Home » บทความแนะนำ » วิเคราะห์ความผิดฐานทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง

วิเคราะห์ความผิดฐานทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง

Blog Icon

กฏหมายระหว่างประเทศ บทความแนะนำ ท่าอากาศยาน ก่อการร้าย ความผิดสากล ความผิดท้องถิ่น

12 March 2013

read 3282


วิเคราะห์ความผิดฐานทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง


ประเสริฐ ป้อมป้องศึก


บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน มิได้มีความเกี่ยวข้องกับหน่วยงานหรือบุคคลใดๆ ที่ผู้เขียนร่วมงานอยู่หรือมีความสัมพันธ์ด้วยไม่ว่าจะทางหนึ่งทางใด

( ดาวน์โหลดบทความ : http://www.enlightened-jurists.com/download/87 )

..........................................

     ถึงแม้ว่าการประท้วงที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมือง เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๕๑ จะมีปัญหากฎหมายให้พินิจพิเคราะห์ได้หลายประการทั้งทางแพ่งและอาญา แต่บทความนี้จะยกปัญหากฎหมายอาญาเพียงประเด็นเดียวขึ้นวิเคราะห์ในทางวิชาการ โดยมิได้ประสงค์ที่จะสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทางการเมือง ได้แต่หวังเพียงว่านักกฎหมายที่มีความสนใจเรื่องนี้จะถกเถียงโต้แย้งกันบนพื้นฐานของหลักวิชานิติศาสตร์เป็นสำคัญ

     ข้อกฎหมายที่บทความนี้ยกมาพิจารณา คือ มาตรา ๖ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. ๒๕๒๑ ซึ่งเป็นบทบัญญัติอนุวัติการพิธีสารเพื่อการปราบปรามการกระทำรุนแรงอันมิชอบด้วยกฎหมาย ณ ท่าอากาศยาน ซึ่งให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ เพิ่มเติมต่อจากอนุสัญญาว่าด้วยการปราบปรามการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายต่อความปลอดภัยของการบินพลเรือน [ต่อไปจะเรียกว่า “พิธีสารมอนตริออล ค.ศ. ๑๙๘๘”]  ถึงแม้ว่ามาตรานี้จะมีลักษณะความผิดอยู่ ๓ กรณี คือ (๑) การกระทำต่อบุคคล (๒) การกระทำต่อทรัพย์สิน และ (๓) การกระทำต่อการให้บริการ แต่บทความนี้จะกล่าวถึงเฉพาะ (๓) เท่านั้น โดยจะเรียกว่าความผิดฐานทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง

พิธีสารมอนตริออล ค.ศ. ๑๙๘๘
1 bis. Any person commits an offence if he unlawfully and intentionally, using any device, substance or weapon:

(a) performs an act of violence against a person at an airport serving international civil aviation which causes or is likely to cause serious injury or death; or

(b) destroys or seriously damages the facilities of an airport serving international civil aviation or aircraft not in service located thereon or disrupts the services of the airport,

if such an act endangers or is likely to endanger safety at that airport.
๑ ทวิ บุคคลหนึ่งบุคคลใดกระทำความผิด หากได้กระทำดังต่อไปนี้อย่างมิชอบด้วยกฎหมายและโดยเจตนา โดยใช้เครื่องมือ วัสดุ หรืออาวุธใดๆ

(ก) กระทำการอันรุนแรงต่อบุคคล ณ ท่าอากาศยานซึ่งให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเหตุให้หรือน่าจะเป็นเหตุให้เกิดการบาดเจ็บสาหัสหรือความตาย หรือ

(ข) ทำลาย หรือทำความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อสิ่งอำนวยความสะดวกของท่าอากาศยานซึ่งให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศหรือต่ออากาศยานที่ไม่ได้ให้บริการ ซึ่งจอดอยู่ ณ ท่าอากาศยานนั้น หรือทำให้การบริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง

หากการกระทำนั้นเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัย ณ ท่าอากาศยานนั้น

พระราชบัญญัติความผิดบางประการฯ
     มาตรา ๖ ทวิ ผู้ใด
     (๑) กระทำการประทุษร้ายผู้อื่นในท่าอากาศยานที่ให้บริการการบินพลเรือนจนเป็นเหตุให้หรือน่าจะเป็นเหตุให้ผู้อื่นนั้นรับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย หรือ
     (๒) ทำลาย หรือทำให้เสียหายอย่างร้ายแรงต่อสิ่งอำนวยความสะดวกของท่าอากาศยานที่ให้บริการการบินพลเรือน หรือต่ออากาศยานที่ไม่อยู่ในระหว่างบริการและอยู่ในท่าอากาศยานนั้น หรือทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง
     ทั้งนี้ โดยใช้กลอุปกรณ์ วัตถุ หรืออาวุธใดๆ และการกระทำนั้นเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของท่าอากาศยานนั้น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี

บทความนี้จะอธิบายตามลำดับหัวข้อดังนี้
๑. ที่มาของความผิดฐาน “ทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง”
๒. ความแตกต่างระหว่างความผิดฐาน “ทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง” กับความผิดฐาน “ก่อการร้าย” ตามประมวลกฎหมายอาญา
๓. องค์ประกอบความผิดฐาน “ทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง”
๔. การทำให้หยุดชะงักลง คืออะไร
๕. การให้บริการของท่าอากาศยาน คืออะไร
๖. ท่าอากาศยานที่ให้บริการการบินพลเรือน (ระหว่างประเทศ) คืออะไร
๗. การใช้กลอุปกรณ์ วัตถุ หรืออาวุธใดๆ คืออะไร
๘. การกระทำนั้นเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัย ณ ท่าอากาศยาน คืออะไร
๙. ปัญหาการกระทำในขั้นตระเตรียม
๑๐. ความส่งท้าย

๑. ที่มาของความผิดฐาน “ทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง”

     เดิมความผิดฐานนี้มิได้มีอยู่ในสารบบกฎหมายอาญาของไทย แต่หลังเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมที่สนามบินโรมและสนามบินเวียนนา ในปี ค.ศ. ๑๙๘๕ (พ.ศ. ๒๕๒๘) ประชาคมระหว่างประเทศได้จัดทำพิธีสารมอนตริออล ค.ศ. ๑๙๘๘ (พ.ศ. ๒๕๓๑) ขึ้นเพื่อกำหนดฐานความผิดอาญาสากลให้ครอบคลุมสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งรวมถึงความผิดฐาน “ทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง” ด้วย ประเทศไทยได้ออก “พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๘" เพื่อรองรับฐานความผิดดังกล่าว แล้วได้มอบภาคยานุวัติสาร เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ ทำให้พิธีสารนี้มีผลใช้บังคับสำหรับประเทศไทยตั้งแต่วันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๙ เป็นต้นมา โดยมีความผิดฐาน “ทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง” อยู่ในมาตรา ๖ ทวิ

     ประเด็นนี้มีข้อที่น่าสังเกตว่าในการใช้กฎหมายในเรื่องนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและศาลไทยควรมีนิติวิธีในการตีความกฎหมายอย่างไร เพราะถ้อยคำต่างๆ ที่ใช้นั้นล้วนแต่เป็นถ้อยคำที่นักกฎหมายระหว่างประเทศนำมาใช้โดยมิได้กำหนดคำนิยามไว้ อีกทั้งถ้อยคำในกฎหมายไทยก็แปลมาตรงๆ โดยวิญญูชนคนไทยยากที่จะเดาได้ว่าคำไทยแต่ละคำนั้นมาจากคำอังกฤษคำใด การตีความที่ถูกต้องควรพิจารณาถึงต้นร่างฉบับจริง รวมทั้งรายงานการประชุม และเอกสารประกอบการประชุมต่างๆ ด้วย

๒. ความแตกต่างระหว่างความผิดฐาน “ทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง” กับความผิดฐาน “ก่อการร้าย” ตามประมวลกฎหมายอาญา

     โดยปกติแล้วความผิดตามกฎหมายอาญาของทุกประเทศ ล้วนแต่มีลักษณะเป็นความผิดท้องถิ่นตามหลักเขตอำนาจรัฐเหนือดินแดนเป็นสำคัญ เช่น ผู้ที่กระทำการฆ่าคนในเมืองไทยก็จะผิดเฉพาะตามกฎหมายอาญาไทยเท่านั้น หาได้มีความผิดตามกฎหมายอาญาของประเทศอื่นไม่ เมื่อผู้นั้นออกไปยังประเทศมาเลเซียก็หาได้ทำให้ผู้นั้นมีความผิดตามกฎหมายมาเลเซียไปด้วยไม่ ดังนั้น จึงสรุปเป็นหลักการเบื้องต้นได้ว่าความผิดตามกฎหมายอาญานั้นเป็นความผิดท้องถิ่น (เมื่อเป็นความผิดท้องถิ่นจึงทำให้รัฐต้องร่วมมือกันสร้างหลักการเรื่องการ “ส่งผู้ร้ายข้ามแดน” ขึ้นมา เพื่อจะนำตัวผู้กระทำผิดกลับมาดำเนินคดีตามกฎหมายภายในของตน ซึ่งจะไม่ขอกล่าวในที่นี้)

     อย่างไรก็ดี มีความผิดบางฐานที่สังคมระหว่างประเทศเห็นรวมกันว่าเป็นความผิดที่กระทบต่อสังคมระหว่างประเทศหรือต่อมนุษยชาติ จึงกำหนดให้ความผิดนั้นมีลักษณะเป็นความผิดสากล เช่น ความผิดฐานก่อวินาศกรรมต่ออากาศยาน เป็นต้น แม้การกระทำความผิดจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ผู้กระทำความผิดเป็นคนไทย และผู้เสียหายเป็นคนไทย แต่หากประเทศอื่นพบตัวผู้กระทำความผิดก็มีอำนาจดำเนินคดีต่อบุคคลดังกล่าวได้ โดยถือเป็นการกระทำผิดตามกฎหมายของตนด้วยเช่นกัน  กรณีเช่นนี้นิยมเรียกว่า “เขตอำนาจสากล” (Universal Jurisdiction)

     ความผิดฐาน “ทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง” เป็นกรณีที่ประชาคมระหว่างประเทศกำหนดให้เป็น “ความผิดอาญาสากล” ตามพิธีสารมอนตริออล ค.ศ. ๑๙๘๘ การกระทำความผิดนี้ที่สหรัฐอเมริกา นอกจากจะผิดกฎหมายอาญาของสหรัฐอเมริกาตามหลักดินแดนแล้ว ยังผิดกฎหมายอาญาของไทยตามหลักสากลด้วย

     มีข้อสังเกตว่า แม้ความผิดฐานนี้จะเป็น “ความผิดสากล” แต่ก็มิได้มีชื่อเรียกว่าความผิดฐาน “ก่อการร้าย” แต่อย่างใด ทั้งนี้เนื่องจากประชาคมระหว่างประเทศในยุคนั้นหลีกเลี่ยงไม่ใช้คำว่า “ก่อการร้าย” ซึ่งที่ประชุมทางการทูตในการร่างพิธีสารนี้ก็ปฏิเสธไม่เรียกว่าการก่อการร้ายเช่นกัน ดังคำอภิปรายของผู้แทนสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย เป็นอาทิ กฎหมายมุ่งที่ลักษณะการกระทำที่เป็นความผิดมากกว่าจะเป็นข้อสรุปชี้ถึงพฤติกรรมของผู้กระทำ คำว่า “การก่อการร้าย” จึงเป็นเพียงภาษาปากตามความเข้าใจของคนทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่ภาษากฎหมายแต่อย่างใด

     ในระยะหลัง เช่น เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๙๙ (พ.ศ. ๒๕๔๓) สหประชาชาติได้จัดทำ “อนุสัญญาว่าด้วยการปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย ขึ้นมา ซึ่งได้ใช้คำว่าการก่อการร้ายเป็นครั้งแรกๆ ในกฎหมายระหว่างประเทศ กระนั้นก็ดีแม้ชื่ออนุสัญญาจะมีคำว่า “การก่อการร้าย” (Terrorism) แต่ในการกำหนดฐานความผิดก็หาได้เรียกฐานความผิดว่า “การก่อการร้าย” ไม่ อนึ่ง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ. ๒๕๕๖ ซึ่งถือเสมือนเป็นกฎหมายอนุวัติการอนุสัญญาดังกล่าว ได้เรียกการกระทำความผิดฐานต่างๆ รวมถึงความผิดฐาน “ทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง” ว่าเป็น “การก่อการร้าย” นับเป็นการเรียกชื่อฐานความผิดเกินเลยไปจากบทบัญญัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ นักกฎหมายควรมีสำนึกในทางกฎหมายถึงสถานะถ้อยคำต่างๆ ด้วย คำบางคำอาจมีสถานะในเชิงนโยบายทางการเมืองระหว่างประเทศ แต่มิได้มีสถานะในทางบทบัญญัติของกฎหมายระหว่างประเทศแต่อย่างใด

     นับจนถึงปัจจุบัน ความพยายามที่จะกำหนดความผิดฐาน “ก่อการร้าย” ไว้ในกฎหมายระหว่างประเทศก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ แต่ในทางการเมืองระหว่างประเทศได้มีการผลักดันเรื่องนี้ในรูปของข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ  อันเป็นผลให้ประเทศไทยออกพระราชกำหนดเพิ่มความผิดฐาน “ก่อการร้าย” ไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๕/๑ – ๔

     ความผิดฐาน “ก่อการร้าย” ตามประมวลกฎหมายอาญานั้นโดยหลักการต้องถือว่าเป็นความผิดท้องถิ่น เพราะไม่มีสนธิสัญญาใดรองรับว่าเป็นความผิดสากลไว้ ทั้งนี้บันทึกเรื่องเสร็จที่ ๖๙๙-๗๐๐/๒๕๔๔ (มิถุนายน ๒๕๔๖) ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามาตราดังกล่าวมีที่มาจากข้อมติสหประชาชาติ ร่างอนุสัญญาที่ยังไม่เป็นที่ยุติ ข้อเสนออย่างไม่เป็นทางการของอินเดีย ข้อเสนอของกลุ่มอาหรับ และกฎหมายภายในของสหรัฐอเมริกา  ซึ่งทั้งหมดนี้มิได้มีสถานะเป็นกฎหมายระหว่างประเทศเลย การจะกล่าวอ้างว่าความผิดฐานก่อการร้ายของไทยมีสถานะเป็นความผิดสากลสืบเนี่องมาจากเอกสารดังกล่าว จึงไม่อาจกระทำได้

     อย่างไรก็ดี ความผิดฐาน “ก่อการร้าย” ของไทย อาจถือเป็นความผิดสากลได้ หากว่าการกระทำความผิดนั้นไปคาบเกี่ยวกับฐานความผิดที่กฎหมายระหว่างประเทศถือเป็นความผิดสากล เช่น
- การก่อวินาศกรรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ นอกจากจะเป็นความผิดฐาน “ก่อการร้าย” ตามมาตรา ๑๓๕/๑ แล้ว ยังเป็นความผิดฐาน “ก่อวินาศกรรม” ตามพิธีสารมอนตริออล ค.ศ. ๑๙๘๘ ซึ่งเป็นความผิดสากล ด้วย

- ส่วนการก่อวินาศกรรมสถานีรถไฟหัวลำโพง แม้ว่าจะเข้าข่ายความผิดฐาน “ก่อการร้าย” ตามมาตรา ๑๓๕/๑ (๒) แต่ก็มิได้เป็นความผิดสากล เพราะไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศกำหนดให้เป็นเช่นนั้น หรือแม้จะมีกฎหมายระหว่างประเทศกำหนดไว้ แต่หากประเทศไทยมิได้เป็นภาคีด้วย ก็มิได้ทำให้ความผิดตามกฎหมายท้องถิ่นไทยกลายเป็นความผิดสากลไปได้
     ส่วนความผิดฐาน “ทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานซึ่งให้บริการเดินอากาศระหว่างประเทศหยุดชะงักลง” ตามมาตรา ๖ ทวิ นั้น เป็นความผิดสากลตามพิธีสารมอนตริออล ค.ศ. ๑๙๘๘ โดยมิได้เรียกว่าเป็นความผิดฐาน “ก่อการร้าย” แต่ประการใด อีกทั้งความผิดฐานนี้ยังจะต้องเป็นไปตามหลัก “aut dedera aut judicare” กล่าวคือ รัฐภาคีที่พบตัวผู้กระทำผิดมีหน้าที่ต้องดำเนินการทางใดทางหนึ่งระหว่างการส่งผู้ร้ายข้ามแดนถ้ามีการร้องขอ หรือการดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหานั้นเสียเอง๑๐  รัฐภาคีจะเลือกทางอื่นมิได้ ไม่ว่าจะเพิกเฉยไม่ดำเนินคดี หรือออกกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อช่วยผู้ถูกกล่าวหานั้น การนำหลัก “aut dedera aut judicare” มาใช้ก็เพื่อมิให้รัฐหนึ่งรัฐใดทำตัวเป็นสถานที่หลบภัยแก่ผู้กระทำความผิด

     มีข้อสังเกตุว่ามาตรา ๖ ทวิ บัญญัติเกินเลยไปจากพันธกรณีระหว่างประเทศตามพิธีสารมอนตริออล ค.ศ. ๑๙๘๘ โดยระบุไว้เพียง “ท่าอากาศยานที่ให้บริการการบินพลเรือน” โดยเป็นเจตนารมณ์ของผู้ร่างที่ตัดคำว่า “ระหว่างประเทศ” ออกไป เพื่อขยายฐานความผิดตามมาตรา ๖ ทวิ ให้ครอบคลุมถึงท่าอากาศยานที่ให้บริการการบินพลเรือน “เฉพาะแต่ภายในประเทศ” ด้วย ทั้งนี้เนื่องจากประเทศไทยยังไม่เคยมีความผิดฐานนี้มาก่อนเลย หากคุ้มครองแต่ท่าอากาศที่ให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศอย่างเดียวก็เป็นเรื่องที่แปลกประหลาด อันที่จริงแล้วการเขียนกฎหมายควรแยกลักษณะความผิดออกจากกันให้ชัดเจน โดยกำหนดให้การกระทำต่อท่าอากาศยานที่ให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศมีโทษหนักในฐานะที่เป็นความผิดสากล ส่วนการกระทำต่อท่าอากาศยานที่ให้บริการการบินพลเรือนเฉพาะแต่ภายในประเทศก็สมควรมีโทษเบากว่าเพราะมิได้เป็นความผิดสากล

     เหตุดังนี้ มาตรา ๖ ทวิ จึงมีทั้งฐานความผิดที่มีลักษณะสากลตามกฎหมายระหว่างประเทศ และฐานความผิดที่มีลักษณะท้องถิ่นของไทยรวมอยู่ด้วยกัน ตัวอย่างเช่น การกระทำต่อท่าอากาศยานสุวรรณภูมิซึ่งให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ และการกระทำต่อท่าอากาศยานดอนเมืองที่ในขณะที่มิได้ให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ก็ตกอยู่ภายใต้มาตรา ๖ ทวิ ทั้งสองกรณี แต่การกระทำต่อท่าอากาศยานดอนเมืองดังกล่าวมิใช่ความผิดสากล ส่วนการกระทำต่อท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะเป็นความผิดสากล

     การที่ประเทศไทยเขียนกฎหมายปะปนกันเช่นนี้ย่อมเกิดผลเสียอย่างน้อยสามประการ คือ

     ประการแรก ทางปฏิบัติอาจเกิดความสับสนว่าความผิดที่กระทำต่อท่าอากาศยานที่ให้บริการการบินพลเรือนเฉพาะแต่ภายในประเทศไทยเป็นความผิดสากล ทำให้ประเทศไทยมีพันธกรณีระหว่างประเทศหลายประการ รวมทั้งต้องรายงานข้อมูลต่างๆ ให้องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศทราบถึงพฤติการณ์เกี่ยวกับความผิด, การดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ปัญหาให้ผู้โดยสาร สินค้า และอากาศยานที่ตกค้างอยู่, และการดำเนินมาตรการในส่วนผู้กระทำความผิดหรือผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลแห่งกระบวนพิจารณาในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน หรือกระบวนพิจารณาในทางกฎหมายอื่น ๆ  (ข้อ ๑๓ ประกอบกับข้อ ๑๐ ของอนุสัญญามอนตริออล ค.ศ. ๑๙๗๑)๑๑

     ประการที่สอง กรณีที่มีการกระทำความผิดต่อท่าอากาศยานต่างประเทศที่ให้บริการการบินพลเรือนเฉพาะภายในประเทศนั้นเท่านั้น แล้วผู้กระทำความผิดเข้ามายังประเทศไทย โดยผลของมาตรา ๖ ทวิ ประกอบกับมาตรา ๑๒(๓) ของพระราชบัญญัติความผิดบางประการฯ๑๒  จะถือว่ากรณีดังกล่าวเป็นความผิดสากลด้วย ถึงกระทำนอกราชอาณาจักรก็อาจต้องรับโทษในราชอาณาจักร ซึ่งไม่สอดคล้องกับพิธีสารมอนตริออล ค.ศ. ๑๙๘๘

     ประการที่สาม เมื่อถึงคราวที่ต้องมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมก็จะเกิดความสับสนว่าจะนิรโทษกรรมความผิดตามมาตรา ๖ ทวิ ได้หรือไม่ ทั้งนี้ด้วยเหตุผลที่กล่าวแล้วข้างต้นว่ารัฐมีพันธกรณีระหว่างประเทศต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างการส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือดำเนินคดีเสียเอง รัฐจะทำอย่างอื่นไม่ได้ ดังนั้นถ้าว่ากันตามหลักการที่ถูกต้องแล้ว การนิรโทษกรรมการกระทำตามมาตรา ๖ ทวิ จะกระทำได้เฉพาะการกระทำต่อท่าอากาศยานที่ให้บริการการบินพลเรือนเฉพาะแต่ภายในประเทศเท่านั้น ส่วนท่าอากาศยานที่ให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศนั้นไม่อาจจะนิรโทษกรรมได้

๓. องค์ประกอบความผิดฐาน “ทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง”

     การจะถือว่ามีการกระทำความผิดฐาน “ทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง” ได้นั้น ต้องมีข้อเท็จจริงเกิดขึ้นครบตามองค์ประกอบ ๓ ประการ คือ
     (๑) ทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง (disrupt the services of the airport)
     (๒) โดยใช้กลอุปกรณ์ วัตถุ หรืออาวุธใดๆ (using any device, substance or weapon)
     (๓) เป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของท่าอากาศยานนั้น (endangers or is likely to endanger safety at that airport)

๔. การทำให้หยุดชะงักลง คืออะไร

     เดิมต้นร่างใช้คำว่า ‘seriously interfere with” หรือ “interrupt” แต่ผู้แทนจาไมก้าเสนอให้เปลี่ยนเป็น “disrupt” ซึ่งที่ประชุมก็ลงมติเสียงข้างมากยอมรับตามนั้น๑๓  ต่อมาในการประชุมทางการทูตพิจารณารับพิธีสารฉบับนี้ มีผู้แทนหลายประเทศต้องการใช้คำว่า “interrupt” แต่ผู้แทนอิตาลีแย้งว่า “interrupt” มีความหมายถึง การหยุดบริการทั้งหมด (a complete break in services) ถ้าจะใช้ “interrupt” ก็ขอให้เพิ่มคำว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วน (interrupt in whole or in part) เข้าไปด้วยจึงจะรับได้๑๔  ซึ่งจุดนี้แสดงว่าผู้แทนอิตาลีเข้าใจว่า “disrupt” ครอบคลุม “interrupt” ทั้งหมด และ “interrupt” บางส่วนด้วย ในที่สุดที่ประชุมได้ตกลงใช้คำว่า “disrupt” เช่นเดิม โดยมิได้มีนิยามใดๆ มาอธิบายความ

     เมื่อดูพจนานุกรมฝั่งอังกฤษ อย่างเช่น Oxford คำว่า “disrupt” หมายถึง “to make it difficult for something to continue in the normal way”๑๕  ส่วน Collins Cobuild ให้ความหมายว่า “cause difficulties that prevent it from continuing or operating in a normal way”๑๖  เมื่อดูพจนานุกรมฝั่งอเมริกาอย่าง American Heritage ให้ความหมายว่า “1. To throw into confusion. 2. To break apart.”๑๗  ส่วน Merriam Webster ให้ความหมายว่า “1 a : to break apart : rupture; b : to throw into disorder … 2 : to interrupt the normal course or unity of”๑๘

     จากตัวอย่างพจนานุกรมทั้งสี่ฉบับนี้ แม้จะมีความหมายในทำนองเดียวกัน แต่ความหมายจากฝั่งอังกฤษ “disrupt” จะสื่อถึงการทำให้เกิดความยุ่งยากต่อความต่อเนื่องหรือการดำเนินการตามปกติ ส่วนความหมายจากฝั่งอเมริกาจะสื่อว่าเป็นการทำให้เข้าสู่ความวุ่นวาย

     นอกจากนี้หากพิจารณาการใช้ภาษาทั่วไปของสื่อมวลชน การหยุดงานของพนักงานทำความสะอาดท่าอากาศยานก็เป็นการทำ “disrupt” ได้ ดังพาดหัวข่าวว่า “Janitors' strike could disrupt airport services.”๑๙  หรือนักสิ่งแวดล้อมเข้าไปประท้วงปิดทางวิ่งของอากาศยานก็เป็นการทำ “disrupt” ได้เช่นกัน ดังหัวข้อข่าวว่า “Climate change protest disrupts flights at Aberdeen airport.”๒๐  หรือกรณีที่พนักงานการบินไทยหยุดงานประท้วงที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ก็มีการใช้หัวข้อข่าวว่า “Thai Airways staff rally for higher pay, disrupt operations at Suvarnabhumi.”๒๑

     กฎหมายไทยแปลคำว่า “disrupt” ว่า “ทำให้ ... หยุดชะงักลง” ศัพท์นิติศาสตร์ อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตสถาน (๒๕๔๑) ไม่ได้บรรจุคำนี้ไว้ ส่วนพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ คำว่า “ชะงัก” หมายถึง “หยุดลงกลางคันทันที”๒๒  หากถือตามนี้คำไทยจะมีความหมายแคบกว่า “disrupt” ซึ่งไม่มีนัยของการหยุดลงกลางคันทันที แต่มีความหมายในเชิงทำให้เกิดความยุ่งยากหรือความวุ่นวายอันมิใช่เหตุการณ์ตามปกติ

     ถ้านักกฎหมายไทยตีความแบบไทยๆ โดยเปิดราชบัณฑิตยสถานแล้ว การทำให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง จะหมายถึง การทำให้บริการของท่าอากาศยาน “หยุดลงกลางคันทันที” การทำให้เกิดความวุ่นวายแต่มิได้ทำให้การให้บริการหยุดลงกลางคันทันทีก็จะไม่เข้าความหมายนี้ การที่พนักงานทำความสะอาดประท้วงหยุดงานก็คงไม่เข้าความหมายนี้เช่นกัน เพราะบริการอาจจะมิได้หยุดลงกลางคันทันที

     แต่หากนักกฎหมายไทยตีความคำนี้ในฐานะกฎหมายอนุวัติการ ก็ต้องพิจารณาความหมายตามภาษาอังกฤษ ประกอบกับรายงานการประชุมในการร่างพิธีสารฉบับนี้ด้วย ซึ่งรวมความแล้วควรจะหมายถึง “การทำให้เกิดความยุ่งยากวุ่นวายแก่การให้บริการของท่าอากาศยานไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วน อันมิใช่เหตุการณ์ตามปกติ”

     อนึ่ง การทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลงนี้ กฎหมายมิได้กำหนดเงื่อนไขว่า ผู้กระทำการจะต้องเข้าไปในท่าอากาศยานเสียก่อนถึงจะเข้าองค์ประกอบความผิด การที่กฎหมายใช้เพียงคำว่า “ทำให้หยุดชะงักลง” ในความหมายของ “disrupt” ย่อมเข้าใจได้ว่าแม้ผู้กระทำการจะมิได้เข้าไปในท่าอากาศยานเลย แต่หากลงมือกระทำการ “disrupt” ก็เข้าองค์ประกอบข้อนี้แล้ว เช่น วางระเบิดไว้กับรถยนต์ที่ผู้อื่นขับเข้าไป, ยิงขีปนาวุปเข้าไป, แฮกข้อมูลคอมพิวเตอร์ของท่าอากาศยาน, ก่อควันไฟนอกท่าอากาศยาน, ส่งสัญญาณรบกวนการสื่อสารของท่าอากาศยาน เป็นต้น เรื่องเหล่านี้ผู้กระทำการล้วนแต่อยู่นอกท่าอากาศยานทั้งสิ้น

     ส่วนปัญหาที่ว่าการประกาศหยุดให้บริการของท่าอากาศยานจะถือเป็นการทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลงได้หรือไม่นั้น เห็นว่าน่าจะได้เช่นกัน แต่ต้องเป็นข้อเท็จจริงส่วนที่เป็นเหตุ มิใช่ข้อเท็จจริงส่วนที่เป็นผล เช่น มีผู้แฮกระบบการสื่อสารของท่าอากาศยานเข้าไปแอบอ้างตนเป็นผู้มีอำนาจของท่าอากาศยานแล้วออกคำสั่งหยุดให้บริการเพื่อสร้างความวุ่นวาย กรณีเช่นนี้อาจเข้าองค์ประกอบข้อนี้ได้ แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีความวุ่นวายเกิดขึ้นที่ท่าอากาศยานอันเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจไม่สามารถให้บริการตามมาตรฐานความปลอดภัยต่อไปได้แล้วจึงประกาศหยุดให้บริการ อย่างนี้ย่อมมิใช่การทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง เพราะการประกาศนั้นนอกจากจะเป็นข้อเท็จจริงในส่วนผลแล้ว ยังเป็นการกระทำของฝ่ายที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ซึ่งเป็นฝ่ายที่กฎหมายประสงค์จะให้ความคุ้มครอง ยิ่งไปกว่านั้นการประกาศหยุดให้บริการดังกล่าวอาจถือเป็นหลักฐานส่วนหนึ่งที่แสดงว่าท่าอากาศยานนั้นมีปัญหาความวุ่นวายอันเป็นการ “disrupt” เกิดขึ้นได้ด้วย

๕. การให้บริการของท่าอากาศยาน คืออะไร

     ขอบเขตของการให้บริการของท่าอากาศยานมีมากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับการให้ความหมายของคำว่า “ท่าอากาศยาน” ซึ่งอาจทำความเข้าใจได้ ๔ แนวทาง โดยพิจารณาความหมายทั่วไปตามประมวลกฎหมายอาญา, ความหมายตามกฎหมายปกครองในเรื่องการบินพลเรือน, ความหมายตามกฎหมายจัดตั้งและแปรรูปรัฐวิสาหกิจการท่าอากาศยาน และความหมายธรรมดาทั่วไป

     (๑) ความหมายตามประมวลกฎหมายอาญา

     จริงอยู่ที่ประมวลกฎหมายอาญามิได้ให้นิยามคำว่า “ท่าอากาศยาน” และ “สนามบิน” ไว้ แต่ก็มีการใช้สองคำนี้คนละมาตรากัน คำว่า “สนามบิน” ปรากฏในมาตรา ๑๒๒ หมวด ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดกระทำการใดๆ เพื่ออุปการะแก่การดำเนินการรบหรือการตระเตรียมการรบของข้าศึก ... ถ้าอุปการะนั้นเป็นการ ... ทำให้ ... สนามบิน ... ใช้การไม่ได้หรือตกไปอยู่ในเงื้อมมือของข้าศึก”

     ส่วนคำว่า “ท่าอากาศยาน” ปรากฏในความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ “ท่าอากาศยาน” ตามมาตรา ๒๑๘ (๕) ความผิดฐานลักทรัพย์ใน “ท่าอากาศยาน” ตามมาตรา ๓๓๕ (๙) และความผิดฐานชิงทรัพย์ใน “ท่าอากาศยาน” ตามมาตรา ๓๓๙

     ความผิดเหล่านี้อาจทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า การวางเพลิงเผาทรัพย์คงไม่ได้ไปกระทำต่อพื้นปูนซิเมนต์ทางวิ่งของอากาศยาน การลักทรัพย์และชิงทรัพย์ก็เช่นกันคงไม่ไปกระทำกันกลางทางวิ่งของอากาศยาน ดังนั้นการใช้คำว่า “ท่าอากาศยาน” ในเรื่องนี้ย่อมเข้าใจในเบื้องต้นได้ว่าเน้นที่อาคารผู้โดยสารเป็นสำคัญ ต่างจากการทำให้ “สนามบิน” ตกไปอยู่ในเงื้อมมือข้าศึก ซึ่งโดยทั่วไปในการศึกสงครามย่อมมุ่งเน้นถึงพื้นที่สำหรับการขึ้นลงหรือเคลื่อนไหวของอากาศยานมากกว่าจะหมายถึงอาคารผู้โดยสาร แต่ก็อาจมีความหมายกว้างรวมถึงอาคารผู้โดยสารด้วยก็ได้

     การที่ประมวลกฎหมายอาญาใช้คำแตกต่างกันทำให้นักกฎหมายฝ่ายหนึ่ง เช่น พิพัฒน์ จักรางกูร เห็นว่า “ท่าอากาศยาน” มีความหมายอย่างแคบ โดย “มีความหมายอย่างเดียวกับสถานีรถไฟโดยจำกัดเฉพาะภายในบริเวณของที่จอดอากาศยานสำหรับผู้โดยสารขึ้นลงเท่านั้น ไม่รวมถึงบริเวณทางขึ้นลงของอากาศยานหรือบริเวณสนามบินทั้งหมด" "ท่าอากาศยาน ... หมายความเฉพาะที่เป็นสาธารณะเท่านั้น ไม่ใช่ของส่วนตัวบุคคลซึ่งบุคคลอื่นเข้าไปเกี่ยวข้องใช้ด้วยไม่ได้"๒๓

     ส่วนนักกฎหมายอีกฝ่าย เช่น จิตติ ติงศภัทิย์ เห็นว่าตามมาตรา ๓๓๕ (๙) "ท่าอากาศยาน" มีความหมายอย่างกว้างหมายถึง “สถานที่ซึ่งอากาศยานขึ้นลงรับส่งคนโดยสารตามปกติ ไม่จำกัดเฉพาะลานวิ่งอันเป็นที่ขึ้นลงของอากาศยานตามมาตรา ๒๒๙ ห้องพักคนโดยสาร ที่ทำการตรวจรับคนโดยสารและสัมภาระ ลานที่จอดรถในบริเวณอากาศยานเป็นสถานที่ที่เรียกว่าท่าอากาศยานทั้งสิ้น แต่คงไม่รวมถึงที่รกร้างที่กันไว้เพื่อจะใช้ แต่ยังไม่ใช้ทำการเกี่ยวกับบริการขนส่งโดยอากาศยาน”๒๔

     ถ้าถือความหมายอย่างแคบ “บริการของท่าอากาศยาน” ตามมาตรา ๖ ทวิ ของพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. ๒๕๒๑ จะหมายถึงเฉพาะบริการเกี่ยวกับการขึ้นลงของผู้โดยสารเป็นสำคัญเท่านั้น แต่หากถือความหมายอย่างกว้างก็จะหมายถึงบริการทั้งที่เกี่ยวกับฝั่งอาคารผู้โดยสารและฝั่งพื้นที่สำหรับอากาศยานด้วย

     (๒) ความหมายตามกฎหมายปกครองเกี่ยวกับการเดินอากาศ

     นิยามคำว่า “ท่าอากาศยาน” น่าจะปรากฏในกฎหมายไทยครั้งแรกในมาตรา ๓ ของพระราชบัญญัติการท่าอากาศยาน พ.ศ. ๒๕๒๒ แต่เป็นการนิยามแบบไม่ได้นิยาม กล่าวคือระบุว่า “ท่าอากาศยาน หมายความว่า สนามบินอนุญาตหรือที่ขึ้นลงชั่วคราวของอากาศยานที่อยู่ในอำนาจดำเนินการของท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย” ซึ่งเข้าใจกันว่าเป็นการอ้างอิงไปถึงพระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. ๒๔๙๗ ซึ่งมีนิยามทั้งคำว่า “สนามบิน” “สนามบินอนุญาต” และ “ที่ขึ้นลงชั่วคราวของอากาศยาน” ดังนี้๒๕
“‘สนามบิน’ หมายความว่า พื้นที่ที่กำหนดไว้บนพื้นดินหรือน้ำหรือพื้นที่อื่นสำหรับใช้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนเพื่อการขึ้นลงหรือเคลื่อนไหวของอากาศยาน รวมตลอดถึงอาคาร สิ่งติดตั้งและอุปกรณ์ ซึ่งอยู่ภายในสนามบินนั้น”

“‘สนามบินอนุญาต’ หมายความว่า สนามบินที่บุคคลได้รับอนุญาตให้จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัตินี้ และสนามบินที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด”

“‘ที่ขึ้นลงชั่วคราวของอากาศยาน’ หมายความว่า พื้นที่ที่จัดไว้บนพื้นดินหรือน้ำหรือพื้นที่อื่นสำหรับใช้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนเพื่อการขึ้นลงหรือเคลื่อนไหวของอากาศยานเป็นการชั่วคราวตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่กำหนดในกฎกระทรวง รวมตลอดถึงพื้นที่ดินที่บุคคลซึ่งไม่มีสิทธิในที่ดินนั้นได้หักร้างตัดต้นไม้ หรือทำด้วยประการใดๆ ให้เป็นที่เรียบซึ่งอากาศยานอาจขึ้นลงได้ และเป็นพื้นที่กว้างตั้งแต่สามสิบเมตรขึ้นไป และยาวตั้งแต่สามร้อยเมตรขึ้นไป”
     ถ้าถือตามความหมายนี้ “บริการของท่าอากาศยาน” ก็จะมีความหมายรวมทั้ง “บริการของสนามบิน” และ “บริการของที่ขึ้นลงชั่วคราวของอากาศยาน” ด้วย สำหรับ “บริการของสนามบิน” จะรวมถึง “บริการของอาคาร สิ่งติดตั้งและอุปกรณ์ซึ่งอยู่ภายในสนามบินนั้นด้วย” แต่ “บริการของที่ขึ้นลงชั่วคราวของอากาศยาน” จะไม่รวมถึง “บริการของอาคาร สิ่งติดตั้ง และอุปกรณ์ซึ่งอยู่ในที่ขึ้นลงชั่วคราวนั้นด้วย”

     (๓) ความหมายตามกฎหมายจัดตั้งและแปรรูปรัฐวิสาหกิจการท่าอากาศยาน

     มีถ้อยคำกฎหมายอยู่คำหนึ่งซึ่งมีความหมายใกล้เคียงคล้ายคลึงกับคำว่า “บริการของท่าอากาศยาน” คือ คำว่า “กิจการท่าอากาศยาน” ดังปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติการท่าอากาศยาน พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งเป็นกฎหมายจัดตั้งรัฐวิสาหกิจการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ต่อมานิยามนี้นำมาใช้ในพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งเป็นหนึ่งในกฎหมายที่ใช้ในการแปรรูปการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยให้เป็น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) โดยมาตรา ๓ ของพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวกำหนดว่า
“‘กิจการท่าอากาศยาน’ หมายความว่า กิจการจัดตั้งสนามบินหรือที่ขึ้นลงชั่วคราวของอากาศยาน การจัดตั้งเครื่องอำนวยความสะดวกในการเดินอากาศ การให้บริการในลานจอดอากาศยาน การให้บริการช่างอากาศ และการให้บริการต่าง ๆ เกี่ยวกับอากาศยาน ผู้ประจำหน้าที่ สินค้า พัสดุภัณฑ์ ผู้โดยสารและลูกจ้างของผู้ประกอบธุรกิจในการเดินอากาศ รวมตลอดถึงการให้บริการหรือสิ่งอำนวยความสะดวกอันเกี่ยวกับหรือต่อเนื่องกับกิจการดังกล่าว”๒๖
     ถ้าใช้ความหมายนี้เป็นแนวทางในการตีความคำว่า “บริการของท่าอากาศยาน” ก็ย่อมเข้าใจได้ว่าหมายถึงบริการทุกส่วนทั้งในฝั่งที่ประชาชนทั่วไปเข้าใช้บริการ เช่น อาคารผู้โดยสาร อาคารคลังสินค้า และฝั่งที่พนักงานผู้รับผิดชอบต่างๆ ต้องปฏิบัติงาน เช่น ลานจอด ทางวิ่ง เป็นต้น อย่างไรก็ดี คำนิยามข้างต้นนี้เป็นความหมายเฉพาะที่อยู่กฎหมายที่ใช้กับบริษัท การท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เท่านั้น โดยปกติก็จะมิได้ใช้ไปถึงท่าอากาศยานของเอกชนอื่นๆ ที่ให้บริการแก่สาธารณะด้วย

     (๔) ความหมายธรรมดาทั่วไป

     เมื่อพิจารณาจากรายการการประชุมพิธีสารอันเป็นต้นร่างของมาตรา ๖ ทวิ แล้ว ไม่ปรากฏว่าผู้ร่างต้องการให้คำว่า “บริการของท่าอากาศยาน” (the services of the airport) มีความหมายเฉพาะแต่อย่างใด เพียงแต่เมื่อคำนี้เข้ามาอยู่ในบริบทของกฎหมายไทย จึงสมควรพิจารณาให้รอบด้านเสียก่อน การตีความที่ถูกต้องไม่ควรนำนิยามตามกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะมาเป็นข้อจำกัดขอบเขตของถ้อยคำที่ใช้เป็นการทั่วไป แต่ควรจะพิจารณาที่ความหมายตามธรรมดาที่วิญญูชนทั่วไปเข้าใจกัน เป็นปัญหาข้อเท็จจริง มิใช่ปัญหาข้อกฎหมาย การให้บริการของท่าอากาศยานนั้นมีอยู่หลายส่วนทั้งที่เกี่ยวกับการเดินอากาศโดยตรง และบริการต่อเนื่อง ทั้งอยู่ในพื้นที่ที่สาธารณชนใช้ร่วมกันได้ พื้นที่สำหรับผู้โดยสาร และพื้นที่สำหรับเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะ บริการทุกส่วนของท่าอากาศยานจึงต้องได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นบริการจราจรทางบกที่อยู่ในเขตท่าอากาศยาน บริการที่จอดรถ บริการคลังสินค้า บริการห้องน้ำ บริการขายสินค้าต่างๆ บริการรักษาความปลอดภัย บริการเกี่ยวกับตัวอากาศยาน บริการในลานจอด บริการจราจรทางอากาศ ดังนั้น การวางระเบิดแม้แต่ห้องน้ำของท่าอากาศยานก็เข้าองค์ประกอบข้อนี้ได้เช่นกัน

๖. ท่าอากาศยานที่ให้บริการการบินพลเรือน (ระหว่างประเทศ) คืออะไร

     ตามพิธีสารมอนตริออล ค.ศ. ๑๙๘๘ การทำให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลงอันจะเป็นความผิดสากลได้นั้นต้องเป็น “ท่าอากาศยานที่ให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ” เท่านั้น การกระทำผิดต่อท่าอากาศยานที่ให้บริการเฉพาะเที่ยวบินภายในประเทศไม่อาจเป็นความผิดสากลตามพิธีสารได้

     ในที่ประชุมจัดทำพิธีสารนี้ มีผู้แทนหลายประเทศต้องการให้ระบุว่าท่าอากาศยานดังกล่าวหมายถึง “ท่าอากาศยานศุลกากร” ตามข้อ ๑๐ และข้อ ๖๘ ของอนุสัญญาว่าด้วยการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ค.ศ. ๑๙๔๔๒๗  โดยรัฐภาคีต้องทำการกำหนดท่าอากาศยานศุลกากรตามกฎหมายเสียก่อน๒๘  จึงจะทำให้ท่าอากาศยานนั้นได้รับความคุ้มครองตามพิธีสาร อย่างไรก็ดี เสียงส่วนใหญ่ของที่ประชุมไม่เห็นด้วย โดยเห็นว่าคำว่า “ท่าอากาศยานที่ให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ” มิใช่ปัญหาข้อกฎหมายแต่เป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งเปิดโอกาสให้ศาลใช้ดุลยพินิจที่เหมาะสมได้ ไม่ควรระบุคุณสมบัติของท่าอากาศยานระหว่างประเทศไว้เป็นการเฉพาะ ถึงแม้ว่าจะเป็นท่าอากาศยานเฉพาะสำหรับเที่ยวบินภายในประเทศก็ตาม แต่เป็นไปได้ว่าอากาศยานจากต่างประเทศอาจมีความจำเป็นต้องลงจอดฉุกเฉิน ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้วหมายความว่าท่าอากาศยานนั้นได้ให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศแล้ว จึงสมควรได้รับความคุ้มครองตามพิธีสาร๒๙

     แม้พิธีสารจะมีขอบเขตครอบคลุมเฉพาะ “การให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ” แต่สำหรับมาตรา ๖ ทวิ นั้นมีขอบเขตกว้างกว่าพิธีสาร โดยครอบคลุมถึง “การให้บริการการบินพลเรือนเฉพาะสำหรับภายในประเทศอย่างเดียว” ด้วย ซึ่งส่งผลทางกฎหมาย คือ กรณีตามพิธีสารจะเป็นความผิดสากล ส่วนกรณีที่มาตรา ๖ ทวิ เพิ่มเติมเข้ามาเช่นว่านี้จะเป็นความผิดท้องถิ่นของไทยเท่านั้น ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในหัวข้อที่ ๒ ของบทความนี้

๗. การใช้กลอุปกรณ์ วัตถุ หรืออาวุธใดๆ คืออะไร

     การทำให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลงอันจะเข้าข่ายเป็นความผิดได้นั้นต้องกระทำโดยใช้กลอุปกรณ์ วัตถุ หรืออาวุธใดๆ

     ปัญหาประการแรกคือการ “มี” สิ่งเหล่านั้นแต่ไม่ได้ “ใช้” ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบความผิด อย่างไรก็ตาม คงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นกรณีไปว่าอย่างไรจึงจะถือเป็นการใช้ จะต้องมีการใช้จริงๆ เกิดขึ้นก่อนถึงจะถือว่ามีการลงมือกระทำความผิด หรือว่าการลงมือกระทำความผิดตามมาตรา ๖ ทวิ อาจเกิดขึ้นก่อนการใช้ดังกล่าวได้

     ผู้ร้ายวางแผนระเบิดท่าอากาศยานได้ถือกระเป๋าระเบิดเข้าไปในท่าอากาศยานและกำลังจะวางกระเป๋านั้นก็ถูกตำรวจจับได้เสียก่อน จะถือว่ามีการลงมือกระทำความผิดแล้วหรือยัง จะถือว่าได้ใช้ระเบิดแล้วหรือยัง หากถือว่าต้องมีการใช้ระเบิดก่อนจึงจะถือว่ามีการลงมือกระทำความผิดฐานนี้ กรณีนี้ก็อาจจะไม่มีความผิดเลยเพราะยังไม่ทันได้ใช้ระเบิด แค่ถือกระเป๋าระเบิดเดินมา เป็นเพียงแค่การ “มี” ยังไม่ถึงขั้นการ “ใช้”

     ถ้าเรายึดเกณฑ์ “การใช้ระเบิด” เป็นจุดพิจารณาการเริ่มต้นลงมือกระทำความผิด จะก่อให้เกิดผลแปลกประหลาดซึ่งแม้จะจับผู้ร้ายได้ก่อนกดระเบิด แต่ก็ไม่มีความผิด และจะเอาผิดฐานพยายามกระทำความผิดก็ไม่ได้ เพราะยังมิได้ลงมือกระทำความผิด กลายเป็นว่าต้องวางระเบิดหรือกดระเบิดเสียก่อนจึงจะเป็นการกระทำความผิด ซึ่งหมายความว่าต้องรอให้มีคนตายเป็นจำนวนมากก่อนถึงจะถือเป็นความผิดกระนั้นหรือ

     การพิจารณาเรื่องการลงมือ “ใช้อาวุธทำให้บริการท่าอากาศยานหยุดชะงักลง” นั้น ควรพิจารณาลักษณะเฉพาะของฐานความผิดนี้เป็นสำคัญ ในบางกรณีอาจจะถือว่ามีการลงมือแล้ว ณ จุดที่เริ่มเข้าท่าอากาศยาน หากการนำวัตถุระเบิดมาเพื่อจะก่อวินาศกรรมที่ท่าอากาศยาน โดยถือว่าการนำวัตถุระเบิดมานั้นเป็นการพยายามใช้หรือเริ่มใช้อาวุธอันเป็นไปตามแผนการที่วางไว้แล้ว ซึ่งถือว่าลงมือกระทำความผิดแล้ว ไม่ต้องรอจนถึงขนาดต้องนำระเบิดไปวางที่เป้าหมาย หรือต้องกดระเบิดเสียก่อน ทั้งนี้ ไม่ว่าจะใช้ทฤษฎีใดในการตีความ “การลงมือ” ก็อาจเป็นไปตามความเข้าใจดังกล่าวได้ ไม่ว่าจะเป็นหลักความเป็นภยันตรายของการกระทำนั้น (The Criterion of Danger) หลักการกระทำขั้นตอนที่สำคัญ (The Substantial Step Rule) หรือหลักความไม่คลุมเครือ (The Unequivocal Rule) แต่ถ้าใช้หลักความใกล้ชิดต่อผล (The Proximity Rule) ก็อาจจะต้องมอง “การกระทำสุดท้าย” (last act) ในลักษณะที่เป็น “ขั้นตอนสุดท้าย” แทน๓๐

     ประเด็นถัดมา คือ จะตีความคำว่า “กลอุปกรณ์” (device) “วัตถุ” (substance) และ “อาวุธ” (weapon) อย่างไร คำว่า “อาวุธ” ตามประมวลกฎหมายอาญานั้นมีนิยาม “หมายความรวมถึงสิ่งซึ่งไม่เป็นอาวุธโดยสภาพแต่ซึ่งได้ใช้หรือเจตนาจะใช้ประทุษร้ายร่างกายถึงอันตรายสาหัสอย่างอาวุธ” แต่ในส่วนของ “กลอุปกรณ์” (device) และ “วัตถุ” (substance) นั้นไม่มีนิยามไว้

     ปัญหาคือควรจะตีความ “กลอุปกรณ์” (device) และ “วัตถุ” (substance) ว่าต้องมีลักษณะเดียวกับ “อาวุธ” หรือจะตีความแยกกันไม่เกี่ยวกับอาวุธ หากตีความโดยไม่เกี่ยวกับข้องกับ “อาวุธ” แล้ว คำว่า “วัตถุ” (substance) ก็อาจหมายถึงสรรพสิ่งทุกสิ่งทุกอย่างได้ที่จับต้องได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากผู้กระทำการได้ใช้วัตถุไม่ว่าจะเป็นอะไร นอกเหนือจากมือเปล่า ก็เข้าองค์ประกอบนี้ได้ทั้งสิ้น ส่วนคำว่า “กลอุปกรณ์” ราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายว่า “อุปกรณ์เชิงกลที่ออกแบบหรือผลิตขึ้นเพื่อใช้ในกิจการอย่างใดอย่างหนึ่ง”๓๑  ซึ่งน่าจะมีความหมายแคบกว่า “device” ที่หมายถึงวิธีการก็ได้ อุปกรณ์หรือเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ทั่วๆ ไปก็ได้ แต่ในบริบทนี้ไม่น่าจะหมายความรวมถึง “วิธีการ”

     ในการร่างพิธีสารมอนตริออล ค.ศ. ๑๙๘๘ มีผู้เสนอให้เพิ่มคำว่า “อันตราย” (dangerous) เข้าไปด้วยเพื่อความชัดเจนมิใช่จะเป็นวัตถุใดก็ได้ โดยขอแก้เป็น “a dangerous device, substance, weapon or any other dangerous means” แต่ที่ประชุมไม่ยอมรับทั้งคำว่า “dangerous” “any other dangerous means” และ “any other means”๓๒

     โดยสรุปแล้วคำว่า “กลอุปกรณ์” (device) และ “อาวุธ” (weapon) อาจตกอยู่ในความหมายของคำว่า “วัตถุ” (substance) เพียงคำเดียว

     อนึ่ง ผู้แทนฝรั่งเศสมีความเห็นว่า ข้อความว่า “กลอุปกรณ์” (device) “วัตถุ” (substance) หรือ “อาวุธ” (weapon) ไม่รวมถึงการกระทำที่มิได้เกี่ยวข้องกับการใช้วิธีการอันมีวัถตุต่างๆ (material means) เช่น การประท้วง (strikes) หรือการชุมนุม (gatherings) ซึ่งคณะกรรมการกฎหมายขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศพิจารณาว่ามิใช่การก่อการร้ายที่จะเข้าข่ายความผิดสากล๓๓  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือข้อความดังกล่าวอาจรวมถึงกรณีการประท้วงหรือการชุมนุมซึ่งได้ใช้สิ่งของเหล่านั้นด้วย

๘. การกระทำนั้นเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัย ณ ท่าอากาศยาน คืออะไร

     คำว่า “การกระทำนั้น” เป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตราย แสดงให้เห็นว่ากฎหมายนี้มิได้ดูที่ความอันตรายของกลอุปกรณ์ วัตถุ หรืออาวุธที่ใช้กระทำความผิด แม้สิ่งของเหล่านี้จะไม่ได้เป็นอันตรายมากโดยสภาพ แต่หากลักษณะของการกระทำความผิดมีความเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตราย ก็จะเข้าองค์ประกอบเรื่องนี้

     ส่วนการใช้ข้อความว่า “เป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตราย” นั้นตามความเข้าใจทั่วไปของนักกฎหมายไทย จะถือเป็นพฤติการณ์ประกอบความผิด ไม่ต้องการเจตนาของผู้กระทำ กล่าวคือ ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาเฉพาะในส่วนที่ตนได้กระทำให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลงโดยใช้กลอุปกรณ์ วัตถุ หรืออาวุธใดๆ เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องมีเจตนาที่จะทำให้เกิดความอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัย ณ ท่าอากาศยานนั้นแต่อย่างใด

     อย่างไรก็ดี ที่ประชุมจัดทำพิธีสารมอนตริออล ค.ศ. ๑๙๘๘ ได้ถกเถียงเรื่องนี้กันมาก ฝ่ายหนึ่งนำโดยผู้แทนสหราชอาณาจักรต้องการกำหนดให้ผู้กระทำต้องมีเจตนาทำให้เกิดความเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตรายดังกล่าว โดยเสนอเพิ่มคำว่า “designed” เข้าไปด้วย ในขณะที่ผู้แทนอิตาลีเสนอคำว่า “aimed at” กล่าวคือ การกระทำนั้นได้ “วางแผน” หรือ “มุ่งหมาย” ให้เป็นอันตราย๓๔  ซึ่งโดยถ้อยคำย่อมต้องการเจตนาของผู้กระทำ ทั้งนี้ หากมองว่าการร่างพิธีสารนี้เพื่อแก้ปัญหาการก่อการร้าย ข้อเสนอของฝ่ายนี้ก็น่าจะถูกต้อง เพราะเป็นการกำหนดความผิดสากลเฉพาะกรณีที่เป็นการก่อการร้ายจริงๆ  ส่วนผู้กระทำการอย่างอื่นแล้วเกิดความอันตรายหรือน่าจะอันตรายโดยไม่ได้ตั้งใจก็ไม่ควรถือเป็นผู้กระทำผิดอาญาสากล

     อย่างไรก็ดี อีกฝ่ายไม่เห็นด้วย เช่น ผู้แทนญี่ปุ่นและผู้แทนสวิตเซอร์แลนด์เห็นว่าข้อเสนอดังกล่าวเป็นการเพิ่มองค์ประกอบทางอัตวิสัยลงไปซึ่งเป็นเรื่องยากแก่การพิสูจน์๓๕  ในขณะที่ผู้แทนสหรัฐอเมริกาก็คัดค้านข้อเสนอดังกล่าวเช่นกัน โดยเห็นว่าเป็นการเพิ่มเกณฑ์ “double intent” ลงไปในความผิดฐานนี้ และเห็นว่าที่ประชุมควรมุ่งเน้นที่ผลของการกระทำมากกว่าที่เจตนาของผู้กระทำ๓๖  ซึ่งที่ประชุมเสียงส่วนใหญ่เห็นตามฝ่ายหลังนี้

     สำหรับประเด็นเรื่อง “ความปลอดภัย ณ ท่าอากาศยานนั้น” (safety at that airport) นับเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมากอีกเรื่องหนึ่ง โดยผู้แทนสหราชอาณาจักรเห็นว่าข้อความว่า “การกระทำนั้นเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัย ณ ท่าอากาศยานนั้น” มีความหมายรวมถึงกรณี เช่น พวกฮูลิแกนสร้างความโกลาหลที่ท่าอากาศยานด้วย (hooligans who cause mayhem at an airport)๓๗  ส่วนผู้แทนเนเธอร์แลนด์เห็นว่าข้อความดังกล่าวรวมถึงความปลอดภัยทางการจราจร หรือแม้แต่สภาพการทำงานที่ปลอดภัยด้วย (traffic safety or even safe conditions of labour)๓๘  ซึ่งผู้แทนทั้งสองประเทศนี้เห็นว่าข้อความดังกล่าวกว้างเกินไป ผู้แทนสหราชอาณาจักรจึงเสนอให้เปลี่ยนเป็น “การดำเนินการอย่างปลอดภัยของท่าอากาศยานนั้น ...” (the safe operation of that airport) แต่เสียงส่วนใหญ่ของที่ประชุมเห็นควรให้คงข้อความไว้ตามเดิม

     มาตรา ๖ ทวิ นั้นแม้จะเป็นกฎหมายอนุวัติการ แต่การแปลข้อความ “safety at that airport” กลับใช้คำว่า “ความปลอดภัยของท่าอากาศยานนั้น” ทั้งๆ ที่คำแปลที่ราชการไทยได้จัดทำขึ้นใช้คำว่า “ความปลอดภัย ท่าอากาศยานนั้น”

     คำว่า “at” ควรแปลว่า “ณ” หรือ “ที่” มิใช่ “ของ” ซึ่งมีความหมายแตกต่างกัน หากไม่เคร่งครัดต่อภาษา คำว่า “ของ” ก็อาจมีความหมายกว้างรวมถึงความปลอดภัยโดยรวมที่ท่าอากาศยานได้ แต่หากเคร่งครัดตามหลักภาษาแล้ว “ความปลอดภัยของอาคาร” น่าจะหมายถึงความปลอดภัยในตัวโครงสร้างของอาคารมากกว่าจะเป็นความปลอดภัยทั่วๆ ไป ไม่ว่าจะเป็นสภาพการทำงาน การเข้าออกของผู้คน ระบบเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แต่หากใช้คำว่า “ความปลอดภัยที่อาคาร” น่าจะมีความหมายรวมทั้งหมดไม่ว่าจะความปลอดภัยของตัวอาคารหรือความปลอดภัยบริเวณอาคารสถานที่นั้น การที่อาคารถล่มลงก็เป็นความปลอดภัยที่อาคารนั้น นักเลงตีกันในอาคารนั้นก็เป็นความปลอดภัยที่อาคารนั้น

     เหตุดังนี้ ถ้าถือเคร่งครัดตามคำไทย กรณีจะเป็นความผิดตามมาตรา ๖ ทวิ ได้ต้องเกิดความน่าจะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของท่าอากาศยาน อันหมายถึงตัวโครงสร้างของท่าอากาศยานเป็นสำคัญ ฝ่ายจำเลยอาจต่อสู้ว่าการกระทำของตนแม้จะทำให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง และอาจกระทบต่อความปลอดภัยที่ท่าอากาศยานอยู่บ้าง แต่มิได้ทำให้ความปลอดภัยของท่าอากาศยานได้รับผลกระทบกระเทือนใดๆ เลย จึงไม่เป็นความผิด ฝ่ายโจทก์ก็คงต้องยืนยันความหมายตามพิธีสารประกอบกับความหมายทั่วไปของคำไทย ว่าหากการกระทำของจำเลยมีผลทำให้ความปลอดภัยอย่างหนึ่งอย่างใดที่ท่าอากาศยานต้องลดลงแล้วเป็นอันว่าเข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา ๖ ทวิ แล้ว

๙. ปัญหาการกระทำในขั้นตระเตรียม

     เป็นที่ทราบกันดีสำหรับนักกฎหมายว่า การตระเตรียมกระทำความผิดนั้น หากกฎหมายไม่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ ก็ย่อมไม่เป็นความผิด ทั้งนี้ พิธีสารมอนตริออล ค.ศ. ๑๙๘๘ มิได้บัญญัติให้การกระทำในขั้นตระเตรียมเป็นความผิดอาญาสากล จะมีก็แต่การพยายามกระทำความผิด (attempt) หรือสนับสนุนการกระทำความผิด (accomplice) เท่านั้น แต่พระราชบัญญัติความผิดบางประการฯ ของไทยซึ่งเป็นกฎหมายอนุวัติการกลับบัญญัติให้การกระทำในขั้นตระเตรียมเป็นความผิดฐานด้วยตามมาตรา ๑๑ วรรคสาม ดังนั้น ความผิดในขั้นตระเตรียมเพื่อทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง จึงเป็นความผิดท้องถิ่นของไทยเท่านั้น มิใช่ความผิดสากล

     อย่างไรก็ดี กฎหมายระหว่างประเทศมีพัฒนาการที่สำคัญในการกำหนดฐานความผิดสำหรับการกระทำในขั้นตระเตรียมอยู่ ๒ อนุสัญญา (๑) อนุสัญญานิวยอร์ก ค.ศ. ๑๙๙๙ (๒) อนุสัญญาปักกิ่ง ค.ศ. ๒๐๑๐

     (๑) อนุสัญญานิวยอร์ก ค.ศ. ๑๙๙๙

     เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๙๙ (พ.ศ. ๒๕๔๒) สมัชชาแห่งสหประชาชาติได้มีมติรับ “อนุสัญญาว่าด้วยการปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย” ซึ่งมีบทบัญญัติกำหนดให้ “การจัดหาหรือรวบรวมทุน” เพื่อที่จะนำไปกระทำความผิดสากลต่างๆ รวมถึงการทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลงด้วยนั้น เป็นความผิดสากล (ข้อ ๒ วรรคหนึ่ง (ก))

     ประเทศไทยได้ลงนามอนุสัญญาฉบับนี้เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ค.ศ. ๒๐๐๑ ๒๕๔๔) และมอบสัตยาบันสารเมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน ค.ศ. ๒๐๐๔ (๒๕๔๗)๓๙  โดยมีพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ. ๒๕๕๖ เป็นเสมือนกฎหมายอนุวัติการ โดยมาตรา ๑๖ มีฐานความผิดในทำนองเดียวกับข้อ ๒ วรรคหนึ่ง (ก) ของอนุสัญญาดังกล่าว

     ดังนั้น ในการใช้มาตรา ๑๑ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติความผิดบางประการฯ จึงต้องเข้าใจว่า การกระทำในขั้นตระเตรียมในการจัดหาหรือรวบรวมทุน เพื่อที่จะไปทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลงนั้น นอกจากจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ. ๒๕๕๖ แล้ว ยังเป็นความผิดสากลตามอนุสัญญานิวยอร์ก ค.ศ. ๑๙๙๙ ด้วย แต่หากเป็นการตระเตรียมกรณีอื่นๆ ก็อาจเป็นเพียงความผิดท้องถิ่นของไทยเท่านั้น ซึ่งหากประเทศไทยบัญญัติเกินเลยปะปนกันก็จะมีปัญหาในลักษณะเดียวกับที่กล่าวไว้ในหัวข้อ ๒ ของบทความนี้

     (๒) อนุสัญญาปักกิ่ง ค.ศ. ๒๐๑๐

     องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศได้ปรับปรุงอนุสัญญาเกี่ยวกับการก่อวินาศกรรมทางการบินให้มีความรัดกุมยิ่งขึ้น โดยจัดการประชุมทางการทูตที่เมืองปักกิ่ง ระหว่างวันที่ ๓๐ สิงหาคม – ๑๐ กันยายน ค.ศ. ๒๐๑๐ (พ.ศ. ๒๕๕๓) ซึ่งได้สนธิสัญญาออกมา ๒ ฉบับคือ “อนุสัญญาว่าด้วยการปราบปรามการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายเกี่ยวกับการบินพลเรือนระหว่างประเทศ” และ “พิธีสารเพิ่มเติมอนุสัญญาเพื่อการปราบปรามการยึดอากาศยานโดยมิชอบด้วยกฎหมาย”๔๐

     สนธิสัญญาฉบับแรกออกมาแทนที่อนุสัญญามอนตริออล ค.ศ. ๑๙๗๑๔๑  และพิธีสารมอนตริออล ค.ศ. ๑๙๘๘ อันเกี่ยวกับความผิดฐานก่อวินาศกรรมต่อการบินพลเรือน ซึ่งรวมถึงความผิดฐานทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลงด้วย ส่วนฉบับหลังเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมอนุสัญญาเฮก ค.ศ. ๑๙๗๐๔๒  ว่าด้วยความผิดฐานยึดอากาศยานโดยมิชอบด้วยกฎหมาย สนธิสัญญาทั้งสองฉบับนี้มีแตกต่างกันในเรื่องฐานความผิด ส่วนสาระสำคัญอื่นๆ ไม่แตกต่างกัน

     อนุสัญญาปักกิ่ง ค.ศ. ๒๐๑๐ ได้กำหนดฐานความผิดเพิ่มเติมอยู่หลายฐานความผิด แต่กล่าวเฉพาะการกระทำในขึ้นตระเตรียมนั้นมีความผิดสากลเพิ่มขึ้นมา ๒ กรณี

     (๑) ความผิดฐานจัดเตรียมการ (organize) หรือ อำนวยการ/สั่งการ/ชักนำ (direct) บุคคลเพื่อที่จะกระทำความผิดสากลเกี่ยวกับการบินพลเรือน (ข้อ ๑ วรรคสี่ (ข))

     (๒) ความผิดฐานสมคบคิดเพื่อที่จะกระทำความผิดสากลเกี่ยวกับการบินพลเรือน และความผิดฐานให้ความช่วยเหลือกลุ่มสมคบคิดดังกล่าว (ข้อ ๑ วรรคห้า)

     ถึงแม้ว่าในขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาปักกิ่ง แต่ก็พอเห็นแนวทางในการใช้และตีความความผิดฐานตระเตรียมตามมาตรา ๑๑ วรรคสาม ประกอบกับมาตรา ๖ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติความผิดบางประการฯ ซึ่งถ้าข้อเท็จจริงปรากฏมีการจัดเตรียมการ (organize) หรืออำนวยการ/สั่งการ/ชักนำ (direct) บุคคลเพื่อที่จะกระทำความผิดฐานทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง หรือมีการสบคบคิดกันเพื่อที่จะกระทำความผิดดังกล่าว ก็เป็นการกระทำที่อยู่ในขอบเขตความผิดสากลตามอนุสัญญาปักกิ่ง ค.ศ. ๒๐๑๐ แล้ว แต่เมื่อประเทศไทยยังไม่ได้เป็นภาคี สถานะทางกฎหมายของความผิดฐานนี้สำหรับประเทศไทยจึงเป็นเพียงความผิดท้องถิ่นไทยเท่านั้น

๑๐. ความส่งท้าย

     โดยสรุปแล้ว ความผิดฐาน “ทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง” โดยหลักการแล้วเป็นความผิดสากลตามพิธีสารมอนตริออล ค.ศ. ๑๙๘๘ แต่มิได้มีชื่อเรียกว่าเป็นความผิดฐาน “ก่อการร้าย” ส่วนความผิดฐาน “ก่อการร้าย” ตามประมวลกฎหมายอาญานั้นโดยหลักการแล้วมิได้เป็นความผิดสากล ดังที่เข้าใจกัน เว้นแต่จะมีองค์ประกอบความผิดไปพ้องกับความผิดสากลตามกฎหมายระหว่างประเทศ

     การจะมีความผิดฐาน “ทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง” นั้นต้องเป็นไปตามองค์ประกอบความผิดครบทั้งสามประการ คือ (๑) ทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง (๒) โดยใช้กลอุปกรณ์ วัตถุ หรืออาวุธใดๆ และ (๓) การกระทำนั้นเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของท่าอากาศยานนั้น ซึ่งในแต่ละองค์ประกอบ มีรายละเอียดที่สามารถถกเถียงกันได้ไม่น้อย แต่การตีความก็ขึ้นอยู่กับผู้เกี่ยวข้องว่าจะใช้วิธีตีความแบบไทยๆ หรือจะใส่ใจพิจารณาความหมายตามที่บทบัญญัตินี้ได้เกิดขึ้นจากการประชุมระหว่างประเทศ

     นอกจากนี้ การร่างกฎหมายอนุวัติการของไทยก็มิได้ให้ความสำคัญว่ากรณีใดเป็นความผิดสากล กรณีใดเป็นความผิดท้องถิ่นของไทย ด้วยเหตุนี้กฎหมายไทยจึงได้ขยายขอบเขตความผิดออกไปครอบคลุมถึงกรณีที่ไม่มีองค์ประกอบต่างประเทศ และกรณีการกระทำในขั้นตระเตรียม โดยมิได้แยกแยะบทบัญญัติให้ชัดเจน ซึ่งย่อมก่อให้เกิดความสับสนในการตีความ ดังนั้น การใช้และตีความบทบัญญัตินี้จึงต้องกระทำด้วยกรอบความคิดที่อยู่นอกเหนือตัวบทและต้องพิจารณาด้วยความละเอียดรอบครอบเป็นอย่างมาก

     การจะคาดหวังให้ฝ่ายนิติบัญญัติไทยตรากฎหมายที่แยกแยะพันธกรณีระหว่างประเทศออกจากนิตินโยบายภายในประเทศอย่างชัดเจนนั้น คงเป็นไปได้ยากในปัจจุบัน เพราะโลกทัศน์ของผู้เกี่ยวข้องเป็นไปในทางที่มองประเด็นเรื่องนี้ปะปนกันดังที่ปรากฏล่าสุดในพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ. ๒๕๕๖ ที่แยกความแตกต่างไม่ออกว่าอะไรคือความผิดฐานก่อการร้าย อะไรคือความผิดสากล อะไรคือความผิดท้องถิ่น ซึ่งเป็นประเด็นพื้นฐานที่สำคัญอย่างมากในการศึกษาเรื่องนี้ แต่เป็นสิ่งที่ดูเหมือนจะไม่ได้รับความใส่ใจจากวงการนิติศาสตร์ไทยในปัจจุบัน

_____________________________

เชิงอรรถ

Protocol for the Suppression of Unlawful Acts of Violence at Airport Serving International Civil Aviation, Supplementary to the Convention for the Suppression of Unlawful Acts against the Safety of Civil Aviation, ICAO Doc. 9518. ดูคำแปลอย่างไม่เป็นทางการของไทยใน ประเสริฐ ป้อมป้องศึก (ผู้รวบรวม), กฎหมายอากาศระหว่างประเทศ: เอกสารกฎหมาย (กรมการบินพาณิชย์, ๒๕๔๕) หน้า ๑๙๙-๒๐๒.

รก. ล.๙๖ ต.๕๕ ฉ.พิเศษ, ๒๐ เม.ย. ๒๕๒๒, น.๓๒.

การใช้อำนาจของรัฐในการออกกฎหมาย การบังคับกฎหมาย และการตัดสินคดี จะต้องอยู่ภายใต้เขตอำนาจรัฐตามหลักดินแดน หลักบุคคล หลักกึ่งบุคคลกึ่งดินแดน และหลักสากล อย่างไรก็ดี ศาสตราจารย์ Bin Cheng เห็นว่า รัฐมีเขตอำนาจในการออกกฎหมาย (Jurisfaction) ได้อย่างไม่จำกัดพื้นที่ แต่ในการบังคับกฎหมาย (Jurisaction) จะมีลำดับชั้นลดลั่นกันไปตามหลักดินแดน หลักกึ่งบุคคลกึ่งดินแดน และหลักบุคคล B. Cheng, “The Extra-Terrestrial Application of International Law” (1965) 18 Curr. Legal Probs. 132 at 138; and B. Cheng, “The Legal Regime of Airspace and Outer Space: The Boundary Problem. Functionalism versus Spatialism: The Major Premises” (1980) 5 Ann. Air & Sp. L. 323 at 342.

ตัวอย่างบทบัญญัติที่ให้รัฐที่พบตัวผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดมีเขตอำนาจทางอาญา เช่น
     (๑) ข้อ ๔ วรรค ๒ ของ อนุสัญญาเพื่อการปราบปรามการยึดอากาศยานโดยมิชอบด้วยกฎหมาย [ต่อไปจะเรียกว่า “อนุสัญญาเฮก ค.ศ. ๑๙๗๐]; Convention for the Suppression of Unlawful Seizure of Aircraft, ICAO Doc 8920.
     (๒) ข้อ ๕ วรรค ๒ ของ อนุสัญญาเพื่อการปราบปรามการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายต่อความปลอดภัยของการบินพลเรือน, [ต่อไปจะเรียกว่า “อนุสัญญามอนตริออล ค.ศ. ๑๙๗๑”]; Convention for the Suppression of Unlawful Acts Against the Safety of Civil Aviation, ICAO Doc 8966.
     คำแปลอย่างเป็นทางการของอนุสัญญาทั้งสองฉบับนี้อยู่ใน รก. ล.๙๖ ต.๑๒๑ ฉ.พิเศษ, ๒๓ ก.ค. ๒๕๒๒, น.๒๒ และ น.๒๕ ตามลำดับ ทั้งนี้ ประเทศไทยมอบสัตยาบันสารเมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ อนุสัญญาทั้งสองจึงมีผลใช้สำหรับประเทศไทยเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๑.

International Civil Aviation Organization, International Conference on Air Law (Protocol for the Suppression of Unlawful Acts of Violence at Airports Serving International Civil Aviation, Supplementary to the Convention for the Suppression of Unlawful Acts Against the Safety of Civil Aviation) Montreal, 9 – 24 February 1988, Doc 9823-DC/5 (Montreal, Canada, 2003) [ต่อไปจะเรียกว่า “รายงานการประชุมพิธีสารมอนตริออล ค.ศ. ๑๙๘๘”] หน้า ๖๓, ๗๐-๗๑ และ ๒๓๖ ตามลำดับ มีข้อสังเกตว่าการประชุมมีขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ แต่ใช้เวลาถึง ๑๕ ปี ถึงจะมีการเผยแพร่รายงานการประชุมฉบับนี้ในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ส่วนประเทศไทยได้ออกกฎหมายอนุวัติการไปตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๘ แล้ว.

International Convention on the Suppression of the Financing of Terrorism, Adopted by the General Assembly of the United Nations in resolution 54/109 of 9 December 1999: http://www.un.org/law/cod/finterr.htm

http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2556/A/011/1.PDF โดยทั่วไปในหมายเหตุของกฎหมายอนุวัติการจะกล่าวไว้ชัดเจนว่าเหตุผลในการออกกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามพันธกรณีระหว่างประเทศของอนุสัญญาที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคี แต่พระราชบัญญัตินี้มิได้กล่าวเช่นนั้น อาจจะด้วยเหตุว่าราชการไทยเห็นว่าการเป็นภาคีของไทยนั้นไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายอนุวัติการจึงได้เข้าเป็นภาคีไปก่อนแล้ว ต่อมาอาจจะด้วยแรงกดดันจากต่างประเทศ เห็นว่าสมควรมีกฎหมายที่รองรับพันธกรณีตามอนุสัญญา จึงได้จัดทำกฎหมายตามมาภายหลัง ครั้นจะยอมรับว่าเป็นกฎหมายอนุวัติการก็จะกลายเป็นว่า ณ เวลาที่ให้สัตยาบัน เหตุใดจึงไม่ตรากฎหมายอนุวัติการออกมา ยิ่งไปกว่านั้น การตรากฎหมายของไทยนิยมเขียนหลักเกณฑ์ปะปนกันไป ไม่แยกแยะพันธกรณีระหว่างประเทศออกจากมาตรการตามนิตินโยบายภายในประเทศ ซึ่งอาจจะทำไปโดยขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง หรือจะโดยความไม่ใส่ใจ หรือจะโดยความจงใจสร้างระบบผสมแบบไทยๆ ที่มีบทบัญญัติสับสนปนเปกันไป ก็สุดจะเข้าใจได้.

Security Council resolution 1373 (2001) Threats to international peace and security caused by terrorist acts, http://daccess-dds-ny.un.org/doc/UNDOC/GEN/N01/557/43/PDF/N0155743.pdf?OpenElement

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, บันทึกเรื่อง การแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการก่อการร้าย, เรื่องเสร็จที่ ๖๙๙-๗๐๐/๒๕๔๔ (มิถุนายน ๒๕๔๖).

๑๐ ข้อ ๗ ของอนุสัญญามอนตริออล ค.ศ. ๑๙๗๑

๑๑ มีประเด็นที่น่าพิจารณาว่า ถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศผู้ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นผู้ถูกกล่าวหา (alleged offender) เสียเอง การจะรายงานข้อเท็จจริงตามข้อ ๑๓ ดังกล่าวไปยังองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศก็คงเป็นเรื่องที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้ และอาจเป็นการขัดกันระหว่างหน้าที่ของรัฐมนตรีกับผลประโยชน์ของผู้ดำรงตำแหน่งนี้

๑๒ พระราชบัญญัติความผิดบางประการฯ มาตรา ๑๒ บัญญัติว่า “ผู้ใดกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้นอกราชอาณาจักร จะต้องรับโทษในราชอาณาจักร ถ้า ... (๓) ผู้กระทำความผิดตาม ... มาตรา ๖ ทวิ ปรากฎตัวอยู่ในราชอาณาจักรและมิได้มีการส่งตัวผู้นั้นออกไปตามกฎหมายว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน”

๑๓ รายงานการประชุมพิธีสารมอนตริออล ค.ศ. ๑๙๘๘, หน้า ๑๗๐.

๑๔ รายงานการประชุมพิธีสารมอนตริออล ค.ศ. ๑๙๘๘, หน้า ๔๙ และ ๖๒.

๑๕ Oxford Advanced Learner’s Dictionary, Sixth edition 2000 (4th Impressions, 2002) at 383.

๑๖ Collins Cobuild English Dictionary (HarperCollinsPublishers: 1999) at 478.

๑๗ The American Heritage Dictionary (Laurel: 1989) at 206.

๑๘ http://www.merriam-webster.com/dictionary/disrupt

๑๙ http://www.tcdailyplanet.net/node/3557

๒๐ http://www.guardian.co.uk/environment/2009/mar/03/aberdeen-airport-climate-protest

๒๑ http://www.mcot.net/site/content?id=50fa795d150ba05c1100032b

๒๒ http://rirs3.royin.go.th/new-search/word-search-all-x.asp

๒๓ พิพัฒน์ จักรางกูร, คำอธิบายประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วย ความผิดเกี่ยวกับศาสนา ความเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน ความผิดเกี่ยวกับการปลอมและการแปลง ความผิดลหุโทษ, (กรุงเทพ : พิมพ์อักษร, ๒๕๓๗) หน้า ๒๖-๒๗. “สถานีรถไฟ คือ ที่หยุดหรือจอดรถไฟเพื่อรับส่งคนโดยสารขึ้นลงภายในบริเวณหรืออาณาเขตที่กำหนดไว้ว่าเป็นสถานีรถไฟ ซึ่งรวมถึงที่ทำการสถานีและโรงเรือนอื่นๆ ซึ่งอยู่ในบริเวณอาณาเขตของสถานีรถไฟแต่ละแห่ง แต่ควรจำกัดเฉพาะภายในบริเวณที่มีป้ายบอกชื่อสถานีเท่านั้น”.

๒๔ จิตติ ติงศภัทิย์, คำอธิบายประมวลกฎหมายอาญา ภาค ๒ ตอน ๒ และภาค ๓, พิมพ์ครั้งที่ ๖ (เนติบัณฑิตยสภา, กรุงเทพ: ๒๕๔๕) หัวข้อ ๑๒๔๔, หน้า ๖๘๑-๖๘๒.

๒๕ นิยามคำว่า “สนามบิน และ “สนามบินอนุญาต” ใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๗ ส่วน “ที่ขึ้นลงชั่วคราวของอากาศยาน” เพิ่มเติมเข้ามาโดยพระราชบัญญัติการเดินอากาศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ ๒๔๙๘ เนื่องจากในขณะนั้นมีการสร้างสนามบินลับกันมาก นิยามทั้งสามได้ใช้กันมากว่า ๕๐ ปี จึงได้ถูกแก้ไขเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อยโดยพระราชบัญญัติการเดินอากาศ (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑, รก. ล.๑๒๕, ต.๔๕ก, น.๙, ๗ มี.ค. ๒๕๕๑.

๒๖ รก. ล.๑๑๙ ต.๙๗ ก, ๓๐ ก.ย. ๒๕๔๕, น.๕–๗.

๒๗ Convention on International Civil Aviation, ICAO Doc 7300/7 (7th ed.-1997). ดูคำแปลใน รก. ต.๕๙ ล.๖๘, ๒๕ ก.ย. ๒๔๙๔ ประเทศไทยมอบสัตยาบันสารเมื่อวันที่ ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๐ อนุสัญญาจึงมีผลใช้สำหรับประเทศไทยเมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๐.

๒๘ ประเทศไทยกำหนดสนามบินตามที่กล่าวถึงในอนุสัญญาว่าด้วยการบินพลเรือนระหว่างประเทศ โดยใช้พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๘) พุทธศักราช ๒๔๘๐ มาตรา ๓ บัญญัติว่า “สนามบินศุลกากร ให้หมายความว่า สนามบินที่รัฐมนตรีได้กำหนดขึ้นไว้ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้เป็นสนามบินสำหรับการนำเข้า หรือส่งออก หรือนำเข้าและส่งออก ซึ่งของประเภทใดๆ หรือทุกประเภททางอากาศ” นอกจากนี้ ยังต้องกำหนดด่านตรวจคนเข้าเมืองประกอบด้วย ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๑ บัญญัติว่า “บุคคซึ่งเดินทางเข้ามาในหรืออกไปนอกราชอาณาจักจะต้องเดินทางเข้ามาหรือออกไปตามช่องทาง ด่านตรวจคนเข้าเมือง เขตท่า สถานี หรือท้องที่และตามกำหนดเวลา ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีจะได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา”.

๒๙ รายงานการประชุมพิธีสารมอนตริออล ค.ศ. ๑๙๘๘, หน้า ๕๘, ๑๕๐-๑๕๑ และ ๑๖๐-๑๖๑.

๓๐ ดูคำอธิบายทฤษฎีต่างๆ เกี่ยวกับ “การลงมือ” ใน เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์, คำอธิบายกฎหมายอาญา ภาค ๑, พิมพ์ครั้ง ๙ (หจก.จิรรัชการพิมพ์: กรุงเทพฯ, ๒๕๔๙) หน้า ๕๒๔-๕๓๘.

๓๑ http://rirs3.royin.go.th/new-search/word-search-all-x.asp กล, กล- [กน, กนละ-] น. การลวงหรือล่อลวงให้หลงหรือให้เข้าใจผิดเพื่อให้ฉงนหรือเสียเปรียบ เช่น เล่ห์กล, เล่ห์เหลี่ยม เช่น กลโกง; เรียกการเล่นที่ลวงตาให้เห็นเป็นจริงว่า เล่นกล; เครื่องกลไก, เครื่องจักร, เครื่องยนต์, เช่น ช่างกล. ว. เช่น, อย่าง, เหมือน, เช่น เหตุผลกลใด; เคลือบแฝง เช่น ถ้าจําเลยให้การเป็นกลความ. (กฎหมาย).

๓๒ รายงานการประชุมพิธีสารมอนตริออล ค.ศ. ๑๙๘๘, หน้า ๑๖๒-๑๖๓.

๓๓ รายงานการประชุมพิธีสารมอนตริออล ค.ศ. ๑๙๘๘, หน้า ๒๔๑.

๓๔ รายงานการประชุมพิธีสารมอนตริออล ค.ศ. ๑๙๘๘, หน้า ๓๙, ๒๖๗-๒๖๘ และ ๔๔ ตามลำดับ.

๓๕ รายงานการประชุมพิธีสารมอนตริออล ค.ศ. ๑๙๘๘, หน้า ๔๔ และ ๕๒ ตามลำดับ.

๓๖ รายงานการประชุมพิธีสารมอนตริออล ค.ศ. ๑๙๘๘, หน้า ๗๑.

๓๗ รายงานการประชุมพิธีสารมอนตริออล ค.ศ. ๑๙๘๘, หน้า ๒๖๗.

๓๘ รายงานการประชุมพิธีสารมอนตริออล ค.ศ. ๑๙๘๘, หน้า ๕๓.

๓๙ http://treaties.un.org/Pages/ViewDetails.aspx?src=TREATY&mtdsg_no=XVIII-11&chapter=18&lang=en ทั้งนี้ ประเทศไทยได้ทำคำประกาศว่า
"I.  The Kingdom of Thailand declares in pursuance to Article 2 paragraph 2 (a) of the Convention that in the application of this Convention, the following treaties, which the Kingdom of Thailand is not a party to, shall not be included in the annex of this Convention.
1. Convention on the Prevention and Punishment of Crimes against Internationally Protected Persons, including Diplomatic Agents, adopted by the General Assembly of the United Nations on 14 December 1973.
2. International Convention against the Taking of Hostages, adopted by the General Assembly of the United Nations on 17 December 1979.
3. Convention on the Physical Protection of Nuclear Material, adopted at Vienna on 3 March 1980.
4. Convention for the Suppression of Unlawful Acts against the Safety of Maritime Navigation, done at Rome on 10 March 1988.
5. Protocol for the Suppression of Unlawful Acts against the Safety of Fixed Platforms located on the Continental Shelf, done at Rome on 10 March 1988.
6. International Convention for the Suppression of Terrorist Bombings, adopted by the General Assembly of the United Nations on 15 December 1997.
II. The Kingdom of Thailand declares, in pursuance to Article 24 paragraph 2 of the Convention, that it does not consider itself bound by Article 24 paragraph 1 of the Convention.".
๔๐ Convention on the Suppression of Unlawful Acts Relating to International Civil Aviation, DCAS Doc No. 21, 8/9/10; Protocol Supplementary to the Convention for the Suppression of Unlawful Seizure of Aircraft, DCAS Doc No. 22, 8/9/10. ดู กรมการบินพลเรือน, สรุปผลการประชุมทางการทูต (Diplomatic Conference) ระหว่างวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๓ จนถึงวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๓ ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน,
http://www.airandspaceclub.com/forum/index.php?topic=1300.0

๔๑ อนุสัญญาเพื่อการปราบปรามการการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายต่อความปลอดภัยของการบินพลเรือน (Convention for the Suppression of Unlawful Acts Against the Safety of Civil Aviation).

๔๒ อนุสัญญาเพื่อการปราบปรามการยึดอากาศยานโดยมิชอบด้วยกฎหมาย (Convention for the Suppression of Unlawful Seizure of Aircraft).

เข้าสู่ระบบ