญมาตรานี้ ถ้าผู้กระทำความผิดเป็นพรรคการเมือง รัฐธรรมนูญให้ดุลพินิจศาลฯที่จะยุบพรรคการเมืองนั้นได้ ในกรณีที่ศาลฯตัดสินใจยุบพรรค รัฐธรรมนูญก็กำหนดผลทางกฎหมายให้ศาลฯ ต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค แต่เนื่องจากกรณีของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ผู้ที่กระทำ เขากระทำในฐานะสมาชิกรัฐสภา ไม่ได้กระทำในนามพรรค หัวหน้าพรรค หรือ สมาชิกพรรค ประกอบกับการปฏิบัติหน้าที่ของเขา ไม่ว่าเขาจะมีสถานะใดในพรรคการเมือง เมื่อเขากระทำในฐานะสมาชิกรัฐสภาซึ่งเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย รัฐธรรมนูญก็คุ้มครองความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญของเขา พรรคการเมืองที่เขาสังกัดจะไปยุ่งเกี่ยวด้วยไม่ได้ อย่างนี้ ปัญหาจึงมีตามมาว่า เมื่อผู้กระทำได้กระทำในฐานะสมาชิกรัฐสภา ไม่ใช่ในฐานะหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค หรือ สมาชิกพรรค แล้วศาลฯจะอาศัยข้อเท็จจริงอะไรไปชี้ว่า นี่เป็นการกระทำของพรรคการเมือง สมควรถูกยุบพรรค พร้อมเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ทุกคน

นี่คือปัญหาสำคัญอย่างน้อยสามเรื่องที่จะต้องเจอ

พูดถึงนายกรัฐมนตรีบ้าง ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อการนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ นั้นเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของนายกฯตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 (7) ประกอบกับ มาตรา 150 ทั้งในกรณีนี้ ก็ไม่มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตราใด กำหนดให้นายกฯต้องระงับการทูลเกล้าฯไว้ก่อนเมื่อศาลฯรับเรื่องไว้พิจารณาวินิจฉัย การปฏิบัติหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีในเรื่องนี้ ไม่ว่ากรณีจะเป็นอย่างไร ย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นความผิด 

ปัญหา 3 อย่างที่จะเกิดขึ้นห่วงอะไรมากที่สุด

ผมไม่ห่วงปัญหาอะไรเป็นพิเศษ เพียงแต่มีความรู้สึกว่า เรื่องที่ได้เกิดมาแล้ว และอาจจะเกิดต่อไป มันเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย ถ้าศาลรัฐธรรมนูญจะใช้อำนาจหน้าที่ตามกรอบของรัฐธรรมนูญ คือ เรื่องนี้ที่เป็นปัญหาก็เพราะว่า ศาลฯได้ก้าวล่วงเข้าไปตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งรัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจศาลฯในเรื่องนี้ไว้

เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าสังเกตสักหน่อย สิ่งที่เราจะพบก็คือ รัฐธรรมนูญจึงไม่ได้กำหนดกลไกทางกฎหมาย เพื่อรองรับการใช้อำนาจในเรื่องนี้ของศาลฯ ไม่ว่าจะเป็นกลไกตั้งแต่ในชั้นการรับคำร้อง คือเมื่อศาลฯรับคำร้องแล้ว รัฐธรรมนูญก็ไม่มีบทบัญญัติให้นายกรัฐมนตรีจะต้องระงับการนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ หรือในชั้นของคำวินิจฉัย คือเมื่อศาลฯมีคำวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขัดรัฐธรรมนูญแล้ว รัฐธรรมนูญก็ไม่มีบทกำหนดผลทางกฎหมาย ให้ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเป็นอันตกไป อย่างนี้ เป็นต้น

ฉะนั้น ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้น ถ้าพูดอย่างตรงไปตรงมา มันเกิดจากการกระทำที่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญโดยแท้ ที่ได้ไปรับเรื่องที่ศาลฯไม่มีอำนาจมาวินิจฉัย ผลจากการกระทำเช่นนี้ของศาลฯ ไม่เพียงแต่จะเกิดสถานการณ์ทางกฎหมายที่ไม่พึงประสงค์อย่างยิ่งแล้ว ยังทำให้เกิดปัญหาทางการเมือง  และความกินแหนงแคลงใจระหว่างศาลฯกับรัฐสภาอีกด้วย อย่างที่เราเห็นกัน 

ปัญหาเสียบบัตรแทนกันจะมีผลกระทบหรือไม่

ต้องพูดกันตามลำดับประเด็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับเรื่องนี้ไว้วินิจฉัยหรือไม่ เสียก่อน ถ้าศาลฯมีอำนาจรับเรื่องไว้วินิจฉัย จึงค่อยพูดต่อไปว่า กระบวนการตราร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ชอบหรือไม่ชอบ แต่เรื่องนี้เมื่อศาลฯไม่มีอำนาจรับ เรื่องมันก็จบไป ตั้งแต่ประเด็นเขตอำนาจศาล 

ไม่ว่าอย่างไร ระหว่างกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภา มีการเสียบบัตรแทนกันหรือไม่ เรื่องนี้ ยังไม่มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง และยังไม่มีการรับฟังคำชี้แจงจากผู้ถูกกล่าวหา จึงยังสรุปไม่ได้ว่า อะไรจริงหรืออะไรเท็จ สำหรับเรื่องที่ คุณคำนูน สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภาบอกว่า ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม .มีการปรับเปลี่ยนข้อความนั้น ไม่ทราบว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร จึงให้ความเห็นอะไรไม่ได้ เป็นหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้อง ต้องไปพิสูจน์ข้อเท็จจริงกันเอง 

อย่างไรก็ตาม ถ้าสมาชิกรัฐสภาบางส่วนเห็นว่า มีปัญหาเรื่องการเสียบบัตรแทนกันจริงๆ ก็สามารถเอาโทษกับผู้กระทำเช่นนั้นได้ โดยฟ้องร้องเป็นคดีอาญาในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือไปยื่นถอดถอนผู้ที่ทำอย่างนั้น ในข้อหาได้กระทำการที่ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย อย่างนี้ เป็นต้น

มองบทบาทการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญอย่างไร

ถ้าจะพูดกันเฉพาะการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ผมคิดว่าศาลฯกำลังวางบทบาทการใช้อำนาจของตนที่ไม่สอดรับกับรัฐธรรมนูญ เป็นการใช้อำนาจที่ส่งผลให้เกิดความกินแหนงแคลงใจกับองค์กรสำคัญของรัฐอย่างรัฐสภา ปัญหาจึงเป็นเรื่องใหญ่ ทางเดียวที่จะทำให้สถานการณ์คลี่คลายขึ้นได้ โดยเฉพาะในส่วนนี้ คือ ศาลฯต้องตระหนักว่าตนมีอำนาจเพียงเท่าที่รัฐธรรมนูญให้ไว้เท่านั้น อย่าทำอะไรเกินเลยไปจากที่รัฐธรรมนูญกำหนด 

แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญยังวางเฉย ไม่เพียงแต่ศาลฯจะเป็นเหตุให้เกิดสถานการณ์ทางกฎหมายและสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่พึงประสงค์ ความน่าเชื่อถือของศาลฯจะยิ่งลดน้อยถอยลงไปอีก เมื่อศาลซึ่งเราถือว่าเป็นองค์กรที่พึ่งสุดท้ายไม่เป็นที่ไว้วางใจ ก็ยิ่งไม่มีองค์กรไหนของประเทศที่ประชาชนเขาจะเชื่อถือได้อีกแล้ว ฝ่ายนิติบัญญัติก็เชื่อถือไม่ได้ เพราะเป็นนักการเมืองเลว ฝ่ายบริหารก็เชื่อถือไม่ได้ เพราะเป็นนักการเมืองแย่ ฝ่ายตุลาการก็เชื่อถือไม่ได้ เพราะตุลาการหลายคนในบางศาลฯก็วางตนเหมือนมิได้เป็นผู้พิพากษา เมื่อพึ่งองค์กรของรัฐองค์กรไหนไม่ได้อีกแล้ว สุดท้าย ประชาชนแต่ละฝ่ายของแต่ละกลุ่มการเมือง เมื่อเกิดวิกฤติขึ้นมาก็จะพึ่งมือพึ่งเท้าของตนเอง ตรงนี้ไม่ใช่หรือ ที่ห่วงกันว่าบางทีมันอาจกลายเป็นสงครามกลางเมือง 

ถ้าจะอนุญาตให้พูดได้ ผมต้องขออภัยที่ต้องบอกว่า นับแต่ประเทศไทยมีศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2540 เป็นต้นมา ไม่มียุคไหนสมัยใด ที่ศาลฯสูญเสียความน่าเชื่อถือจากประชาชนจำนวนไม่น้อยมากถึงขนาดนี้ โดยเฉพาะ ตั้งแต่หลังการรัฐประหารเมื่อปี 2549 และเป็นเรื่องน่าเศร้า ที่การถดถอยของความน่าเชื่อถือของศาลฯ เหตุหนึ่งซึ่งสำคัญ กลับเกิดขึ้นมาจากการกระทำของศาลรัฐธรรมนูญเอง 

ตั้งความหวังกับการแก้รัฐธรรมนูญมากน้อยแค่ไหน

ผมอยากเห็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมทุกร่าง ที่ค้างอยู่ในชั้นการพิจารณาของรัฐสภาตอนนี้ ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาทุกฉบับ แต่แน่นอนว่า ถึงอย่างไรก็ต้องเจออุปสรรคระหว่างการดำเนินการแก้ไข เหมือนอย่างที่เห็นกันมาแล้ว 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คาดหวังกว่านั้นก็คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันทั้งฉบับ ซึ่งมันมีปัญหาเชิงระบบ โครงสร้าง และรายละเอียดอยู่มาก อยากให้รัฐสภานัดลงมติในวาระที่ 3 เพื่อผ่านร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับก่อนหน้านั้นที่ยังค้างอยู่ โดยไม่จำเป็นต้องไปขอประชามติจากประชาชนก่อน เพราะนั่นเป็นเพียงข้อเสนอแนะของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่คำวินิจฉัย ต่อเมื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว จึงค่อยไปขอประชามติจากประชาชนทั้งประเทศ ทว่าตรงนี้ ก็สุดแท้แต่ดุลพินิจทางการเมืองของผู้ที่เกี่ยวข้อง บางที เขาอาจมีหลักคิดอยู่ว่า “กินทีละคำเหมาะกว่ากินทีละจาน” แต่ถึงอย่างไร ก็ต้องระวังด้วยว่า ถ้าปล่อยให้ใครมายกจานข้าวไปได้แล้ว ถึงต้องการจะกินทีละคำก็ตาม ยังไงก็คงไม่เหลือข้าวให้กินอีก 

สรุปสถานการณ์ทางกฎหมายในขณะนี้ ถามว่าปัญหาเกิดมาจากรัฐสภาหรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่ เพราะรัฐสภาก็ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามปกติ ถามว่าปัญหาเกิดมาจากนายกรัฐมนตรีเพราะได้นำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯหรือเปล่า คำตอบก็คือ เปล่า เพราะนายกรัฐมนตรีก็ปฏิบัติหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้ต้องกระทำ 

แล้วปัญหาในตอนนี้เกิดมาจากอะไร เหตุสำคัญคือ เพราะศาลรัฐธรรมนูญก้าวล่วงเข้าไปรับเรื่องที่ตนเองไม่มีอำนาจวินิจฉัย จึงทำให้ไม่มีกลไกทางรัฐธรรมนูญมารองรับเมื่อศาลฯรับคำร้องไว้พิจารณา นอกจากนั้น ปัญหาจะมีต่อไปอีกด้วยว่า เมื่อศาลฯมีคำวินิจฉัยแล้ว หากศาลฯวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขัดกับรัฐธรรมนูญ เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดผลทางกฎหมายมารองรับคำวินิจฉัยของศาลฯในกรณีนี้ เหมือนกรณีร่างพระราชบัญญัติและร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ เราก็จะเจอปัญหาอีกว่า แล้วผลทางกฎหมายเมื่อศาลฯวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขัดรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอย่างไร และจากข้อเท็จจริงตรงนี้ ปัญหาทางกฎหมายจะยิ่งแตกตัวบานปลายออกไปอีก

ทั้งหลายทั้งปวงของปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ จึงมีสาเหตุหลักมาจากศาลรัฐธรรมนูญโดยแท้ และต่อไปหากประเทศต้องพบกับภาวะวิกฤติทางกฎหมายและหรือทางการเมือง องค์กรของรัฐองค์กรหนึ่ง ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดสถานการณ์อย่างนี้ขึ้นมา คือ “ศาลรัฐธรรมนูญ”

เข้าสู่ระบบ