Home » บทความ » ปิยบุตร แสงกนกกุล » ความเรียงว่าด้วยปรากฏการณ์ "ตุลาการภิวัตน์" นับแต่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๙

ความเรียงว่าด้วยปรากฏการณ์ "ตุลาการภิวัตน์" นับแต่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๙

Blog Icon

นิติรัฐ บทความ

02 July 2012

read 5985


"ตุลาการภิวัตน์" ภิวัตน์ พิฆาต และพิบัติ? ความเรียงว่าด้วยปรากฏการณ์ "ตุลาการภิวัตน์" นับแต่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๙



แด่​ ​สุพจน์​ ​ด่านตระกูล​ (๒๔๖๖-๒๕๕๒)

ผู้​อุทิศตน​ให้​กับ​ "สัจ​จะ​" ​ทางประวัติศาสตร์​ ​และ​ความ​คิด​ "วิทยาศาสตร์สังคม"

----------

"มัก​จะ​มี​ผู้​ดำ​รงตำ​แหน่งตุลาการทำ​หน้าที่ตัดสินลงโทษ​อยู่​เหนือ​ความ​เป็น​ความ​ตายของ​ผู้​อื่น​

ผู้​ที่ดำ​รงตำ​แหน่งเปรียบ​ได้​กับ​สามัญชนผู้​ถือขวานไปตัดต้นไม้​แทนช่างไม้​ผู้​ยิ่งยง

ผู้​ถือขวานแทนช่างไม้ยากนัก​จะ​หนีพ้นบาดแผล​จาก​คมขวาน"

เล่าจื๊อ, เต๋า​เต็กเก็ง สํานวนแปล​โดย​ ​พจนา​ ​จันทรสันติ​ ​ใน​ วิถี​แห่งเต๋า


-๑-

หลักนิติรัฐ​-​ประชาธิปไตยเรียกร้อง​ให้​มีการแบ่งแยกอํานาจ​ ​คือ​ ​อํานาจนิติบัญญัติ​ ​อํานาจบริหาร​ ​และ​อํานาจตุลาการ​ ​ซึ่ง​ทั้ง​สามอํานาจนี้ต่างตรวจสอบถ่วงดุล​ซึ่ง​กัน​และ​กัน​ ​ดังที่มาตรา​ ๑๖ ​ของปฏิญญาสิทธิมนุษยชน​และ​พลเมือง​ ​ค​.​ศ​. ๑๗๘๙ ​ของฝรั่งเศสบัญญัติ​ไว้​ว่า​ “สังคม​ใด​ที่​ไม่​มีการคุ้มครองสิทธิ​ ​ไม่​มีการแบ่งแยกอํานาจ​ ​สังคม​นั้น​ไม่​ถือว่ามีรัฐธรรมนูญ”

ใน​ส่วน​ขององค์กรตุลาการ​ ​นอก​จาก​จะ​มีอํานาจหน้าที่วินิจฉัยคดีที่​เอกชน​เป็น​คู่พิพาท​กัน​เอง​แล้ว​ ​องค์กรตุลาการ​ยัง​เข้า​มามีบทบาทควบคุมองค์กรนิติบัญญัติ​และ​องค์กรบริหารอีก​ด้วย​ ​กล่าวคือ​ ​องค์กรตุลาการมีอํานาจหน้าที่ควบคุมบทบัญญัติ​แห่งกฎหมายที่ตราขึ้น​โดย​องค์กรนิติบัญญัติมิ​ให้​ขัด​หรือ​แย้งต่อรัฐธรรมนูญ​ ​และ​องค์กรตุลาการมีอํานาจหน้าที่ควบคุมการกระทําของฝ่ายบริหาร​ให้​ชอบ​ด้วย​กฎหมาย​  ​องค์กรตุลาการ​จึง​เป็น​กลไกสําคัญสําหรับนิติรัฐ​-​ประชาธิปไตย​ใน​ฐานะ​เป็น​ผู้​พิทักษ์นิติรัฐ​-​ประชาธิปไตย​ ​ควบคุม​ให้​การกระทําขององค์กร​ผู้​ใช้​อํานาจมหาชน​ทั้ง​หลาย​เป็น​ไป​โดย​ชอบ​ด้วย​กฎหมาย​ ​และ​ป้อง​กัน​ไม่​ให้​ฝ่ายนิติบัญญัติ​และ​ฝ่ายบริหาร​ใช้​อํานาจตามอํา​เภอใจ อันอาจกระทบต่อสิทธิ​และ​เสรีภาพของประชาชน​ได้

กล่าวสําหรับประ​เทศไทย​ ​ใน​สมัยระบอบเก่า​ ​เดิมอํานาจตุลาการเป็น​ของกษัตริย์ตามคติสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่พระมหากษัตริย์​ใน​ฐานะองค์อธิปัตย์ทรง​เป็น​เจ้าของ​และ​ใช้​อํานาจอธิปไตยแต่​เพียงพระองค์​เดียว​ ​อย่างไรก็ตาม​ ​ใน​ทางปฏิบัติ​เป็น​ไป​ไม่​ได้​ที่พระมหากษัตริย์​จะ​ทรง​สามารถ​กระทําการทุกอย่าง​ได้​ด้วย​พระองค์​เองเพียงลําพัง​ ​จึง​มีการแต่งตั้งข้าราชการไปปฏิบัติหน้าที่วินิจฉัยคดี​ใน​นามของพระมหากษัตริย์​ ​แต่​ถึง​กระ​นั้น​อํานาจตุลาการก็​ยัง​อยู่​ใน​พระหัตถ์ของพระมหากษัตริย์​

จนกระทั่งภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง​ ๒๔ ​มิถุนายน​ ๒๔๗๕  ​ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว​ ๒๗ ​มิถุนายน​ ๒๔๗๕ ​ซึ่ง​ถือ​เป็น​รัฐธรรมนูญ​ใน​ระบอบประชาธิปไตย​ฉบับ​แรกของไทย​ ​ได้​ “ดึง” อำนาจอธิปไตย​ซึ่ง​เดิม​เป็น​ของกษัตริย์​ใน​ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์​ให้​มา​เป็น​ของประชาชน​ ​และ​ยกกษัตริย์ขึ้น​เป็น​ประมุขของประ​เทศ​ ​โดย​ไม่​มีพระราชอํานาจ​ใน​ทางการบริหารบ้านเมืองอย่างแท้จริง​ ​หาก​เป็น​สัญลักษณ์​และ​ศูนย์รวมจิตใจของคน​ใน​ชาติ​  ​อํานาจนิติบัญญัติ​ ​บริหาร​ ​และ​ตุลาการที่​เคยรวมศูนย์​อยู่​กับ​กษัตริย์ก็​แยกออก​จาก​กัน​ ​โดย​อํานาจนิติบัญญัติกษัตริย์ทรง​ต้อง​ใช้​ตามคํา​แนะนํา​และ​ยินยอมของรัฐสภา​ ​อํานาจบริหารกษัตริย์ทรง​ต้องใช้​ตามคํา​แนะนํา​และ​ยินยอมของรัฐมนตรี​ ​และ​อํานาจตุลาการกษัตริย์ทรง​ต้อง​ใช้​ตามคํา​แนะนํา​และ​ยินยอมของศาล​ ​การกระทําของกษัตริย์​ใน​ทางการเมือง​ต้อง​มี​ผู้​ลงนามสนองพระบรมราชโองการเสมอ​ ​นั่นคือ​ ​ผู้​ลงนามสนองฯ​ ​เป็น​ผู้​กระทํา​และ​รับผิดชอบ​ ​ส่วน​การกระทําของกษัตริย์​เป็น​แต่​เพียง​ใน​นาม​เท่า​นั้น

ใน​อดีต​ ​ศาลไทยเคยมีคําพิพากษาที่คุ้มครองสิทธิ​และ​เสรีภาพของประชาชน​ ​และ​ปกป้องนิติรัฐ​-​ประชาธิปไตย​อยู่​มากพอควร​ ​สมควรยกตัวอย่างสักสองกรณี​

กรณี​แรก​ ​ใน​ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง​ ​จอมพล​ ​ป​. พิบูลสงคราม​ ​นายกรัฐมนตรี​ได้​ยินยอม​ให้​กองทัพญี่ปุ่นผ่านประ​เทศไทย​ ​และ​รัฐบาลจอมพล​ ​ป​. ​ได้​ประกาศสงคราม​กับ​อังกฤษ​และ​สหรัฐอเมริกา​เมื่อวันที่​ ๒๕ ​มกราคม​ ๒๔๘๕

ภายหลังสงครามสิ้นสุด​ ​รัฐบาล​ ​ม​.​ร​.​ว​.​เสนีย์​ ​ปรา​โมช​ ​ได้​เสนอ​ให้​สภา​ผู้​แทนราษฎรตราพระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม​ ​พ​.​ศ​. ๒๔๘๘ ​เพื่อลงโทษ​ผู้​กระทําการตามที่กฎหมายนี้ถือว่า​เป็น​อาชญากรสงคราม​ ​ไม่​ว่าการกระทํา​นั้น​จะ​กระทําก่อน​หรือ​หลังกฎหมายนี้​ใช้​บังคับก็ตาม​

ต่อมา​เมื่อมีการจับกุมบุคคลดํา​เนินการฟ้องดคี​ ​ศาลฎีกา​ซึ่ง​ทําหน้าที่​เป็น​ศาลอาชญากรสงคราม​ ​ได้​มีคําพิพากษาคดีอาชญากรสงครามที่​ ๑/๒๔๘๙ ​ว่า​ ​พระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม​ ​พ​.​ศ​. ๒๔๘๘ ​เฉพาะที่ลงโทษการกระทําก่อนวัน​ใช้​กฎหมายนี้​ ​เป็น​การ​ใช้​กฎหมายย้อนหลัง​ ​จึง​ขัด​กับ​รัฐธรรมนูญ​

ใน​คดีนี้​ ​ศาลฎีกา​ได้​ยืนยัน​ถึง​อํานาจของตน​ใน​การพิจารณาว่ากฎหมายที่ตรา​โดย​รัฐสภาขัดต่อรัฐธรรมนูญ​ได้​ ​ด้วย​เหตุผลหลายประการ​

ประการแรก​ ​ศาล​เป็น​ผู้​ใช้​กฎหมาย​ ​การพิจารณาว่าอะ​ไร​เป็น​กฎหมาย​ ​หรือ​กฎหมายที่​จะ​ใช้​บังคับแก่คดี​นั้น​ถูก​ต้อง​หรือ​ไม่​ ​ย่อม​เป็น​อํานาจของศาล​

ประการที่สอง​ ​ใน​นามของหลักการแบ่งแยกอํานาจ​ ​แต่ละอํานาจย่อมยับยั้ง​และ​ถ่วงดุล​กัน​ ​เมื่อสภา​ผู้​แทนราษฎรตรากฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ​ ​ศาลก็ย่อมมีอํานาจบอก​ถึง​ความ​ไม่​ชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญ​นั้น​

ประการที่สาม​ ​ใน​นามของหลัก​ความ​เป็น​กฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ​ ​จํา​เป็น​ต้อง​มีองค์กรชี้ขาดว่ากฎหมาย​ใด​ขัด​กับ​รัฐธรรมนูญ​หรือ​ไม่​ ​หาก​ให้​รัฐสภา​เป็น​ผู้​ชี้ขาดก็คง​ไม่​เหมาะสม​ ​เพราะ​เป็น​การพิจารณากฎหมายที่รัฐสภาตราขึ้นเอง​

สมาชิกสภา​ผู้​แทนราษฎร​ไม่​พอใจที่ศาลล่วงล้ำ​เข้า​มา​ใน​แดนอํานาจของฝ่ายนิติบัญญัติ​ ​จึง​ได้​ตั้งคณะกรรมาธิการคณะหนึ่ง​ ​จํานวน​ ๗ ​คน​ ​ประกอบ​ด้วย​อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม​ ​อดีตประธานศาลฎีกา​ ​และ​ผู้​เชี่ยวชาญนิติศาสตร์​ ​คณะกรรมาธิการชุดนี้​เห็นว่าอํานาจ​ใน​การตี​ความ​รัฐธรรมนูญ​เป็น​อํานาจเด็ดขาดของสภา​ผู้​แทนราษฎร​ ​อย่างไรก็ตาม​ ​เพื่อยุติข้อขัดแย้งระหว่างศาล​และ​สภา​ผู้​แทนราษฎร​  ​ใน​การยกร่างรัฐธรรมนูญ​ ​ผู้​ร่างรัฐธรรมนูญ​ฉบับ​ ​พ​.​ศ​. ๒๔๘๙ ​จึง​กําหนด​ให้​มีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้น​เป็น​ครั้งแรก เพื่อทําหน้าที่วินิจฉัยว่าบทบัญญัติ​แห่งกฎหมาย​ใด​มีข้อ​ความ​แย้ง​หรือ​ขัดต่อรัฐธรรมนูญ​หรือ​ไม่​

กรณีที่สอง​ ​ภายหลังคณะรักษา​ความ​สงบเรียบร้อยแห่งชาติ​ (รสช​.) ​รัฐประหารรัฐบาล​ ​พล​.​อ​.​ชาติชาย​ ​ชุณหะวัณ​ ​เมื่อปี​ ๒๕๓๔  รสช​. ​ได้​ออกประกาศ​ ​รสช​.​ฉบับ​ที่​ ๒๖ ​เกี่ยว​กับ​การตรวจสอบทรัพย์สิน​ ​มีคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา​และ​มีประ​เด็นว่าประกาศ​ ​รสช​.​ฉบับ​ที่​ ๒๖ ​ชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญ​หรือ​ไม่​  ​ศาลฎีกา​ในคําพิพากษาศาลฎีกาที่​ ๙๑๓/๒๕๓๖ ​ยืนยันว่า​ ​ศาลฎีกามีอํานาจ​ใน​การพิจารณาว่าบทบัญญัติ​แห่งกฎหมาย​ใด​จะ​ใช้​บังคับแก่คดี​ได้​หรือ​ไม่​ ​และ​รวม​ถึง​การพิจารณาว่าบทบัญญัติ​แห่งกฎหมาย​ใด​ขัด​หรือ​แย้ง​กับ​รัฐธรรมนูญ​หรือ​ไม่​ ​เว้นเสียแต่ว่ารัฐธรรมนูญกําหนด​ให้​องค์กร​อื่น​เป็น​ผู้​มีอํานาจพิจารณา​  ​กรณีนี้​ ​แม้รัฐธรรมนูญ​ ๒๕๓๔ ​จะ​บัญญัติ​ให้​มีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญทําหน้าที่ดังกล่าว​ ​แต่ก็จํากัดเฉพาะการพิจารณาบทบัญญัติ​แห่งกฎหมาย​ใด​ขัด​หรือ​แย้ง​กับ​รัฐธรรมนูญ​ ๒๕๓๔ ​เท่า​นั้น​ ​ไม่​รวม​ถึง​การพิจารณาว่าบทบัญญัติ​แห่งกฎหมาย​ใด​ขัด​หรือ​แย้ง​กับ​ธรรมนูญการปกครอง​ ๒๕๓๔ ​(​ฉบับ​ก่อน)  ​ดัง​นั้น​ ​จึง​เป็น​อํานาจของศาลที่​จะ​วินิจฉัย​ใน​ประ​เด็นนี้ตามหลักกฎหมาย​ทั่ว​ไป​

ศาลฎีกาพิจารณา​แล้ว​ ​เห็นว่า​ ​อํานาจของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน​ (คตส​.) ​ตามประกาศ​ ​รสช​.​ฉบับ​ที่​ ๒๖ ​ข้อ​ ๒ ​และ​ข้อ​ ๖ “เท่า​กับ​ว่า​เป็น​การสั่งลงโทษสั่งริบทรัพย์สิน​ใน​ทางอาญา​นั้น​เอง​ ​และ​มิ​ได้​ให้​สิทธิ​แก่​ผู้​ถูกกล่าวหา​หรือ​บุคคล​อื่น​ซึ่ง​เป็น​เจ้าของทรัพย์สินที่​แท้จริง​ ​นําคดี​ไปฟ้องร้อง​ให้​เป็น​อย่าง​อื่น​ได้​ ​อํานาจของ​ ​คตส​.​ดังกล่าว​จึง​เป็น​อํานาจเด็ดขาด​ ​แตกต่าง​จาก​อํานาจ​ใน​การวินิจฉัยของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง​ ​ซึ่ง​ไม่​มีอํานาจลงโทษบุคคล” ดัง​นั้น​ ​ประกาศ​ ​รสช​.​ฉบับ​นี้​จึง​ “มีผล​เป็น​การตั้ง​ ‘คณะบุคคลที่มิ​ใช่​ศาล’ ให้​มีอํานาจทําการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี​เช่นเดียว​กับ​ศาล​ ​อันขัดต่อประ​เพณีการปกครอง​ใน​ระบอบประชาธิปไตย​ ​เพราะ​รัฐธรรมนูญทุก​ฉบับ​มีบทบัญญัติ​ให้​การพิจารณาพิพากษาอรรถคดี​เป็น​อํานาจของศาล​ ​และ​การตั้งศาลขึ้น​ใหม่​เพื่อพิจารณาพิพากษาคดี​ใด​คดีหนึ่ง​โดย​เฉพาะ​แทนศาลที่มี​อยู่​ตามกฎหมาย​ ​จะ​กระทํามิ​ได้”

นอก​จาก​นี้​ ​ศาลฎีกา​ยัง​เห็นว่า​ ​อํานาจของ​ ​คตส​. ​ใน​การประกาศยึดทรัพย์สินของนักการเมืองที่ร่ำ​รวยผิดปกติ​ให้​ตก​เป็น​ของแผ่นดิน​ ​ไม่​ว่าทรัพย์สิน​นั้น​จะ​ได้​มาก่อน​หรือ​หลังประกาศ​ใช้​ประกาศ​ ​รสช​.​ฉบับ​นี้​ ​เป็น​การออก​และ​ใช้​กฎหมายที่มี​โทษทางอาญาย้อนหลังไปลงโทษบุคคล​ ​ซึ่ง​รัฐธรรมนูญทุก​ฉบับ​มีบทบัญญัติห้ามกระทํา​เช่น​นั้น​ ​จึง​ถือ​ได้​ว่าประกาศ​ฉบับ​นี้ขัดต่อประ​เพณีการปกครอง​ใน​ระบอบประชาธิปไตย


-๒-

ปลายปี​ ๒๕๔๘ ​ต่อต้นปี​ ๒๕๔๙ ​มีการชุมนุมของกลุ่มบุคคลที่​ใช้​ชื่อว่า​ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” อย่างต่อ​เนื่อง​ยาวนาน​ ​เพื่อขับไล่รัฐบาล​ ​พ​.​ต​.​ท​.​ทักษิณ​ ​ชินวัตร​ ​และ​นํา​ไปสู่การเรียกร้องขอ
นายกรัฐมนตรีพระราชทาน​โดย​อ้างมาตรา​ ๗ ​ของรัฐธรรมนูญ​ ๒๕๔๐ ​ซึ่ง​ต่อมาพระบาทสมเด็จพระ​เจ้า​อยู่​หัวทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยว่าพระองค์​ไม่​สามารถ​กระทํา​ได้​ ​เพราะ​ “...ขอนายกฯ​ ​พระราชทาน​ ​ไม่​ใช่​เป็น​เรื่องการปกครองแบบประชาธิปไตย​ ​เป็น​การปกครองแบบ​ ​ขอโทษ​ ​พูดแบบมั่ว​ ​แบบ​ไม่​ ​ไม่​ ​ไม่​มี​เหตุมีผล”

จาก​สถานการณ์ทางการเมืองที่ตึงเครียด​ ​นายกรัฐมนตรีจึง​ตัดสินใจยุบสภา​ผู้​แทนราษฎรเพื่อจัด​ให้​มีการเลือกตั้ง​ทั่ว​ไป​ใน​วันที่​ ๒ ​เมษายน​ ๒๕๔๙ ​ด้วย​หวังว่าการเลือกตั้ง​ใหม่​จะ​เป็น​ทางออกของ​ความ​ขัดแย้งทางการเมืองดังกล่าว​ ​อย่างไรก็ตาม​ ​พรรคร่วมฝ่ายค้านปฏิ​เสธ​ไม่​ลงสมัครรับเลือกตั้ง​ ​เพราะ​เห็นว่าการยุบสภา​ผู้​แทนราษฎร​ไม่​ถูก​ต้อง​ชอบธรรม​  ​พรรคไทยรักไทย​ยัง​คงเดินหน้าลงสมัครรับเลือกตั้ง​ ​ใน​ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ก็กล่าวหาว่าพรรคไทยรักไทยพยายามจ้างวาน​ให้​พรรคการเมืองขนาด​เล็ก​ลงสมัคร​ ​เพื่อ​ให้​การเลือกตั้ง​ “สมประกอบ”

สถานการณ์การเมือง​ใน​ขณะ​นั้น​ ​ไม่​ชัดเจนแน่นอน​ ​มี​แต่​ความ​ตึงเครียด​ ​และ​สุ่มเสี่ยงที่​จะ​เกิดการเผชิญหน้าที่รุนแรงมากขึ้น​ ​ใน​ระหว่างที่สภา​ผู้​แทนราษฎร​ยัง​ไม่​ได้​สมาชิกครบ​ ๕๐๐ ​คน​นั้น​เอง​ ​พระบาทสมเด็จพระ​เจ้า​อยู่​หัวทรงมีพระราชดํารัสต่อตุลาการปกครองสูงสุด​ ​เมื่อวันที่​ ๒๕ ​เมษายน​ ๒๕๔๙ ​ความ​ว่า​

...ที่​ได้​ปฏิญาณ​นั้น​มี​ความ​สําคัญมาก​ ​เพราะ​ว่ากว้างขวาง​ ​หน้าที่ของ​ผู้​พิพากษา​ ​หน้าที่ของ​ผู้​ที่​เกี่ยวข้อง​กับ​การปกครอง​ ​มีหน้าที่กว้างขวางมาก​ ​ซึ่ง​เกรงว่า​ ​ท่านอาจ​จะ​นึกว่า​ ​หน้าที่ของ​ผู้​ที่​เป็น​ศาลปกครองมีขอบข่ายที่​ไม่​กว้างขวาง​ ​ที่จริงกว้างขวางมาก

ใน​เวลานี้อาจ​จะ​ไม่​ควรพูด​ ​แต่อย่างเมื่อ​เช้า​นี้​เอง​ ​ได้​ยิน​เขา​พูดเกี่ยวข้อง​กับ​การเลือกตั้ง​ ​และ​โดย​เฉพาะ​เรื่องเลือกตั้งของ​ผู้​ที่​ได้​คะ​แนน​ ​ได้​แต้ม​ไม่​ถึง​ ๒๐ ​เปอร์​เซ็นต์​ ​แล้ว​ก็​เขา​เลือกตั้ง​อยู่​คนเดียว​ 
ซึ่ง​มี​ความ​สําคัญ​ ​เพราะ​ว่า​ถ้า​ไม่​ถึง​ ๒๐ ​เปอร์​เซ็นต์​ ​แล้ว​ก็​เขา​คนเดียว​ ​ใน​ที่สุดการเลือกตั้ง​ไม่​ครบสมบูรณ์​ ​ไม่​ทราบว่า​ ​เกี่ยวข้อง​กับ​ท่าน​หรือ​เปล่า​ ​แต่​ความ​จริงน่า​จะ​เกี่ยวข้องเหมือน​กัน​ ​เพราะ​ว่า​ถ้า​ไม่​มีจํานวน​ผู้​ที่​ได้​รับเลือกตั้งพอ​ ​ก็กลาย​เป็น​ว่าการปกครองแบบประชาธิปไตยดํา​เนินการ​ไม่​ได้​ ​แล้ว​ถ้า​ดํา​เนินการ​ไม่​ได้​ ​ที่ท่าน​ได้​ปฏิญาณเมื่อตะกี้นี้​ ​ก็​เป็น​หมัน​ ​ถึง​บอกว่า​จะ​ต้อง​ทําทุกอย่าง​ ​เพื่อ​ให้​การปกครองแบบประชาธิปไตย​ต้อง​ดํา​เนินการไป​ได้​ ​ท่านก็​เลยทํางาน​ไม่​ได้​ ​และ​ถ้า​ท่านทํางาน​ไม่​ได้​ ​ก็มีทางหนึ่ง​ ​ท่านอาจ​จะ​ต้อง​ลาออก​ ​เพราะ​ไม่​ได้​มีการแก้​ไขปัญหา​ ​ไม่​ได้​แก้ปัญหาที่มี​อยู่​ ​ต้อง​หาทางแก้​ไข​ได้

เขา​อาจ​จะ​บอกว่า​ ​ต้อง​ไปถามศาลรัฐธรรมนูญ​ ​แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็บอก​ไม่​ใช่​เรื่องของตัว​ ​ศาลรัฐธรรมนูญว่า​ ​เป็น​การร่างรัฐธรรมนูญ​ ​ร่างเสร็จ​แล้ว​ก็​ไม่​เกี่ยวข้อง​ ​เลยขอร้องว่าท่านอย่า​ไปทอดทิ้ง​ความ​ปกครองแบบประชาธิปไตย​ ​การปกครองแบบที่​จะ​ทํา​ให้​บ้านเมืองดํา​เนินการผ่านออกไป​ได้​

แล้ว​ก็อีกข้อหนึ่ง​ ​การที่​จะ​ ​ที่บอกว่า​ ​มีการยุบสภา​ ​และ​ต้อง​เลือกตั้งภาย​ใน​ ๓๐ ​วัน​ ​ถูก​ต้อง​หรือ​ไม่​ ​ไม่​พูดเลย​ ​ไม่​พูด​กัน​เลย​ ​ถ้า​ไม่​ถูก​ ​ก็​จะ​ต้อง​แก้​ไข​ ​แต่ก็อาจ​จะ​ให้​การเลือกตั้งนี้​เป็น​โมฆะ​หรือ​เป็น​อะ​ไร​ ​ซึ่ง​ท่าน​จะ​มี​ ​จะ​มีสิทธิ​ ​ที่​จะ​บอกว่า​ ​อะ​ไรที่ควร​ ​ที่​ไม่​ควร​

ไม่​ได้​บอกว่ารัฐบาล​ไม่​ดี​ ​แต่ว่า​เท่า​ที่ฟังดู​ ​มัน​เป็น​ไป​ไม่​ได้​ ​คือการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย​ ​เลือกตั้งพรรคเดียว​ ​คนเดียว​ ​ไม่​ใช่​ทั่ว​ไป​ ​ทั่ว​แต่​ใน​แห่งหนึ่งมีคนที่สมัครเลือกตั้งคนเดียว​ ​มัน​เป็น​ไป​ไม่​ได้​ ​ไม่​ ​ไม่​ใช่​เรื่องของประชาธิปไตย​ ​เมื่อ​ไม่​เป็น​ประชาธิปไตย​ ​ท่านก็พูด​กัน​เองว่า​ ​ท่าน​ต้อง​ดู​เกี่ยวข้อง​กับ​เรื่องของการปกครอง​ให้​ดี​

ตรงนี้ขอฝาก​ ​อย่างดีที่สุด​ถ้า​เกิดท่าน​จะ​ทํา​ได้​ ​ท่านลาออก​ ​ท่านเอง​ ​ไม่​ใช่​รัฐบาลลาออก​ ​ท่านเอง​ต้อง​ลาออก​ ​ถ้า​ทํา​ไม่​ได้​ ​รับหน้าที่​ไม่​ได้​ ​ตะกี้ที่ปฏิญาณไป​ ​ดูดีๆ​ ​จะ​เป็น​การ​ไม่​ได้​ทําตามที่ปฏิญาณ


และ​ทรงมีพระราชดํารัสต่อ​ผู้​พิพากษาประจําศาลสํานักงานศาลยุติธรรม​ใน​วันเดียว​กัน​ ​ความ​ว่า​

ก็​เลย​ต้อง​ขอร้องฝ่ายศาล​ ​ให้​คิด​ ​ให้​ช่วย​กัน​คิด​ ​เดี๋ยวนี้ประชาชน​ ​ประชาชน​ทั่ว​ไป​เขา​หวัง​ใน​ศาล​ ​โดย​เฉพาะศาลฎีกา​ ​ศาล​อื่นๆ​ ​เขา​ยัง​บอกว่าศาล​ ​ขึ้นชื่อว่าศาล​ ​ดี​ ​ยัง​มี​ความ​ซื่อสัตย์​ ​สุจริต​ ​มี​เหตุมีผล​ ​และ​มี​ความ​รู้​ ​เพราะ​ท่าน​ได้​เรียนรู้กฎหมายมา​ ​และ​พิจารณา​เรื่องกฎหมายที่​จะ​ต้อง​ศึกษาดีๆ​ ​ประ​เทศชาติ​จึง​จะ​รอดพ้น​ได้​ ​ถ้า​ไม่​ทําตามหลักกฎหมาย​ ​หลักของการปกครองที่ถูก​ต้อง​ ​ประ​เทศชาติ​ไป​ไม่​รอด​ ​อย่างที่​เป็น​อยู่​เดี๋ยวนี้​ ​เพราะ​ว่า​ไม่​มี​ ​ไม่​มีสมาชิกสภา​ถึง​ ๕๐๐ ​คน​ ​ทํางาน​ไม่​ได้​

ก็​ต้อง​พิจารณาดูว่า​ ​จะ​ทํา​ยัง​ไง​ ​สําหรับ​ให้​ทํางาน​ได้​ ​จะ​มาขอ​ให้​พระมหากษัตริย์​เป็น​ผู้​ตัดสิน​ ​เขา​อาจ​จะ​ว่ารัฐธรรมนูญนี้​ ​พระมหากษัตริย์​เป็น​คนลงพระปรมาภิ​ไธย​ ​จริง​ ​แต่ลงพระปรมาภิ​ไธย​ ​ก็​เดือดร้อน​ ​แต่ว่า​ใน​มาตรา​ ๗ ​นั้น​ไม่​ได้​บอกว่าพระมหากษัตริย์สั่ง​ได้​ ​ไม่​มี​ ​ลองไปดูมาตรา​ ๗ ​เขา​เขียนว่า​ ​ไม่​มีการบทบัญญัติ​แบบประชาธิปไตย​ ​อันมีพระมหากษัตริย์​เป็น​ประมุข​ ​ไม่​ได้​บอกว่ามีพระมหากษัตริย์ที่​จะ​มาสั่งการ​ได้​ ​แล้ว​ก็ขอยืนยันว่า​ ​ไม่​เคยสั่งการอะ​ไรที่​ไม่​มีกฎเกณฑ์ของบทบัญญัติ​ใน​รัฐธรรมนูญ​ ​หรือ​กฎหมาย​ ​พระราชบัญญัติต่างๆ​  ​ทําถูก​ต้อง​ตามรัฐธรรมนูญทุกอย่าง​ ​อย่างที่​เขา​ขอ​ ​บอกว่า​ ​ขอ​ให้​มี​ ​ให้​พระราชทานนายกฯ​ ​พระราชทาน​ ​ไม่​เคย​ ​ไม่​เคยมีข้อนี้​ ​มีนายกฯ​ ​แบบมีการรับสนองพระบรมราชโองการ​ ​อย่างที่ถูก​ต้อง​ทุกครั้ง​ ​มีคน​เขา​ก็อาจ​จะ​มา​ ​มาบอกว่า​ ​พระมหากษัตริย์รัชกาลที่​ ๙ ​นี่ทําตามใจชอบ​ ​ไม่​เคยทําอะ​ไรตามใจชอบ​...
 
ต้อง​วันนี้​อยู่​ที่​ผู้​พิพากษาศาลฎีกา​เป็น​สําคัญ​ ​ที่​จะ​บอก​ได้​ ​ศาล​อื่นๆ​ ​ศาลปกครอง​ ​ศาลรัฐธรรมนูญ​ ​ศาลอะ​ไร​ ​ไม่​มีข้อที่​จะ​อ้าง​ได้
มากกว่าศาลฎีกา​ ​เพราะ​ว่า​ผู้​พิพากษาศาลฎีกา​ ​ที่​จะ​มีสิทธิที่​จะ​พูด​ ​ที่​จะ​ตัดสิน​ ​ฉะ​นั้น​ ​ก็ขอ​ให้​ท่าน​ได้​พิจารณาดู​ ​กลับไปพิจารณา​ ​ไปปรึกษา​กับ​ผู้​พิพากษาศาลอะ​ไร​อื่นๆ​ ​ศาลปกครอง​ ​ศาลรัฐธรรมนูญ​ ​ว่าควร​จะ​ทําอะ​ไร​ ​แล้ว​ต้อง​รีบทํา​ ​ไม่​งั้นบ้านเมืองล่มจม​...

ฉะ​นั้น​ต้อง​ไปพิจารณาดูดีๆ​ ​ว่าควร​จะ​ทําอะ​ไร​ ​ถ้า​ทํา​ได้​ ​ปรึกษาหารือ​กัน​ได้​จริงๆ​ ​ประชาชน​ทั้ง​ประ​เทศ​และ​ประชาชน​ทั่ว​โลก​ ​จะ​อนุ​โมทนา​ ​อาจ​จะ​เห็นว่า​ผู้​พิพากษาศาลฎีกา​ใน​เมืองไทย​ยัง​มี​ ​เรียกว่า​ยัง​มีน้ำ​ยา​ ​และ​เป็น​คนที่มี​ความ​รู้​ ​และ​ตั้งใจที่​จะ​ ​ที่​จะ​กู้ชาติจริงๆ​ ​ถ้า​ถึง​เวลา

ก็ขอขอบใจท่าน​ ​ที่ตั้งอกตั้งใจที่​จะ​ทําหน้าที่​ ​แล้ว​ก็ทําหน้าที่ดีๆ​ ​อย่างนี้​ ​บ้านเมืองก็รอดพ้น​ ​ไม่​ต้อง​กลัว​ ​ขอขอบใจที่ท่านพยายามปฏิบัติ​โดย​ดี​ ​แล้ว​ประชาชน​จะ​อนุ​โมทนา​ ​ขอบใจแทนประชาชน​ทั่ว​ทั้ง​ประ​เทศ​ ​ที่มี​ผู้​พิพากษาศาลฎีกา​ ​ที่​เข้มแข็ง​ ​ขอบใจ​ ​ขอ​ให้​ท่าน​สามารถ​ที่​จะ​ปฏิบัติงาน​ด้วย​ดี​ ​มีพลานามัยแข็งแรง​ ​ต่อสู้​ ​ต่อสู้นะ​ ​ต่อสู้​เพื่อ​ความ​ดี​ ​ต่อสู้​เพื่อ​ความ​ยุติธรรม​ใน​ประ​เทศ​ ​ขอขอบใจ

(พระราชดํารัส​ทั้ง​สององค์นี้​ ​คัด​จากเว็บไซต์​เครือข่ายกาญจนาภิ​เษก www.kanchanapisek.or.th)

ใน​แวดวงวิชาการ​ ​ธีรยุทธ​ ​บุญมี​ ​อาจารย์ประจําคณะสังคมวิทยา​และ​มานุษยวิทยา​ ​มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์​ ​เสนอแนวทาง​ “ตุลาการภิวัตน์” โดย​อ้างอิงพระราชดํารัส​ ๒๕ ​เมษายน​ ๒๕๔๙ ​และ​สนับสนุน​ให้​องค์กรตุลาการ​เข้า​มามีบทบาท​ใน​การแก้วิกฤตทางการเมือง​ ​ดังนี้

...พระราชดํารัสที่​จะ​ให้​คณะ​ผู้​พิพากษา​เป็น​ผู้​แก้ปัญหาวิกฤตของชาติ​ ​เป็น​การมองอํานาจศาลอย่างกว้างขวาง​ ​แนวที่​เปิดทาง​ให้​กับ​สิ่งที่ประ​เทศยุ​โรปเรียกว่ากระบวนการตุลาการภิวัตน์ของระบอบการปกครอง​ (judicialization of politics) และ​สหรัฐอเมริกา​เรียกว่าการตรวจสอบฝ่ายบริหาร​และ​นิติบัญญัติ​โดย​ระบบตุลาการ​ (power of judicial review) ซึ่ง​คือการที่อํานาจตุลาการ​เข้า​ตรวจสอบการออกกฎหมาย​ ​การ​ใช้​อํานาจของนักการเมืองอย่างเข้มงวดจริงจังตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย​ ​พ​.​ศ​. ๒๕๔๐ ​ประ​เทศไทยก็ก้าวเดินมาสู่กระบวนการตุลาการภิวัตน์นี้​โดย​ผ่านศาลรัฐธรรมนูญ​และ​ศาลปกครอง​ ​แต่​เนื่อง​จาก​ฝ่ายบริหาร​เข้า​รุกล้ำ​แทรกแซงกลไกราชการ​และ​อํานาจการตรวจสอบอย่างหนัก​ ​จนนํา​ไปสู่วิกฤตดังกล่าว​ ​พระบาทสมเด็จพระ​เจ้า​อยู่​หัว​จึง​ทรงแนะ​ให้​ทั้ง​สามศาล​ได้​เข้า​มามีบทบาทร่วม​กัน​เพื่อแก้วิกฤต

ตามทฤษฎีการเมือง​ ​เรา​จะ​มองการพระราชทานคํา​แนะนําครั้งนี้​ได้​อย่างไร?

ตามรัฐธรรมนูญ​ ​ใน​ฐานะประมุขของอํานาจอธิปไตย​ทั้ง​สามด้าน​ ​เมื่อเกิดวิกฤตการณ์​ ​ท่านทรง​ความ​ชอบธรรมที่​จะ​ชี้ทางแนะนําอํานาจ​ใด​อํานาจหนึ่ง​ให้​ปฏิบัติ​เพื่อแก้วิกฤตของชาติ

ใน​ฐานะประมุขของฝ่ายตุลาการสามศาล​ ​ซึ่ง​ใช้​รูปแบบการประชุมร่วมเพื่อแนะนําอํานาจฝ่าย​อื่น​ ​เช่น​ ​คณะกรรมการการเลือกตั้ง​ (กกต​.) ​ก็มี​ความ​ชอบธรรม​ ​เพราะ​แม้ประชาธิปไตย​จะ​ยึดหลักการแยกอํานาจ​ ​แต่​ไม่​ถือ​เป็น​หลักการแยกอํานาจเด็ดขาด​ ​การวิพากษ์วิจารณ์​ ​แนะนํา​ซึ่ง​กัน​และ​กัน​ ​ย่อมทํา​ได้ เช่น​ ​ฝ่ายบริหาร​หรือ​นักวิชาการอาจแนะนําศาลว่า​ ​การปฏิรูปการบริหารภาย​ใน​เพื่อเร่งรัดคดีต่างๆ​ ​ก็ย่อม​ได้

การแนะนํา​เป็น​การ​ใช้​อํานาจอย่างอ่อน​เป็น​ทางอ้อม​ ​เพราะ​เป็น​การแนะนํา​เชิงการเมือง​ ​ไม่​ใช่​เชิงคดี​ความ​ ​และ​ผู้​ได้​รับคํา​แนะนําอาจเลือก​ไม่​กระทําก็​ได้​ ​เช่นที่​ ​กกต​. ​เลือกที่​จะ​ไม่​ลาออก​ ​โดย​ถือว่า
ถูกตามกฎหมาย​ ​แต่​ไม่​ถูก​โดย​พฤตินัยอย่างยิ่ง​ โดย​เฉพาะ​เมื่อข้อแนะนําของประมุขศาลต่อ​ ​กกต​.​เกิดขึ้น​ ​สืบ​เนื่อง​จาก​คํา​แนะนํา​ซึ่ง​ประมุขของประ​เทศ​ได้​พระราชทานลงมา

ดัง​นั้น​ ​การแก้วิกฤตการเมือง​โดย​ตรง​ ​สามศาล​จะ​มีหนทางปฏิบัติ​ได้​อย่างไร?

ใน​ประการแรก​ ​คือการวินิจฉัยต้นตอของวิกฤต​หรือ​ที่มาของปัญหา​ให้​ชัดเจน​ ​ซึ่ง​ที่มาของปัญหา​ใน​สายตาของศาล​ ​ย่อม​ไม่​ใช่​เรื่องเฉพาะ​เจาะจง​ ​เช่น​ ​ทักษิณ​เป็น​ต้นตอปัญหา​หรือ​เรื่อง​ใน​ระดับนโยบาย​ ​แต่​ต้อง​เป็น​เรื่องหลักการ​ทั่ว​ไป​ ​หรือ​เรื่อง​ใน​ระดับโครงสร้าง​ ​ซึ่ง​พระ​เจ้า​อยู่​หัว​ได้​ทรงปรารภ​ไว้​ว่า​ “ศาลปกครองมีหน้าที่กว้างขวางมาก​... ​เพื่อ​ให้​การปกครองแบบประชาธิปไตยดํา​เนินการไป​ได้” และ​ศาลปกครอง​ได้​วินิจฉัยต่อมาว่า​ ​ศาลมีภารกิจ​ใน​การสนับสนุนระบอบการปกครองประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์​เป็น​ประมุข​ ​ซึ่ง​เมื่อพิจารณา​เช่นนี้ก็​ต้อง​พิจารณาว่าต้นตอที่การปกครองประชาธิปไตยดํา​เนินไป​ไม่​ได้​คืออะ​ไร

ต้นตอของปัญหา​ไม่​ใช่​การเลือกตั้ง​ซึ่ง​เกิด​จาก​ไทยรักไทยมองว่า​ ​ผู้​นําตัวเองขาด​ความ​ชอบธรรม​จาก​ปัญหาผลประ​โยชน์ทับซ้อน​ ​หลีกเลี่ยงกฎหมาย​ ​จึง​ชิงยุบสภา​ ​จัด​ให้​มีการเลือกตั้งขึ้น​ ​แล้ว​นํามาสู่ปัญหาต่างๆ​ ​ตามมา​ ​การแก้ปัญหาที่การจัดการเลือกตั้งก็​เป็น​การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ​ ​จะ​เกิดวิกฤตซับซ้อนขึ้นมาอีก​ได้​ ​ต้นตอของปัญหาคือการที่กลไกตรวจสอบถ่วงดุลของระบอบประชาธิปไตย​ไม่​ทํางาน​ ​หรือ​ทํางาน​ไม่​ได้​เต็มที่​ ​จนทํา​ให้​เกิดผลประ​โยชน์
ทับซ้อน​และ​คอร์รัปชั่นอย่างกว้างขวาง

ใน​ประการที่สอง​ ​เมื่อศาล​ได้​วินิจฉัยต้นตอปัญหา​แล้ว​ ​การกําหนดภารกิจที่ตามมาก็​จะ​ชัดเจนขึ้น​ ​คือศาล​ต้อง​เติมเต็ม​ใน​ข้อบกพร่องนี้​ ​ใน​การนี้ศาล​ได้​กําหนด​ไว้​กว้างๆ​ ​ว่า​ ภารกิจคือการเสริมสร้างระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์​เป็น​ประมุข​ ​ซึ่ง​เป็น​การตี​ความ​อํานาจตุลาการอย่างกว้าง​ ​โดย​ยึดถือเอาการแก้วิกฤตระบอบประชาธิปไตย​เป็น​ภารกิจประวัติศาสตร์ของศาล​ ​การกําหนดนี้ถูก​ต้อง​เพราะ​บ่งชี้ภารกิจที่ควรทํา​ใน​ช่วงประวัติศาสตร์ปัจจุบันนี้​ ​แต่ควรกินระยะ​เวลา​ใน​ช่วงยาวนานช่วงหนึ่งที่​จะ​ให้​เกิดกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุล​ ​และ​ให้​กระบวนการนี้​ไม่​ว่า​จะ​เป็น​ของ​ ​ป​.​ป​.​ช​. ​ปปง​. ​กกต​. ​สตง​. ​รวม​ทั้ง​ของศาล​ทั้ง​สาม​ ​ดํา​เนินไป​ได้​อย่างเคร่งครัดจริงจังพอสมควร​ ​ไม่​ใช่​ภารกิจเฉพาะหน้าสั้นๆ​ ​ซึ่ง​กระบวนการนี้คือกระบวนการที่​เรียกว่า​ ​ตุลาการภิวัตน์​ ​หรือ​ ​กฎหมายภิวัตน์​ ​หรือ​ ​นิติธรรมภิวัตน์​ (judicialization of politics) อย่างเคร่งครัดตามแนวที่หลายประ​เทศเลือก​ใช้​นั่นเอง

ทั้ง​นี้​ ​ประชาชนย่อมมองอย่าง​เข้า​ใจว่า​ ​การ​ใช้​อํานาจ​โดย​ตรงของศาลคือการตัดสินคดี​ ​ก็​เป็น​เรื่องที่ศาลกระทํา​ด้วย​ความ​ยากลําบาก​ ​เพราะ​ศาล​ใน​ฐานะสถาบันที่รักษา​ความ​สืบ​เนื่อง​จาก​หลักการ​ใน​อดีต​ ​และ​คํานึงผลประ​โยชน์ยาว​ไกล​ที่สุดของประ​เทศ​ ​ต้อง​ตัดสินคดี​ความ​ด้วย​ความ​เที่ยงธรรม​ ​ปราศ​จาก​อคติ​ ​ด้วย​หลักการ​ไม่​ใช่​นโยบาย​ ​ตัดสิน​ด้วย​หลักการกฎหมาย​ทั่ว​ไป​ไม่​ใช่​ลักษณะ​เฉพาะ​เจาะจง​ ​แต่การทํา​เพียง​เท่า​นี้อย่างจริงจัง​ ​ก็​จะ​ทํา​ให้​ประชาชนรู้สึกว่าระบบมีการตรวจสอบ​  ​สิทธิ​ใน​ชีวิต​ ​ทรัพย์สิน​ ​สิทธิทางการเมืองของตน​ไม่​ถูกละ​เมิด​  ​ซึ่ง​จะ​ช่วย​คลี่คลายวิกฤต​ได้

อย่างไรก็ตาม​ ​จาก​คํา​แถลงต่างๆ​ ​ดู​เหมือนว่า​ทั้ง​สามศาล
จะ​มองภารกิจของตนจบลงเพียงการจัดการเลือกตั้ง​ให้​ยุติธรรม​ ​แต่​ไม่​ใช่​เพื่อ​ให้​กระบวนการประชาธิปไตย​อยู่​ใน​สภาพที่สมดุลยั่งยืน​ ​ดังที่พระ​เจ้า​อยู่​หัว​ได้​ทรงเริ่มต้น​ไว้​ ​ถ้า​จะ​ให้​ประชาธิปไตยสมดุลยั่งยืนก็​ต้อง​แก้ที่ต้นเหตุ​ ​คือปัญหากลไก​และ​อํานาจการตรวจสอบ​ ​การทุจริตของนักการเมืองทํางาน​ไม่​ได้​ ​หรือ​ไม่​ยอมทํางาน​ ​ซึ่ง​ถ้า​แก้​ไม่​ได้​วิกฤตก็​จะ​เกิดขึ้นอีก​ ​และ​ถ้า​ดู​จาก​ทฤษฎีการเมือง​ใน​ระบอบประชาธิปไตย​ ​เรา​จะ​พบว่า​ ​พลังที่​จะ​ต้านทานถ่วงดุลฝ่ายอํานาจรัฐ​ (รัฐบาล​+​ข้าราชการ​+​นักการเมือง) ​ก็มี​เพียงสอง​ส่วน​คือ​ ​ภาคประชาสังคม​ ​คือสื่อ​และ​ภาคประชาชน​ ​กับ​อํานาจตุลาการ​ ​ซึ่ง​ถือ​เป็น​สถาบันที่มี​เกียรติภูมิ​ ​มี​ความ​เป็น​อิสระ​ ​และ​โดย​ฐานะชนชั้นก็​เป็น​กลุ่มที่​อยู่​ห่าง​ไกล​จาก​ผลประ​โยชน์ทางธุรกิจ​ ​และ​อํานาจการเมืองมากที่สุด

ใน​ปัจจุบัน​ ​ซึ่ง​ทั้ง​ภาคประชาสังคม​และ​สามศาล​ช่วย​กัน​แก้​ไขวิกฤตอย่างเต็มกําลังภาย​ใต้​พระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระ​เจ้า​อยู่​หัว​ ​ฝ่ายอํานาจรัฐ​ซึ่ง​รวม​ถึง​องค์กรอิสระบาง​ส่วน​ ​ก็​ยัง​ไม่​นําพา​กับ​เสียงเรียกร้องนี้ ถ้า​ทางอํานาจตุลาการ​ไม่​มองอํานาจตุลาการอย่างกว้าง​ ​และ​ขับเคลื่อนกระบวนการตุลาการภิวัตน์​  ​แล้ว​ปล่อยให้​นักการเมืองดํา​เนินการปฏิรูปการเมือง​ด้วย​ตัวเอง​ ​โดย​ที่ภาคประชาสังคม​ซึ่ง​กําลังถดถอยไปเรื่อยๆ​ ​เป็น​ฝ่ายกดดันฝ่ายเดียว​ ​ก็ยากที่​จะ​ทํา​ให้​การปฏิรูปการเมืองดํา​เนินไปอย่างมีผล​ได้​ ​ดุลยภาพก็​จะ​เสียไปอีก​ ​นํา​ไปสู่วิกฤตครั้ง​ใหม่​ซึ่ง​คง​จะ​รุนแรงกว่า​เก่า​ ​และ​มี​โอกาสมากที่​จะ​นํา​ไปสู่ระบอบเผด็จการประชานิยมที่ยาวนาน

(ธีรยุทธ​ ​บุญมี, “พิพากษาหา​ความ​ยุติธรรม​ให้​ประ​เทศ​ ​เพิ่มดุลยภาพการเมืองไทย​ ​ก้าวสู่การปฏิรูปการเมืองหน​ ๒” นํา​เสนอ​ใน​งานสัมมนาพิ​เศษ​ ​เรื่อง​ “วิกฤตประ​เทศไทย​ ​ยุคทุนนิยมไล่ล่า” ใน​โอกาสครบรอบ​ ๓๐ ​ปีของหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ​ ​ที่​โรงแรม แกรนด์​ ​ไฮแอท​ ​เอราวัณ​ ​กรุงเทพฯ​ ​เมื่อวันที่​ ๓๑ ​พฤษภาคม​ ๒๕๔๙, เน้นตัวหนา​โดย​ผู้​เขียน)


-๓-

ภายหลัง​จาก​พระราชดํารัส​ ๒๕ ​เมษายน​ ๒๕๔๙ ​มีการประชุมระหว่าง​ ๓ ​ศาล​ ​ได้​แก่​ ​ศาลฎีกา​ ​ศาลปกครอง​ ​และ​ศาลรัฐธรรมนูญ​ ​จาก​นั้น​ศาลรัฐธรรมนูญ​ได้​มีคําวินิจฉัยที่​ ๙/๒๕๔๙ ​ลงวันที่​ ๘ ​พฤษภาคม​ ๒๕๔๙ ​วินิจฉัยว่า​ ​การเลือกตั้ง​ ๒ ​เมษายน​ ๒๕๔๙ ​มีปัญหา​ความ​ชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญ​ใน​ส่วน​ที่​เกี่ยว​กับ​การกําหนดวันเลือกตั้ง​ ​การจัดการเลือกตั้ง​ ​การจัดคูหา​เลือกตั้งที่ส่งผล​ให้​ไม่​เป็น​การลงคะ​แนน​โดย​ลับ​ “เป็น​การเลือกตั้งที่ทํา​ให้​เกิดผลของการเลือกตั้งที่​ไม่​เที่ยงธรรม​ ​ไม่​เป็น​การปกครอง​ใน​ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง​ ​จึง​เป็น​การเลือกตั้งที่​ไม่​ชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญมาตรา​ ๒ ​มาตรา​ ๓ ​มาตรา​ ๑๐๔ ​วรรคสาม​ ​และ​มาตรา​ ๑๔๔ ​มาตั้งแต่​เริ่มต้นกระบวนการจัดการเลือกตั้ง​ ​คือ​ ​ตั้งแต่การกําหนดวันรับสมัครเลือกตั้ง​ ​การรับสมัครรับเลือกตั้ง​ ​การลงคะ​แนนเสียง​ ​การนับคะ​แนนเสียง​ ​การประกาศผลการเลือกตั้ง”

ต่อมาศาลปกครองกลางมีคําพิพากษาที่​ ๖๐๗-๖๐๘/๒๕๔๙ ใน​วันที่​ ๑๖ ​พฤษภาคม​ ๒๕๔๙ ​ย้ำ​อีกครั้งหนึ่งว่าการเลือกตั้ง​ ๒ ​เมษายน​ ๒๕๔๙ ​ไม่​ชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญ​ ​เพราะ​ “จัดเรียงคูหา​เลือกตั้ง​จาก​เดิมที่​ให้​ผู้​มา​ใช้​สิทธิ​เลือกตั้งหันหลัง​ให้​ผนัง​หรือ​ฉากกั้นที่​เลือกตั้ง​ ​มา​เป็น​ให้​ผู้​มา​ใช้​สิทธิ​เลือกตั้งหันหน้า​ไปทางผนัง​หรือ​ฉากกั้นที่​เลือกตั้ง​... ​จึง​เป็น​การกระทําที่ทํา​ให้​การออกเสียงลงคะ​แนน​ไม่​เป็น​ไป​โดย​ลับ​ทั้ง​ใน​ทางข้อเท็จจริง​และ​ใน​ทาง​ความ​รู้สึกของ​ผู้​มา​ใช้​สิทธิ​เลือกตั้ง” ศาลปกครองกลาง​จึง​พิพากษา​ให้​เพิกถอนการเลือกตั้ง​ ๒ ​เมษายน​ ๒๕๔๙ ​ทั้ง​แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง​และ​แบบบัญชีรายชื่อ​ทั้ง​หมด​ใน​ทุกเขตเลือกตั้ง​ ​และ​เพิกถอนการกระทําต่อมาอัน​เป็น​ผลสืบ​เนื่อง​จาก​การเลือกตั้ง​

ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญ​และ​ศาลปกครองเพิกถอนการเลือกตั้ง​ ๒ ​เมษายน​ ๒๕๔๙  ​มี​เสียงเรียกร้อง​ให้​ ​กกต​. ​ที่​เหลืออีกสี่คนลาออก​จาก​ตํา​แหน่ง​ ​เพื่อเปิดทาง​ให้​ศาลฎีกา​ได้​สรรหา​ ​กกต​. ​ชุด​ใหม่​  ​นายจรัญ​ ​ภักดีธนากุล​ ​เลขาธิการประธานศาลฎีกา​ ​แถลงว่า​ “ที่ประชุมของท่านประธานศาล​ทั้ง​สามศาล​ ​จึง​เห็นพ้อง​กัน​ว่า​ ​ทางศาล​จะ​เข้า​ไปมี​ส่วน​ร่วม​ใน​การจัดการเลือกตั้งครั้ง​ใหม่​ได้​ ​ก็ต่อเมื่อมีการสรรหา​และ​แต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งชุด​ใหม่​จาก​บุคคลที่มี​ความ​เป็น​กลางทางการเมืองอย่างแท้จริง​ ​และ​มี​ความ​เป็น​อิสระ​ ​ปราศ​จาก​บุญคุญ​ความ​แค้น​แก่ฝ่าย​ใด​ฝ่ายหนึ่ง​ ​เข้า​มาทําหน้าที่​  ​และ​การดํา​เนินการ​ใน​เรื่องนี้​จะ​ดํา​เนินการ​ได้​ต่อเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบัน​ ​ได้​เสียสละลาออก​จาก​ตํา​แหน่งหน้าที่ที่ดํา​เนินการ​ ​เพื่อเปิดทาง​ให้​กระบวนการสรรหา​และ​แต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งชุด​ใหม่​โดย​ศาลฎีกา​และ​วุฒิสภา​ ​สามารถ​ดํา​เนินไป​ได้​ตามบทบัญญัติ​แห่งรัฐธรรมนูญ” 

ใน​ขณะที่​ ​นายวิรัช​ ​ชินวินิจกุล​ ​เลขานุการศาลฎีกา​ ​ได้​ให้​สัมภาษณ์ว่า​ “เรา​ต้อง​การ​ให้​ ​กกต​. ​ทบทวนตัวเองอีกครั้ง​ ​ขอ​ให้​ ​กกต​. ​ทั้ง​สามท่านคิดว่า​จะ​ทําสิ่งอัน​ใด​ ​ขอ​ให้​ยึดถือประ​โยชน์ของบ้านเมืองเป็น​หลัก​ ​ผมขอเปิดใจว่าศาลฎีกา​และ​ศาลยุติธรรม​ไม่​เข้า​ข้างฝ่าย​ใด​ฝ่ายหนึ่ง​ ​ไม่​เคยทะ​เลาะ​กับ​ ​กกต​. ​เป็น​การ​ส่วน​ตัว​ ​และ​ไม่​ฝักใฝ่พรรคการเมือง​ใด​ ​ไม่​เคยทําตัวสนับสนุนกลุ่มการเมือง​ ​เรายืนหยัดข้างประชาชน​ ​เชื่อว่าสถานการณ์ขณะนี้ประชาชนอาจ​จะ​อึดอัดที่ปัญหายืดเยื้อ​ ​แต่ขอ​ให้​เข้า​ใจว่าศาล​ต้อง​ทํางาน​ใน​กรอบของกฎหมาย​ ​ไม่​อาจทําอะ​ไร​ให้​เร็ว​ดั่งใจ​ได้​ ​เพราะ​กฎหมาย​เป็น​กติกาของบ้านเมือง​ ​ศาล​เป็น​ผู้​รักษากฎหมาย​  ​สุดท้ายผมขอ​ให้​ประชาชนจับตาการไต่สวนคดี​ ​กกต​. ​เป็น​จํา​เลยของศาลอาญาอย่าง​ใกล้​ชิด​ ​เพราะ​จะ​มีกรณีที่น่าสนใจ​เป็น​อย่างยิ่ง”

จาก​ข้อเรียกร้องดังกล่าว​ ​มี​ ​กกต​. ​ลาออกไปหนึ่งคน​ ​แต่อีกสามคนยืนยัน​ไม่​ลาออก

สองเดือนถัดมา​ ​ศาลอาญามีคําพิพากษา​เมื่อวันที่​ ๒๕ ​กรกฎาคม​ ๒๕๔๙ ​ให้​ ​พล​.​ต​.​อ​.​วาสนา​ ​เพิ่มลาภ​ ​ประธาน​ ​กกต​. นายปริญญา​ ​นาคฉัตรีย์​ ​กกต​. ​และ​นายวีระชัย​ ​แนวบุญเนียร​ ​กกต​. ​จําคุก​ ๔ ​ปี​โดย​ไม่​รอลงอาญา​ ​และ​เพิกถอนสิทธิ​เลือกตั้ง​ ๑๐ ​ปี​ ​เพราะ​จัดการเลือกตั้ง​ใหม่​ที่​ไม่​สุจริต​และ​เที่ยงธรรม​ ​มิ​ใช่​เป็น​การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง​ ​และ​กระทําการอันมิชอบ​ด้วย​หน้าที่​เพื่อ​เป็น​คุณ​หรือ​เป็น​โทษแก่พรรคไทยรักไทย​ ​นอก​จาก​นี้ศาล​ยัง​ไม่​ให้​ประ​กัน​ตัว​ ​เพราะ​ “การจัดเลือกตั้ง​ ​ส​.​ส​. ​เมื่อวันที่​ ๒ ​เมษายน​ ๒๕๔๙ ​และ​การเลือกตั้งที่ต่อ​เนื่อง​มา​โดย​จํา​เลย​ทั้ง​สาม​ ​กลับถูกพรรคการเมืองหลายพรรค​และ​ประชาชน​ส่วน​หนึ่งต่อต้าน​ ​นอก​จาก​นี้​ยัง​มี​แพทย์​ ​อาจารย์คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง​ ​และ​ประชาชนหลายสาขาอาชีพ​ ​ทําการประท้วง​ด้วย​การฉีกบัตรเลือกตั้ง​โดย​เปิดเผย​ ​ประกอบ​กับ​หลายเขตเลือกตั้งที่มี​ผู้​สมัครเพียงคนเดียวพรรคเดียวได้​คะ​แนนเสียงน้อยกว่าร้อยละ​ ๒๐ ​ซึ่ง​ชี้​ให้​เห็นว่า​เป็น​ปรากฏการณ์ที่ผิดปกติของสังคม​ ​โดย​แทนที่จํา​เลย​ทั้ง​สาม​จะ​ใส่​ใจรีบหาทางแก้​ไข​ความ​ไม่​พอใจของประชาชน​ ​จํา​เลยกลับเดินหน้าจัดเลือกตั้งต่อไป​ ​ทั้ง​ที่​ยัง​ไม่​มีการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งหลายเขตอย่าง​เป็น​ทางการจนเกิดการหมุนเวียน​ผู้​สมัคร​ ​ทํา​ให้​เกิดวิกฤตศรัทธาต่อการจัดเลือกตั้งของจํา​เลย​ทั้ง​สามมากขึ้นตามลําดับ​ ​ซึ่ง​จํา​เลย​ทั้ง​สาม​เป็น​ผู้​มีวัยวุฒิ​และ​คุณวุฒิ​ ​เคยดํารงตํา​แหน่งระดับสูงมาก่อน​ ​ย่อมตระหนักดีว่า​ ​กกต​. ​เป็น​ตํา​แหน่งที่มี​ความ​สําคัญอย่างยิ่งต่อการเมืองการปกครอง​ใน​ระบอบประชาธิปไตย​ ​เมื่อประชาชนจํานวนมากรวม​ทั้ง​พรรคการเมือง​ไม่​ไว้​วางใจ​ใน​ความ​เป็น​กลาง​ ​ความ​สุจริต​และ​เที่ยงธรรมของจํา​เลย​ทั้ง​สาม​แล้ว​ ​ย่อมกระทบกระ​เทือน​ถึง​การจัดการเลือกตั้งทุกระดับ​

“การที่จํา​เลย​ทั้ง​สาม​ยัง​คงปฏิบัติหน้าที่​ใน​ตํา​แหน่งต่อไป​โดย​ไม่​ใยดีต่อ​ความ​เสียหายที่​เกิดขึ้น​จาก​การเลือกตั้ง​ ​ส​.​ส​.​ที่ผ่านมา​  ​และ​ไม่​ตระหนัก​ถึง​ความ​เสียหายที่​จะ​เกิดขึ้น​ใน​ภายหน้า​ ​จึง​ส่อพิรุธ​และ​ชี้​ให้​เห็นว่าจํา​เลย​ทั้ง​สามเห็นแก่ประ​โยชน์​ส่วน​ตนมากกว่าคํานึง​ถึง​ผลประ​โยชน์ของประ​เทศชาติ​ ​ด้วย​เหตุดังกล่าว​เป็น​ที่ประจักษ์​และ​เชื่อ​ได้​ว่า​ ​หากศาลอาญาสั่งอนุญาต​ให้​ปล่อยจํา​เลย​ทั้ง​สามระหว่างอุทธรณ์​ ​เพื่อ​ให้​โอกาสจํา​เลยกลับไปปฏิบัติหน้าที่จัดการเลือกตั้ง​ ​ส​.​ส​.​อีก​ ​ก็น่า​จะ​เกิด​ความ​ไม่​เรียบร้อย​ ​สุจริต​และ​เที่ยงธรรม​ ​เหมือนการเลือกตั้งที่ผ่านมา”


ผล​จาก​คําพิพากษาดังกล่าว​ ​ทํา​ให้​ ​กกต​.​ทั้ง​สามคน​ต้อง​พ้น​จาก​ตํา​แหน่งทันที​ ​เปิดทาง​ให้​มีการสรรหา​และ​เลือก​ ​กกต​.​ชุด​ใหม่​ ​ซึ่ง​ผลปรากฏว่า​ ​ได้​ ​กกต​. ​ที่​เป็น​ผู้​พิพากษา​ ๔ ​คน​และ​อัยการ​ ๑ ​คน


-๔-

เมื่อขบวนการ​ “ตุลาการภิวัตน์” ได้​แสดงผลงาน​ให้​เป็น​ที่ประจักษ์ชัด​ ​ด้วย​การ​ “ล้ม” การเลือกตั้ง​ ๒ ​เมษายน​ ๒๕๔๙ ​และ​ “ปลด” กกต​. ​ออก​จาก​ตํา​แหน่ง​แล้ว​ ​เสียงสังคม​ส่วน​ใหญ่​ต่างสนับสนุน​ “ตุลาการภิวัตน์” บาง​ส่วน​แม้​เห็นว่าคดี​เลือกตั้ง​ ๒ ​เมษายน​ ๒๕๔๙ ​มีข้อวิจารณ์​ใน​หลายประ​เด็น​ ​แต่ก็พอ​เข้า​ใจ​และ​พออนุ​โลม​ได้​ ​เพราะ​เป็น​ช่องทางแก้วิกฤตเรื่องการเลือกตั้งที่มีพรรคการเมือง​ใหญ่​พรรคเดียว เพื่อ​ให้​การเมืองไทยเดินหน้าต่อไป​ด้วย​การจัด​ให้​มีการเลือกตั้งที่​ “สมประกอบ”

พระบาทสมเด็จพระ​เจ้า​อยู่​หัวทรงลงพระปรมาภิ​ไธย​ในพระราชกฤษฎีกา​แก้​ไขเพิ่มเติมกําหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภา​ผู้​แทนราษฎร​เป็น​การเลือกตั้ง​ทั่ว​ไปเมื่อวันที่​ ๒๐ ​กรกฎาคม​ ๒๕๔๙  ​โดย​กําหนด​ให้​มีการเลือกตั้งสมาชิกสภา​ผู้​แทนราษฎร​เป็น​การ​ทั่ว​ไป​ใน​วันที่​ ๑๕ ​ตุลาคม​ ๒๕๔๙  ​ใน​การนี้พระองค์ทรงมีพระราชกระ​แสประกอบพระราชกฤษฎีกา​ความ​ว่า​  ๑. ​เหตุผลที่ทรงลงพระปรมาภิ​ไธย ​ด้วย​เหตุ​เพราะ​มีพระราชประสงค์ที่​จะ​เห็นประ​เทศชาติกลับสู่​ความ​สงบเรียบร้อย​โดย​เร็ว​  ๒. ​มีพระราชประสงค์​ให้​การเลือกตั้งสมาชิกสภา
ผู้​แทนราษฎรที่​จะ​มีขึ้น​ ​เป็น​ไป​ด้วย​ความ​บริสุทธิ์ยุติธรรมอย่างแท้จริง​

อย่างไรก็ตาม​ ​การเลือกตั้ง​ “สมประกอบ” ที่สังคมเฝ้ารอ​ ​กลับ​ไม่​เกิดขึ้น​ ​เพราะ​รัฐประหารอัปยศ​ ๑๙ ​กัน​ยายน​ ๒๕๔๙

สุภาษิต​ “เมื่อเสียงปืนดังขึ้น​ ​กฎหมายย่อมเงียบลง” กล่าวสําหรับประ​เทศไทย​แล้ว​ ​เป็น​กฎหมาย​เท่า​นั้น​ที่​เงียบลง​ ​แต่นักกฎหมายกลับเฟื่องฟูมากขึ้น​  ​คณะรัฐประหารยุค​ใหม่​ตระหนักดีว่า​ ​การทํา​ให้​อํานาจ​ “ดิบ​-​เถื่อน” อันเกิด​จาก​รัฐประหาร​ ​ให้​กลายสภาพ​เป็น​อํานาจที่​ “อ่อน​-​นุ่ม” ลง​ได้​นั้น​ ​จํา​ต้อง​อาศัยกลไกทางกฎหมาย​  ​และ​การ​ใช้​อํานาจ​ “ดิบ​-​เถื่อน” ปราบปรามศัตรูทางการเมือง​โดย​ตรง​ ​ย่อม​ไม่​แนบเนียน​เท่า​กับ​ยืมมือ​ “กฎหมาย” เข้า​ปราบปราม​ ​คณะรัฐประหาร​จึง​จํา​เป็น​ต้อง​ควานหานักกฎหมายจํานวนหนึ่งเพื่อทําหน้าที่บริการ

นิธิ​ ​เอียวศรีวงศ์​ ​กล่าว​ไว้​ใน​บท​ความ​ชื่อ​ “รัฐธรรมนูญ​ฉบับ​วัฒนธรรมไทย” ตอนหนึ่งว่า​

นักรัฐประหาร​ใน​เมืองไทย​นั้น​เป็น​นักกฎหมาย​โดย​สัญชาตญาณ​ ​รัฐธรรมนูญ​ทั้ง​ฉบับ​เอามากระทืบทิ้งต่อหน้าต่อตาคน​อื่น​ได้​ ​แต่กฎหมาย​เล็ก​น้อยเพียงแค่​จะ​เรียกเก็บค่าน้ำ​ชลประทานสักสิบบาท​ ​ก็​ต้อง​ดํา​เนินตามมาตรการที่ซับซ้อนยุ่งยาก​ให้​ถูก​ต้อง​ตามพิธีกรรม​ ​ทั้ง​นี้​เพราะ​นักรัฐประหารรู้ดีว่ากฎหมายมี​ความ​สําคัญแก่คนไทยอย่างมาก

สําคัญก็​เพราะ​ว่า​ ​กฎหมายทํา​ให้​พลังของ​ “อํานาจ” ตั้งมั่น​อยู่​ได้​ ​แม้ว่า​ “อํานาจ” มัก​จะ​กดขี่​เบียดเบียน​ให้​เดือดร้อน​ ​แต่​ถ้า​ไม่​มี​ “อํานาจ” เสียเลย​แล้ว​ “อิทธิพล” ก็​จะ​เหลิงเอา​ไม่​อยู่​เสียเลย​ ​ซึ่ง​ก็​จะ​กดขี่​เบียดเบียน​ให้​เดือดร้อน​ได้​มาก​ไม่​น้อยไปกว่า​ “อํานาจ”

คนไทยอาจ​ไม่​เชื่อ​ใน​ (การปกครอง​ด้วย​กฎหมาย) ​เหมือนฝรั่ง​ ​แต่คนไทยเชื่อ​ใน​ (การดํารงคง​อยู่​ของกฎหมาย) ​และ​รัฐธรรมนูญ​ฉบับ​วัฒนธรรมก็บัญญัติ​ให้​กฎหมายต่างๆ​ ​ดํารง​อยู่​อย่างมั่นคง​เป็น​อย่างยิ่ง​

กฎหมายดํารงคง​อยู่​ให้​ประจักษ์​ได้​ ​ไม่​ใช่​เฉพาะ​ใน​กระดาษ​ ​แต่​ส่วน​สําคัญของกฎหมายที่​ต้อง​ดํารงคง​อยู่​ใน​ทัศนะของคนไทย​ ​คือ​ “อํานาจ” ตุลาการ​

ใน​อุดมคติของคนไทย​ “อํานาจ” ตุลาการ​เป็น​ “อํานาจ” ที่บริสุทธิ์ที่สุด​ ​กล่าวคือ​ ​ปราศ​จาก​การแฝงเร้นของ​ “อิทธิพล” โดย​สิ้นเชิง​ ​ผู้​พิพากษา​ใน​ทัศนะของคนไทย​เป็น​คนสะอาดบริสุทธิ์​เพียงจุดเดียว​ใน​กระบวนการยุติธรรม​ทั้ง​กระบวนการ​ ​ความ​เชื่อเช่นนี้ทํา​ให้​คนไทยอุ่นใจ​ได้​ว่า​ “อํานาจ” มีพลัง​ใน​การคะคาน​กับ​ “อิทธิพล” ได้​จริง​ ​เพราะ​หาก​สามารถ​ทํา​ให้​กระบวนการยุติธรรมทํางานไปจนคดีขึ้นสู่ศาล​แล้ว​ “อิทธิพล” ก็​จะ​ถูกยับยั้ง​หรือ​บรรเทา​ความ​ร้ายกาจลง​ด้วย​ “อํานาจ” อันบริสุทธิ์ของ​ผู้​พิพากษา​...

...เมื่อ​เข้า​ใจ​ได้​เช่นนี้​ ​จะ​ยิ่งเห็น​ได้​ชัดว่ากฎหมาย​และ​ตุลาการ​นั้น​เป็น​ส่วน​สําคัญของเกมอย่างไร​ ​รัฐธรรมนูญ​ฉบับ​วัฒนธรรม​จึง​บัญญัติ​ให้​กฎหมาย​และ​ตุลาการ​เป็น​สิ่ง​ “ศักดิ์สิทธิ์” ที่นักรัฐประหาร​จะ​ไปแตะ​ต้อง​ง่ายๆ​ ​ไม่​ได้​เป็น​อันขาด

(นิธิ​ ​เอียวศรีวงศ์, “รัฐธรรมนูญ​ฉบับ​วัฒนธรรมไทย”, ศิลปวัฒนธรรม, ปีที่​ ๑๓, ฉบับ​ที่​ ๑ (พฤศจิกายน​ ๒๕๓๔), หน้า​ ๒๖๖-๒๘๕, ตีพิมพ์อีกครั้ง​ใน​ ชาติ​ไทย, เมืองไทย, แบบเรียน​และ​อนุสาวรีย์, สํานักพิมพ์มติชน, พิมพ์ครั้งที่​ ๒, ๒๕๔๗, หน้า​ ๑๒๕-๑๕๕.)

กล่าวสําหรับรัฐประหาร​ ๑๙ ​กัน​ยายน​ ๒๕๔๙ ​นักรัฐประหาร​และ​เนติบริกร​ผู้​ช่วย​ได้​ล้มล้างทฤษฎีของนิธิ​เสียสิ้น​ ​นักรัฐประหาร​และ​เนติบริกร​ผู้​ช่วย​ได้​ฉีกรัฐธรรมนูญ​ฉบับ​วัฒนธรรม​ (ที่นิธิ​เสนอ) ​ใน​ส่วน​ที่ว่า​ “รัฐธรรมนูญ​ฉบับ​วัฒนธรรม​จึง​บัญญัติ​ให้​กฎหมาย​และ​ตุลาการ​เป็น​สิ่ง​ ‘ศักดิ์สิทธิ์’ ที่นักรัฐประหาร​จะ​ไปแตะ​ต้อง​ง่ายๆ​ ​ไม่​ได้​เป็นอันขาด” พวก​เขา​ไม่​เพียง​เข้า​ไปแตะ​ต้อง​ใน​ส่วน​กฎหมาย​และ​ตุลาการ​เท่า​นั้น​ ​แต่​เข้า​ไป​ “รื้อ​-​สร้าง​-​จัดวาง” กลไกทางกฎหมาย​และ​องค์กรตุลาการเสีย​ใหม่​

นอก​จาก​ฉีกรัฐธรรมนูญ​ ๒๕๔๐ ​แล้ว​ ​คณะรัฐประหาร​ยัง​ได้จัดการ​ “ยุบ” ศาลรัฐธรรมนูญทิ้ง​ ​และ​ “ตั้ง” คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ​ใหม่เข้า​ทําหน้าที่​แทน​ ​อันประกอบ​ด้วย​ ​ประธานศาลฎีกา​เป็น​ประธาน​ ​ประธานศาลปกครองสูงสุด​เป็น​รองประธาน​ผู้​พิพากษา​ใน​ศาลฎีกา​ ที่ดํารงตํา​แหน่ง​ไม่​ต่ำ​กว่า​ผู้​พิพากษาศาลฎีกา​ซึ่ง​ได้​รับเลือก​โดย​ที่ประชุม​ใหญ่​ของศาลฎีกา​โดย​วิธีลงคะ​แนนลับจํานวน​ ๕ ​คน​ ​เป็น​ตุลาการรัฐธรรมนูญ​  ​และ​ตุลาการ​ใน​ศาลปกครองสูงสุด​ ​ซึ่ง​ได้​รับเลือก​โดย​ที่ประชุม​ใหญ่​ศาลปกครองสูงสุด​โดย​วิธีลงคะ​แนนลับจํานวน​ ๒ ​คน​ ​เป็น​ตุลาการรัฐธรรมนูญ​  ​ส่วน​บรรดาคดีที่​อยู่​ระหว่างการดํา​เนินการของศาลรัฐธรรมนูญก่อนวันที่​ ๑๙ ​กัน​ยายน​ ๒๕๔๙ ​ให้​โอนมา​อยู่​ใน​อํานาจ​และ​ความ​รับผิดชอบของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญชุดนี้​ ​ซึ่ง​คดีสําคัญคดีหนึ่งที่ค้าง​อยู่​ใน​กระบวนพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ​และ​ได้​โอนมา​เป็น​ของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ​ ​คือ​ ​คดียุบพรรคไทยรักไทย​และ​พรรคประชาธิปัตย์​

จะ​โดย​จงใจ​หรือ​ไม่​ก็สุดที่​จะ​ตรัสรู้​ได้​ ​ภายหลังรัฐประหาร​ได้​ ๑๑ ​วัน​ ​คณะรัฐประหาร​ได้​ออกประกาศคณะปฏิรูปการปกครอง​ใน​ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง​เป็น​ประมุข​ (คปค​.) ​ฉบับ​ที่​ ๒๗ ​ข้อ​ ๓ ​เพื่อเพิ่มโทษเพิกถอนสิทธิ​เลือกตั้ง​ ​ของกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบ​ ​ความ​ว่า​ “ใน​กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ​หรือ​องค์กร​อื่น​ที่ทําหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ​ ​มีคําสั่ง​ให้​ยุบพรรคการเมือง​ใดเพราะ​เหตุกระทําการ​ต้อง​ห้าม​ ​ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า​ด้วย​พรรคการเมือง​ ​พ​.​ศ​. ๒๕๔๑ ​ให้​เพิกถอนสิทธิ​เลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคการเมือง​นั้น​ ​มีกําหนด​ ๕ ​ปี​ ​นับแต่วันที่มีคําสั่ง​ให้​ยุบพรรคการเมือง”


-๕-

หากเชื่อ​กัน​ว่าขบวนการ​ “ตุลาการภิวัตน์” ที่​เพิกถอนการเลือกตั้ง​ ๒ ​เมษายน​ ๒๕๔๙  ​ขบวนการ​ “ตุลาการภิวัตน์” ที่ตัดสิน​ให้​คณะกรรมการการเลือกตั้งชุด​ ​พล​.​ต​.​อ​.​วาสนา​ ​เพิ่มลาภ​ ​พ้น​จาก​ตํา​แหน่ง​ ​เป็น​ขบวนการ​ “ตุลาการภิวัตน์” ที่นําพาสังคมไทยออก​จาก​วิกฤต​ได้​อย่างแท้จริง​ ​หากเบา​ใจว่ารัฐประหารอัปยศ​ ๑๙ ​กัน​ยายน​ ๒๕๔๙ ​เป็น​รัฐประหารที่นําพาบ้านเมืองไปสู่​ความ​สงบ​และ​หลุดพ้นวิกฤตของ​ความ​ขัดแย้ง​ ​ใน​เมื่อภารกิจนําประ​เทศพ้นวิกฤต​แล้ว​เสร็จ​ ​ขบวนการ​ “ตุลาการภิวัตน์” ก็น่า​จะ​ยุติลง​ได้​ด้วย​ดี​

แต่การณ์กลับตรง​กัน​ข้าม​ ​ภายหลังรัฐประหาร​ ​พายุ​ “ตุลาการภิวัตน์” ยัง​ตามมาอีกหลายระลอก​ ​เริ่มตั้งแต่คดียุบพรรคภาคหนึ่ง​

วันที่​ ๓๐ ​พฤษภาคม​ ๒๕๕๐ ​คณะตุลาการรัฐธรรมนูญมี
คําวินิจฉัยที่​ ๓-๕/๒๕๕๐ ​ยุบพรรคไทยรักไทย​และ​เพิกถอนสิทธิ
เลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค​เป็น​เวลา​ ๕ ​ปี​

ใน​คําวินิจฉัยนี้​ ​คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ​ ​(​ซึ่ง​ ​คมช​. ​แต่งตั้งขึ้น​ใหม่​แทนที่ศาลรัฐธรรมนูญ) ​ได้​ยอมรับอำนาจของคณะรัฐประหารอย่างชัดเจนว่า​ “ต่อมาวันที่​ ๑๙ ​กัน​ยายน​ ๒๕๔๙ ​ขณะที่คดีนี้​อยู่​ระหว่าง​ผู้​ถูกร้อง​ทั้ง​สามยื่นคําชี้​แจงข้อกล่าวหา​  ​คปค​. ​เข้า​ทําการยึดอํานาจการปกครองประ​เทศ​ ​และ​มีประกาศ​ ​คปค​.​ฉบับ​ที่​ ๓ ​ลงวันที่​ ๑๙ ​กัน​ยายน​ ​พ​.​ศ​. ๒๕๔๙  ​ข้อ​ ๑ ​ให้​รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย​ ​พ​.​ศ​. ๒๕๔๐ ​สิ้นสุดลง​  ​และ​ข้อ​ ๒ ​ให้​ศาลรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงพร้อม​กับ​รัฐธรรมนูญ​ ​ศาลรัฐธรรมนูญ​จึง​เป็น​อันสิ้นลงตั้งแต่วันที่​ ๑๙ ​กัน​ยายน​ ๒๕๔๙” และ​ “การที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย​ ​(​ฉบับ​ชั่วคราว) ​พ​.​ศ​. ๒๕๔๙ ​มาตรา​ ๓๕ ​วรรคหนึ่ง​ ​บัญญัติ​ให้​มีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ​ ​และ​มาตรา​ ๓๕ ​วรรคสี่​ ​บัญญัติ​ให้​อรรถคดี
ที่ค้างพิจารณา​อยู่​ใน​ศาลรัฐธรรมนูญก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง​ ​โอนมา​อยู่​ใน​อํานาจ​และ​ความ​รับผิดชอบของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ​  ​คณะตุลาการรัฐธรรมนูญย่อมมีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้​ ​ไม่​ว่าคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ​จะ​เป็น​ศาล​หรือ​องค์กรที่​ใช้​อํานาจตุลาการ​หรือ​ไม่​ก็ตาม”

ไม่​เพียงแต่​ไม่​ปฏิ​เสธการรัฐประหาร​ ​ซึ่ง​เป็น​การกระทําที่​ไม่​ชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญ​และ​ขัดต่อการปกครอง​ใน​ระบอบประชาธิปไตย​เท่า​นั้น​ ​คณะตุลาการรัฐธรรมนูญชุดนี้​ยัง​ยอมศิ​โรราบต่อผลิตผลของรัฐประหาร​ ​ด้วย​การนําประกาศ​ ​คปค​.​ฉบับ​ที่​ ๒๗ ​ข้อ​ ๓ ​มา​ใช้​บังคับเพื่อเพิกถอนสิทธิ​เลือกตั้งแก่กรรมการบริหารพรรคที่ถูกยุบ​เป็น​เวลา​ ๕ ​ปี​  ​ทั้งๆ​ ​ที่ประกาศ​ ​คปค​.​ฉบับ​ที่​ ๒๗ ​ออกมาหลัง​จาก​มีการกระทําอัน​เป็น​เหตุ​ให้​เกิดการยุบพรรค​ ​โดย​คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ​ให้​เหตุผลว่า​ “หลักการห้ามออกกฎหมายมีผลย้อนหลัง​เป็น​ผลร้ายแก่บุคคล​นั้น​ ​มีที่มา​จาก​หลักการที่ว่า​ ​ไม่​มีกฎหมาย​ ​ไม่​มี​ความ​ผิด​ ​ไม่​มี​โทษ​ ​แต่หลักการดังกล่าว​ใช้​บังคับ​กับ​การกระทําอัน​เป็น​ความ​ผิดอาญา​เท่า​นั้น” แต่​ “การเพิกถอนสิทธิ​เลือกตั้งมิ​ใช่​โทษทางอาญา​ ​เป็น​เพียงมาตรการทางกฎหมายที่​เกิด​จาก​ผลของกฎหมายที่​ให้​อํานาจยุบพรรคการเมือง” ย่อมมีผล​ใช้​บังคับย้อนหลัง​ได้

จาก​คําวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทยดังกล่าว​ ​จึง​มี​ผู้​กล่าว​กัน​ว่า​ ๑๙ ​กัน​ยายน​ ๒๕๔๙ ​เป็น​รัฐประหารยึดอํานาจ​จาก​รัฐบาล​ ​พ​.​ต​.​ท. ทักษิณ​ ​ชินวัตร​  ​และ​คําวินิจฉัย​ให้​ยุบพรรคไทยรักไทยเมื่อวันที่​ ๓๐ ​พฤษภาคม​ ๒๕๕๐ ​เป็น​รัฐประหาร​ “ซ้ำ” โดย​คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ​ ​เพื่อ​ให้​รัฐประหาร​ ๑๙ ​กัน​ยายน​ ๒๕๔๙ ​เบ็ดเสร็จเด็ดขาด​ ​และ​กําจัดปฏิปักษ์ทางการเมืองของคณะรัฐประหาร​ให้​สิ้นซาก

เมื่อกําจัดศัตรูทางการเมือง​แล้ว​ ​คณะรัฐประหารก็​ต้อง​จัดวางกลไก​และ​กติกาการเมืองต่างๆ​ ​เพื่อป้อง​กัน​ไม่​ให้​ศัตรูทางการเมืองฟื้นคืนชีพ​ได้​ ​คณะรัฐประหาร​จึง​ “คลอด” สภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อทําหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ​ฉบับ​ใหม่​

รัฐธรรมนูญนี้มีกลไก​ “ปราบปราม–ป้อง​กัน” ศัตรูทางการเมืองของคณะรัฐประหารซ่อน​อยู่​มาก​ ​เช่น​ ​เรื่องระบบการเลือกตั้ง​ ​รัฐธรรมนูญกําหนด​ให้​ผู้​มีสิทธิ​แต่ละคน​ ​มีสิทธิ​เลือก​ผู้​สมัคร​ได้​ใน​จํานวนที่​ไม่​เท่า​กัน​ ​บางเขตเลือกตั้งอาจเลือก​ได้​หนึ่งคนสองคน​หรือ​สามคน​แล้ว​แต่กรณี​ ​ซึ่ง​สร้าง​ความ​ไม่​เท่า​เทียม​กัน​ใน​การลงคะ​แนนของ​ผู้​มีสิทธิ​เลือกตั้ง​ใน​แต่ละ​เขต​

ใน​ส่วน​ของ​ ​ส​.​ส​.​ระบบสัด​ส่วน​จํานวน​ ๘๐ ​คน​ ​ซึ่ง​มา​จาก​การเลือกบัญชีรายชื่อ​โดย​แบ่ง​เป็น​ ๘ ​กลุ่มจังหวัด​ ​กลุ่มละ​ ๑๐ ​คน​นั้น​ ​ไม่​มี​เหตุผล​ใด​รองรับ​ ​นอก​จาก​เหตุผลที่ว่าหวาดกลัวพรรคการเมือง​ใหญ่​ใน​อดีต​ ​ที่​เคย​เข้า​ยึดครองที่นั่ง​ ​ส​.​ส​.​ระบบสัด​ส่วน​เป็น​จํานวนมาก​ ​และ​มีการอ้างตัวเลขคะ​แนนเสียงที่ประชาชนสนับสนุน​เท่า​นั้น

รัฐธรรมนูญนี้​ให้​อํานาจแก่วุฒิสภามาก​ ​ทั้ง​การกลั่นกรองร่างกฎหมาย​ ​การ​ให้​ความ​เห็นชอบบุคคล​ผู้​ดํารงตํา​แหน่ง​ใน​องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ​ ​การถอดถอน​ผู้​ดํารงตํา​แหน่งระดับสูง​ ​แต่กลับกําหนด​ให้​ ​ส​.​ว​. ​มีจํานวน​ ๑๕๐ ​คน​ ​โดย​มา​จาก​การเลือกตั้งจังหวัดละ​ ๑ ​คน​และ​จํานวนที่​เหลือ​ให้​มา​จาก​การสรรหา​

การผสมสัด​ส่วน​ของ​ ​ส​.​ว​.​ที่มา​จาก​การสรรหา​ ​ไม่​อาจตอบปัญหา​ความ​เป็น​ตัวแทนของประชาชน​ได้​ตามระบอบประชาธิปไตย​  ​โดย​เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณา​จาก​อํานาจอันมี​อยู่​มากของวุฒิสภา​  ​ยิ่งกว่า​นั้น​ ​การกําหนด​ให้​จังหวัดแต่ละจังหวัด​ไม่​ว่า​จะ​มีจํานวนประชากร​เท่า​ใด​ ​มี​ ​ส​.​ว​.​ได้​จังหวัดละ​ ๑ ​คน​ ​ก็​ยัง​ไม่​สามารถ​หา​เหตุผลมาอธิบาย​ได้​ใน​ทางวิชาการ​  ​สําหรับ​ ​ส​.​ว​.​ที่มา​จาก​การสรรหา​นั้น​ ​ก็ปรากฏว่าคณะกรรมการสรรหาล้วน​แล้ว​แต่​เป็น​บุคคล​ซึ่ง​มา​จาก​ฝ่ายตุลาการ​และ​ข้าราชการระดับสูง​ ​ซึ่ง​ดํารงตํา​แหน่งประธานองค์กรอิสระต่างๆ​ ​โดย​หา​ความ​เชื่อมโยง​กับ​ประชาชนมิ​ได้​ ​อันสะท้อน​ให้​เห็นอย่างชัดเจนว่า​ ​รัฐธรรมนูญนี้​ให้​คุณค่า​แก่บรรดาอภิชนมากกว่าการยอมรับนับถืออํานาจการตัดสินใจของประชาชน

กลไกสําคัญของรัฐธรรมนูญนี้อีกกลไกหนึ่ง​ ​คือ​ ​การยุบพรรค​ ใน​รัฐเสรีประชาธิปไตย​ ​พรรคการเมือง​จะ​ถูกยุบก็ต่อเมื่อมีการกระทําที่​เป็น​การทรยศต่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย​ ​เช่น​ ​มีอุดมการณ์​หรือนโยบายไป​ใน​ทางเผด็จการ​หรือ​ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์​  ​การยุบพรรคการเมืองไม่​ใช่​เกิด​จาก​สา​เหตุ​เล็ก​น้อย​ ​แต่รัฐธรรมนูญ​และ​กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ​ทั้ง​หลายกลับมีบทบัญญัติที่​เอื้อ​ให้​การยุบพรรค​เป็น​ไป
โดย​ง่าย​ ​เช่น​ ​กําหนด​ให้​พรรคการเมืองอาจถูกยุบ​ได้​หากมีกรรมการบริหารพรรคกระทําผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง​ ​นั่นก็หมาย​ความ​ว่า​ ​หากกรรมการบริหารพรรค​ใด​ได้​รับใบแดง​จาก​ ​กกต​.  ​พรรคการเมือง​นั้น​ก็อาจถูกยุบ​ได้​  ​ความ​ข้อนี้​ ​นับ​เป็น​การทําลาย​ความ​เข้มแข็งของพรรคการเมือง​โดย​แท้

ใบเหลือง​-​ใบแดง​ ​ก็​เป็น​อาวุธชั้นดีอีกชิ้นหนึ่ง​  ​ใน​ระบอบประชาธิปไตย​ ​การเลือกตั้ง​เป็น​เครื่องมือ​ใน​การแสดงเจตจํานงของประชาชน​ผู้​ทรงอํานาจอธิปไตย​ได้​อย่างชัดเจนที่สุด​ ​เมื่อประชาชน​ได้​ใช้​อํานาจอธิปไตยของตนเองผ่านการเลือกตั้ง​แล้ว​ ​การ​ใช้​อํานาจอธิปไตย​ต้อง​มีผลทันที​ ​โดย​ไม่​มีองค์กร​ใด​มากีดขวาง​ ​แต่รัฐธรรมนูญนี้กลับ​ให้​ ​กกต​.​เพียงห้าคน​ ​เป็น​ผู้​คั่นกลางการเลือกตั้ง​ ​มีอํานาจประกาศผลการเลือกตั้ง​หรือ​ให้​ใบเหลือง​-​ใบแดง​ผู้​สมัคร​ ​และ​ยัง​มีผลเบ็ดเสร็จเด็ดขาด​ ​เพราะ​ก่อนการประกาศผลการเลือกตั้ง​ไม่​อาจมีองค์กร​อื่น​ใด​ทบทวนคําวินิจฉัยของ​ ​กกต​.​ได้​

ใบเหลือง​-​ใบแดง​ ​นอก​จาก​จะ​ไม่​ทํา​ให้​เกิดการเมือง​ “ขาวสะอาด” (ซึ่ง​เป็น​เรื่องเพ้อฝัน) ​ยัง​กลับกลาย​เป็น​เครื่องกีดขวาง​ไม่​ให้​การเมือง​ได้​เดินหน้าต่อไปอย่างที่ควร​จะ​เป็น​ ​และ​ไม่​แน่นอนเสมอไปว่าการแสดงเจตจํานงของประชาชน​ผู้​ทรงอํานาจอธิปไตย​ ​จะ​ส่งผลทันที​ ​เพราะ​ ​กกต​. ​มีอํานาจ​ใน​การ​ไม่​รับรองเสียงที่ประชาชนลง​ให้​ผู้​สมัคร

และ​เพื่อ​ความ​ปลอดภัยของคณะรัฐประหารเอง​ ​ก็จํา​ต้อง​มีบทบัญญัติสักมาตราหนึ่งที่คุ้มครองคณะรัฐประหาร​และ​พวก​ ​ด้วย​เหตุนี้​เอง​ ​ภาย​ใน​รัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหาร​จึง​บรรจุมาตรา​ ๓๐๙ ​ซึ่งบัญญัติว่า​ “บรรดาการ​ใดๆ​ ​ที่รับรอง​ไว้​ใน​รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย​ ​(​ฉบับ​ชั่วคราว) ​พ​.​ศ​. ๒๕๔๙ ​ว่า​เป็น​การชอบ​ด้วย​กฎหมาย​และ​รัฐธรรมนูญ​ ​รวม​ทั้ง​การกระทําที่​เกี่ยว​เนื่อง​กับ​กรณีดังกล่าว​ ​ไม่​ว่าก่อน​หรือ​หลังวันประกาศ​ใช้​รัฐธรรมนูญนี้​ ​ให้​ถือว่าการ​นั้น​และ​การกระทํา​นั้น​ชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญนี้”

มาตรา​ ๓๐๙ ​นับ​เป็น​มาตราอัปยศที่สุด​ใน​ประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย​ ​รอง​จาก​มาตรา​ ๑๗ ​ของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรสมัยจอมพลสฤษดิ์​ ​ธนะรัชต์​  ​เพราะ​ ​มาตรา​ ๓๐๙ ​ได้​ “เสก” ให้​ ​คําสั่ง​ ​คปค​., ประกาศ​ ​คปค​., การปฏิบัติตามคําสั่ง​และ​ประกาศ​ ​คปค​. ​ไม่​ว่าก่อน​หรือ​หลังประกาศ​ใช้​รัฐธรรมนูญ​ ๒๕๔๙  ​และ​การกระทําที่​เกี่ยว​เนื่อง​กับ​คําสั่ง​ ​คปค​. ​ประกาศ​ ​คปค​. ​การปฏิบัติตามคําสั่ง​และ​ประกาศ​ ​คปค​. ​ไม่​ว่า​จะ​ใน​อดีต​ ​ปัจจุบัน​ ​หรือ​อนาคต​ ​ไม่​ว่า​โดย​แท้จริง​จะ​ชอบ​ด้วย​กฎหมาย​และ​รัฐธรรมนูญ​หรือ​ไม่​ก็ตาม​ ​กลาย​เป็น​สิ่งที่ชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญ​ ๒๕๕๐ ​ทุกประการ​

มาตรา​ ๓๐๙ ​เป็น​นวัตกรรมเพื่อคุ้ม​กัน​คณะรัฐประหารชิ้น​ใหม่​ของบรรดานักร่างรัฐธรรมนูญ​ ​ซึ่ง​ต่อยอดมา​จาก​มาตรา​ ๒๒๒ ​ของรัฐธรรมนูญ​ ๒๕๓๔ ​กล่าวคือ​ ​เดิมรัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหารมัก​จะ​มีมาตราหนึ่งที่รับรอง​ความ​ชอบ​ด้วย​กฎหมาย​ให้​กับ​การกระทําของคณะรัฐประหาร​อยู่​เสมอ​ ​แต่กรณีรัฐธรรมนูญ​ ๒๕๓๔ ​นักร่างรัฐธรรมนูญ​ได้​คุ้มครอง​ ​รสช​. ​เพิ่ม​เข้า​ไปอีกชั้นหนึ่ง​ ​โดย​กําหนด​ให้​การกระทําของ​ ​รสช​. ​ชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญทุกประการ​ ​ใน​ครั้ง​นั้น​ก็มี​เสียงวิจารณ์​กัน​มากว่าการกระทําของ​ ​รสช​. ​ไม่​อาจถูกตรวจสอบว่าขัดรัฐธรรมนูญ​หรือ​ไม่

ไม่​น่า​เชื่อว่า​เวลาผ่านมาสิบหกปี​ ​แทนที่บทบัญญัติคุ้มครองคณะรัฐประหารลักษณะนี้​จะ​ปลาสนาการไป​จาก​ระบบกฎหมายไทยตามพัฒนาการประชาธิปไตย​ ​กลับกลาย​เป็น​ว่ามาตรา​ ๒๒๒ ​ของรัฐธรรมนูญ​ ๒๕๓๔ ​ได้​รับการคิด​ค้น​อย่างพิสดารขึ้นไปอีก​ ​เพื่อคุ้มครองคณะรัฐประหารอย่างรัดกุม​-​มิดชิดมากขึ้น​ ​โดย​คุ้มครองคณะรัฐประหาร​ “ล่วงหน้า​ไป​ยัง​อนาคต​ด้วย” คือ​ไม่​เพียง​ “เสก” ให้​การกระทํา​ทั้ง​หลายของคณะรัฐประหารที่​เกิดขึ้น​แล้ว​ชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญ​ ​แต่​ยัง​ “เสกล่วงหน้า” ว่า​ใน​อนาคตหลังการประกาศ​ใช้​รัฐธรรมนูญนี้​ ​หากมีการกระทํา​ใด​ที่​เกี่ยว​เนื่อง​กับ​รัฐประหาร​ ​ก็ถือว่าชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญเช่น​กัน​ ​กล่าว​ได้​ว่ามาตรา​ ๓๐๙ ​เป็น​ประจักษ์พยานที่​แสดง​ถึง​การบรรลุวิชาขั้นสูงสุดของเนติบริกร​ผู้​รับ​ใช้​คณะรัฐประหาร​ ​คงเหลือเพียงแค่​เขียนรัฐธรรมนูญ​ให้​ชายกลาย​เป็น​หญิง​ ​หญิงกลาย​เป็น​ชายกระมัง​ ​ที่​เนติบริกรไทย​ยัง​ทํา​ไม่​ได้​ ​(​หรือ​ยัง​ไม่​ได้​ทํา?)

อนึ่ง​ ​ศาลรัฐธรรมนูญ​ได้​ยอมรับมาตรา​ ๓๐๙ ​อย่างชัดเจน​ ​และ​นํามา​ใช้​รับรอง​ความ​ชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญของประกาศ​ ​คปค​.​ฉบับ​ที่​ ๓๐ ​เรื่องการตรวจสอบการกระทําที่ก่อ​ให้​เกิด​ความ​เสียหายแก่รัฐ​ ​โดย​เฉพาะอย่างยิ่ง​ ​ได้​ยกมาตรา​ ๓๐๙ ​เพื่อรับรอง​ความ​ชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญของพระราชบัญญัติ​แก้​ไขเพิ่มเติมประกาศ​ ​คปค​.​ฉบับ​ที่​ ๓๐ ​(​ซึ่ง​ตราขึ้นหลังประกาศ​ใช้​รัฐธรรมนูญ​ ๒๕๕๐ ​และ​มาตรา​ ๓๐๙) (คําวินิจฉัยที่​ ๕/๒๕๕๑) ​นั่นก็หมาย​ความ​ว่า​ ​ทั้ง​ใน​ตัวบทของรัฐธรรมนูญ​ ​และ​คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ​ ​ต่างยืนยันว่ามาตรา​ ๓๐๙ ​รับรอง​ความ​ชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญ​ให้​กับ​ผลิตผลของคณะรัฐประหาร​และ​การกระทําที่​เกี่ยว​เนื่อง​ ​ทั้ง​ใน​อดีต​ ​ปัจจุบัน​ ​และ​อนาคต

ใน​โลกสมัย​ใหม่​ ​คณะรัฐประหารย่อม​ไม่​อาจยึดอํานาจบริหารประ​เทศ​ไว้​ได้​นาน​ ​เพราะ​นานาอารยประ​เทศ​ไม่​ให้​การยอมรับ​ ​เมื่อคณะรัฐประหารประ​เมินว่าการปราบปรามศัตรูทางการเมือง​และ​การจัดวางกติกา​หรือ​กลไกต่างๆ​ ​เพื่อ​ไม่​ให้​ศัตรูทางการเมืองฟื้นคืนชีพ​แล้ว​เสร็จ​ ​คณะรัฐประหาร​และ​พวกจํา​ต้อง​เปลี่ยนผ่าน​เข้า​สู่ระบบปกติ​ ​ด้วย​การจัด​ให้​มีการเลือกตั้งสมาชิกสภา​ผู้​แทนราษฎร​

พล​.​อ​.​สนธิ​ ​บุญยรัตกลิน​ ​หัวหน้าคณะรัฐประหาร​ ​ประกาศอย่างชัดเจน​ถึง​แผนบันได​ ๔ ​ขั้นที่​ต้อง​ดํา​เนินการต่อ​เนื่อง​หลัง​จาก​รัฐประหาร​ ๑๙ ​กัน​ยายน​ ๒๕๔๙ ​ได้​แก่​ “๑. ​การยุบพรรค​จะ​ต้อง​เกิดขึ้น​ ​เพราะ​คนที่มี​ส่วน​เกี่ยวข้อง​ ​มี​ความ​ผิดทางกฎหมาย​  ๒. ​คดีที่ผิดเรื่องการโกงกิน​และ​คอร์รัปชั่น​ ​จะ​ปรากฏ​  ๓. ​พรรค​จะ​เริ่มแตก​ ​และ​วิ่งกระจัดกระจาย​  ​และ​ ๔. ​เรื่องของคดีก็​จะ​สิ้นสุด​ ​และ​ไปสู่การลงประชามติของร่างรัฐธรรมนูญ​และ​การเลือกตั้ง”

การณ์กลับตาลปัตร​ ​การเลือกตั้ง​ ๒๓ ​ธันวาคม​ ๒๕๕๐ ​ภาย​ใต้กติกา​และ​เงาของคณะรัฐประหาร​ ​พรรคการเมืองที่​ได้​จํานวนเสียงมากที่สุดกลับ​เป็น​พรรคพลังประชาชน​ ​ซึ่ง​เป็น​พรรคตัวแทนของพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบไป​

จาก​ผลการเลือกตั้ง​ ๒๓ ​ธันวาคม​ ​หลายต่อหลายคนมองว่าคณะรัฐประหาร​และ​พวกประสบ​ความ​พ่ายแพ้​ ​เพราะ​ผลการเลือกตั้งชี้​ให้​เห็นว่าประชาชน​ส่วน​ใหญ่​เลือกพรรคการเมืองขั้วเดิม​ ​ทั้งๆ​ ​ที่กลไกอํานาจรัฐ​ทั้ง​หลายล้วน​แล้ว​แต่​ไม่​เอื้อประ​โยชน์​แก่พรรคการเมือง​นั้น

อาจกล่าว​ได้​ว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้​เป็น​การแสดงออก​ซึ่ง​การปฏิ​เสธรัฐประหาร​ ๑๙ ​กัน​ยายน​ใน​รูปแบบหนึ่ง​ ​อย่างไรก็ตาม​ ​หากพิจารณา​ให้​ถ่องแท้​ ​เรา​จะ​พบว่าคณะรัฐประหาร​และ​พวก​ไม่​ได้​พ่ายแพ้​ไปอย่างเด็ดขาด​ ​โดย​เฉพาะอย่างยิ่ง​ ​หากเราตั้งสมมติฐานว่า​ “ธง” ของคณะรัฐประหาร​และ​พวก​ ​คือ​ ​การกําจัดรัฐบาลเข้มแข็งออกไป​จาก​การเมืองไทย​ ​ไม่​ต้อง​การนายกรัฐมนตรีที่มา​จาก​การเลือกตั้ง​ซึ่ง​สามารถ​อ้างว่าตนเองมา​จาก​เสียงข้างมากอย่างแท้จริง​ ​ไม่​ต้อง​การ​ผู้​นําทางการเมือง​ใน​ระบบที่​ “พอฟัดพอเหวี่ยง” กับ​ผู้​มีบารมีนอกระบบ​ ​ก็นับ​ได้​ว่าคณะรัฐประหาร​และ​พวก​ยัง​ประสบ​ความ​สํา​เร็จ​อยู่​ ​เพราะ​ ​กลไกทางกฎหมายที่คณะรัฐประหาร​และ​พวกสร้างขึ้น​ ​ได้​ส่งผล​ให้​เห็น​เป็น​ที่ประจักษ์​ ​และ​ยัง​คง​ “ออกดอกผล” ต่อไป​ใน​อนาคต

เมื่อพรรคการเมืองเสียงข้างมาก​ใน​สภา​ผู้​แทนราษฎร​และ​แกนนํารัฐบาลคือพรรคการเมืองขั้วเดียว​กัน​กับ​ศัตรูของคณะรัฐประหาร​ ​ใน​ขณะที่กลไกทางกฎหมายที่คณะรัฐประหารวาง​ไว้​ยัง​คงดํารง​อยู่​

ขบวนการ​ “ตุลาการภิวัตน์” จึง​ยัง​ไม่​จบ???
 

-๖-

ใน​ระหว่างจัดตั้งรัฐบาลสมัคร​ ​สุนทรเวช​ ​มีข่าวหนาหูว่าอาจมีการแจกใบเหลือง​-​ใบแดงจํานวนมาก​ ​เพื่อ​ให้​เสียงของพรรคร่วมรัฐบาล​ไม่​พอ​  ​สุ​เทพ​ ​เทือกสุบรรณ​ ​เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์​ ​ยัง​มั่นใจว่าพรรคของตนมี​โอกาสจัดตั้งรัฐบาล​อยู่​ ​แต่ท้ายที่สุด​ ​พรรคพลังประชาชนก็ฝ่า​แรงต้านจนจัดตั้งรัฐบาล​ได้​สํา​เร็จ

การบริหารงานของรัฐบาลสมัคร​เป็น​ไป​ด้วย​ความ​ยากลําบาก​ ​เพราะ​ถูกปิดล้อม​ด้วย​กลไกทางกฎหมาย​ซึ่ง​ถูกจัดวาง​ไว้​ใน​รัฐธรรมนูญ​ ​เมื่อรัฐบาลสมัครตัดสินใจ​จะ​แก้​ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปลดล็อคกลไกเหล่านี้​ ​ก็​เข้า​ทางกลุ่มพันธมิตรฯ​ ​ใน​การหา​เหตุออกมาชุมนุมอีกครั้ง

แม้รัฐบาลสมัคร​จะ​เข้า​รับตํา​แหน่ง​ได้​ไม่​นาน​ ​แต่ก็​ไม่​มีช่วงเวลา​ “ดื่มน้ำ​ผึ้งพระจันทร์” เหมือนรัฐบาล​อื่น​  ​บรรดาสื่อมวลชน​ ​พันธมิตรฯ​ ​ฝ่ายค้าน​ ​และ​ ​ส​.​ว​.​บาง​ส่วน​ ​โจมตีรัฐบาลตั้งแต่วันแรกๆ​ ​มีกลุ่มคนที่ขะมักเขม้นสํารวจกลไกที่วาง​ไว้​ใน​รัฐธรรมนูญ​ ​เพื่อหาช่อง​ “ชง” เรื่องไป​ยัง​องค์กรอิสระ​และ​ศาล​เป็น​จํานวนมาก​ ​มิพัก​ต้อง​กล่าว​ถึง​ ​กรณีที่รัฐบาล​หรือ​ ​ส​.​ส​.​พรรคพลังประชาชน​จะ​ขยับทําอะ​ไร​ ​เป็น​อัน​ต้อง​มีคําขู่​จาก​สารพัดองค์กรว่า​จะ​ “ยุบพรรค–ปลด–ถอดถอน–ตัดสิทธิ​เลือกตั้ง” อยู่​ร่ำ​ไป

ใน​ที่สุด​ ​พายุ​ “ตุลาการภิวัตน์” ระลอก​ใหม่​ก็​โหม​เข้า​ใส่​รัฐบาลสมัคร​...

๒๗ ​มิถุนายน​ ๒๕๕๑ ​ศาลปกครองกลางมีคําสั่ง​ในคดีหมายเลขดําที่​ ๙๘๔/๒๕๕๑ ​ให้​รับคําฟ้องขอเพิกถอนการเสนอร่างแถลงการณ์ร่วมไทย​-​กัมพูชาต่อคณะรัฐมนตรี​ ​เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีที่​เห็นชอบ​ใน​ร่างแถลงการณ์ร่วมไทย​-​กัมพูชา​และ​ให้​รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประ​เทศ​เป็น​ผู้​ลงนาม​ใน​ร่างแถลงการณ์ร่วมไทย​-​กัมพูชา​  ​และ​เพิกถอนการลงนาม​ใน​แถลงการณ์ร่วมไทย​-​กัมพูชา​ ​นอก​จาก​นี้ศาลปกครองกลาง​ยัง​มีคําสั่งกําหนดมาตรการ​หรือ​วิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา​ไป​ใน​คราวเดียว​กัน

๘ ​กรกฎาคม​ ๒๕๕๑ ​ศาลฎีกามีคําสั่งที่​ ๕๐๑๙/๒๕๕๑ พิจารณา​ให้​เพิกถอนสิทธิ​เลือกตั้งของนายยงยุทธ​ ​ติยะ​ไพรัช​ ๕ ​ปี ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอมา​

ใน​วันเดียว​กัน​ ​ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยที่​ ๖-๗/๒๕๕๑ ​ว่าคํา​แถลงการณ์ร่วมไทย​-​กัมพูชา​ ​เป็น​ “หนังสือสัญญาที่อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณา​เขตของประ​เทศ​ ​ทั้ง​ยัง​มีผลกระทบต่อ​ความ​มั่นคงทางสังคมของประ​เทศอย่างกว้างขวางอีก​ด้วย​ ​ซึ่ง​ต้อง​ได้​รับ​ความ​เห็นชอบ​จาก​รัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา​ ๑๙๐ ​วรรคสอง” โดย​ที่ถ้อยคํา​ใน​มาตรา​ ๑๙๐ ​วรรคสอง​ ​มี​เพียงว่า​ “หนังสือสัญญา​ใด​มีบทเปลี่ยนแปลงอาณา​เขตไทย​...”  ไม่​มีคําว่า​ “อาจ”

๘ ​กัน​ยายน​ ๒๕๕๑ ​ศาลปกครองสูงสุดมีคําสั่งที่​ ๕๔๗/๒๕๕๑ ​ยืนตามคําสั่งศาลปกครองกลาง​ใน​คดี​แถลงการณ์ร่วมไทย​-​กัมพูชากรณีปราสาทพระวิหาร​ ​องค์คณะ​ใน​คดีนี้​ ​คือ​ ​องค์คณะที่หนึ่ง​ ​อันประกอบ​ด้วย​ประธานศาลปกครองสูงสุด​ ​รองประธานศาลปกครองสูงสุด​ ​และ​ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด​ ​ซึ่ง​โดย​ปกติมัก​จะ​ไม่​รับคดี​  ​จาก​นั้น​ไม่​นาน​ ​คอลัมน์ข้าราษฎร​ในหนังสือพิมพ์มติชน​ วันที่​ ๑๓ ​ตุลาคม​ ๒๕๕๑ ​ได้​เผยแพร่บท​ความ​ ​โดย​สายสะพาย​ผู้​เขียนคอลัมน์บอกว่า​เป็น​การเล่า​เรื่องสมมติ​ ​เพื่อตั้งคําถามทดสอบตุลาการ​ ​ดังนี้

ใน​การพิจารณาคดีสําคัญคดีหนึ่งของศาลสูง​ ​ผู้​บริหารศาล​ได้​จ่ายสํานวน​ให้​ตุลาการคณะหนึ่งพิจารณา​ ​ปรากฏว่าองค์คณะดังกล่าวมี​ความ​เห็นเสียงข้างมาก​ ๓ ​ใน​ ๕ ​เสียงเห็นว่า​ ​ควรกลับคําสั่งของศาลชั้นต้น​ ​มีการยกร่างคําสั่งเสียงข้างมากดังกล่าวเสร็จเรียบร้อย​แล้ว​ ​ปรากฏว่า​ความ​เห็นขององค์คณะที่พิจารณาคดีนี้​ไม่​ตรง​กับ​ความ​เห็นของ​ผู้​บริหารศาล​ ​จึง​มีการดึงคดีกลับ​ ​และ​จ่ายสํานวนไป​ให้​อีกองค์คณะหนึ่ง​ซึ่ง​มี​ผู้​บริหารศาลดังกล่าว​เป็น​หัวหน้าคณะ​เอง​ ​ผลการพิจารณาขององค์คณะ​ใหม่​ตรง​กัน​ข้าม​กับ​องค์คณะที่​โดนดึงสํานวนคืน​ ​แม้​เสียง​จะ​ไม่​เป็น​เอกฉันท์​ ​ทั้ง​นี้​เสียงข้างน้อย​ใน​องค์คณะ​ใหม่​ไม่​เห็น​ด้วย​กับ​วิธีการที่มีการดึงสํานวนขึ้น​และ​มีการบันทึก​ไว้​ใน​กระบวนพิจารณา​ด้วย​

คําถามแรกคือ​ ​การกระทําของ​ผู้​บริหารศาล​เป็น​การกระทําจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ​และ​กฎหมายที่บัญญัติว่า​ “ผู้​พิพากษา​และ​ตุลาการมีอิสระ​ใน​การพิจารณาอรรถคดี​ให้​เป็น​ไป​โดย​ถูก​ต้อง​ ​รวด​เร็ว​ ​และ​เป็น​ธรรมตามรัฐธรรมนูญ​และ​กฎหมาย” (รัฐธรรมนูญ​ ​มาตรา​ ๑๙๗ ​วรรคสอง) ​หรือ​ไม่​

คําถามสอง​ ​ถ้า​การกระทําของ​ผู้​บริหารศาล​เป็น​การจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ​และ​กฎหมาย​ ​เข้า​ข่ายการละ​เว้นการปฏิบัติหน้าที่​และ​ปฏิบัติหน้าที่​โดย​มิชอบ​และ​ความ​ผิดทางอาญา​อื่น​หรือ​ไม่​

คําถามสาม​ ​ถ้า​ท่าน​เป็น​ผู้​พิพากษาตุลาการ​ใน​ศาลดังกล่าว​ ​รู้​เห็น​และ​เป็น​ตุลาการที่​อยู่​ทั้ง​ใน​องค์คณะ​เดิม​และ​องค์คณะ​ใหม่​ ​ท่าน​จะ​ทําอย่างไร​

๑. ​นิ่งเฉยเสีย​ ​ขืนโวยวาย​หรือ​ร้องเรียน​จะ​เดือดร้อนแก่ตัวเอง​

๒. ​เห็นว่า​อยู่​ใน​สภาวะน้ำ​ท่วมปาก​ ​เพราะ​ถ้า​ร้องเรียน​ (มีหลักฐาน​อยู่​แล้ว​ ​เช่น​ ​บันทึกการจ่ายสํานวน​ ​คําสั่ง​ให้​คู่กรณีชี้​แจง​ ​เจ้าของสํานวนเปลี่ยนคน​ ​บันทึกกระบวนพิจารณา) ​จะ​เป็น​การทําลายสถาบันศาล​เพราะ​จะ​ทํา​ให้​สาธารณชน​ไม่​เชื่อถือศรัทธา​

๓. ​ร้องเรียนต่อหน่วยงานที่​เกี่ยวข้อง​ ​เช่น​ ​คณะกรรมการป้อง​กัน​และ​ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ​ (ป​.​ป​.​ช​.) ​หรือ​นําหลักฐานมา​เปิดโปงต่อสาธารณะ​ ​เพราะ​ถ้า​ปล่อย​ให้​มี​ผู้​บริหารศาลที่มีพฤติกรรมดังกล่าว​ ​เท่า​กับ​องค์กรมีลักษณะ​เน่า​ใน​ ​ประชาชนย่อม​ไม่​ได้​รับ​ความ​เป็น​ธรรม​ใน​การพิจารณาคดี​ให้​เป็น​ไปตามกฎหมาย​ ​และ​ไม่​เป็น​ธรรม​เนื่อง​จาก​จะ​มีการแทรกแซงการพิจารณาพิพากษาคดี​จาก​ผู้​บริหารศาล​ได้​เสมอ

ไม่​ว่า​ใน​ทางปฏิบัติจริง​ผู้​พิพากษาตุลาการ​จะ​ทําอย่างไร​ ​ไม่​รู้​ไม่​เห็น​เพราะ​ไม่​ใช่​หน้าที่​ ​การกระทําของท่านที่​ต้อง​เป็น​ไปตามคําสัตย์ปฏิญาณที่ว่า​จะ​ซื่อสัตย์สุจริต​และ​ปราศ​จาก​อคติ​ทั้ง​ปวง​นั้น​ ​เป็น​เพียงถ้อยคําที่ท่องแบบนกแก้วนกขุนทอง​หรือ​อยู่​ใน​มโนสํานึกที่​แท้จริง

๙ ​กัน​ยายน​ ๒๕๕๑ ​ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยที่​ ๑๒-๑๓/๒๕๕๑ ​ให้​นายสมัคร​ ​สุนทรเวช​ ​นายกรัฐมนตรีพ้น​จาก​ตํา​แหน่ง​ ​เพราะ​เป็น​ “ลูกจ้าง” โดย​ศาลรัฐธรรมนูญ​ให้​เหตุผลว่า​
“...การทํา​ให้​เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญดังกล่าวบรรลุผล​ ​จึง​มิ​ใช่​แปล​ความ​คําว่า​ ‘ลูกจ้าง’ ใน​รัฐธรรมนูญ​ ​มาตรา​ ๒๖๗ ​เพียงหมาย​ถึง​ลูกจ้างตาม​ความ​หมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่ง​และ​พาณิชย์​ ​ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน​หรือ​ตามกฎหมายภาษีอากร​เท่า​นั้น​...

“ดัง​นั้น​ ​คําว่า​ ‘ลูกจ้าง’ ตามรัฐธรรมนูญ​ ​มาตรา​ ๒๖๗ ​จึงมี​ความ​หมายกว้างกว่าคํานิยามของกฎหมาย​อื่น​ ​โดย​ต้อง​แปล​ความ​ตาม​ความ​หมาย​ทั่ว​ไป​ ​ซึ่ง​ตามพจนานุกรม​ฉบับ​ราชบัณฑิตยสถาน​ ​พ​.​ศ​. ๒๕๔๒ ​ได้​ให้​ความ​หมายของคําว่า​ ‘ลูกจ้าง’ ว่าหมาย​ถึง​ ‘ผู้​รับจ้างทําการงาน; ผู้​ซึ่ง​ตกลงทํางาน​ให้​นายจ้าง​โดย​ได้​รับค่าจ้าง​ไม่​ว่า​จะ​เรียกชื่ออย่างไร’ โดย​มิ​ได้​คํานึงว่า​จะ​มีการทําสัญญาจ้าง​เป็น​ลายลักษณ์อักษร​หรือ​ไม่​ ​หรือ​ได้​รับค่าตอบแทน​เป็น​ค่าจ้าง​ ​สินจ้าง​ ​หรือ​ค่าตอบแทน​ใน​ลักษณะที่​เป็น​ทรัพย์สินอย่าง​อื่น​ ​หากมีการตกลง​เป็น​ผู้​รับจ้างทําการงาน​แล้ว​ ​ย่อม​อยู่​ใน​ความ​หมายของคําว่า​ ‘ลูกจ้าง’ ตามรัฐธรรมนูญ​ ​มาตรา​ ๒๖๗ ​ทั้ง​สิ้น​...

“พยานหลักฐาน​ทั้ง​หมดมีน้ำ​หนัก​ให้​รับฟัง​ได้​ว่า​ ​ผู้​ถูกร้องทําหน้าที่พิธีกร​ใน​รายการชิมไป​ ​บ่นไป​ ​หลัง​จาก​เข้า​ดํารงตํา​แหน่งนายกรัฐมนตรี​แล้ว​ ​โดย​ผู้​ถูกร้อง​ยัง​คง​ได้​รับค่าตอบแทนที่มีลักษณะ​เป็น​ทรัพย์สิน​จาก​บริษัท​ ​เฟซ​ ​มี​เดีย​ ​จํากัด​  ​ดัง​นั้น​ ​การที่​ผู้​ถูกร้อง​เป็น​พิธีกร​ให้​แก่บริษัท​ ​เฟซ​ ​มี​เดีย​ ​จํากัด​ ​จึง​เป็น​การรับจ้างทําการงานตาม​ความ​หมายของคําว่า​ ‘ลูกจ้าง’ ตามนัยแห่งรัฐธรรมนูญ​ ​มาตรา​ ๒๖๗ ​กรณีนี้ถือ​ได้​ว่า​ ​ผู้​ถูกร้อง​เป็น​ลูกจ้างของบริษัท​ ​เฟซ​ ​มี​เดีย​ ​จํากัด​ ​เป็น​การกระทําอัน​ต้อง​ห้ามตามรัฐธรรมนูญ​ ​มาตรา​ ๒๖๗ ​ความ​เป็น​รัฐมนตรีของ​ผู้​ถูกร้อง​จึง​สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ​ ​มาตรา​ ๑๘๒ ​วรรคหนึ่ง​ (๗)”

ล่าสุด​ ๒ ​ธันวาคม​ ๒๕๕๑ ​ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัย​ใน​คดียุบพรรคภาคสอง​ ​อัน​ได้​แก่​ คําวินิจฉัยที่​ ๑๘/๒๕๕๑ ​ยุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย​และ​เพิกถอนสิทธิ​เลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค​ ๕ ​ปี​ คําวินิจฉัยที่​ ๑๙/๒๕๕๑ ​ยุบพรรคชาติ​ไทย​และ​เพิกถอนสิทธิ​เลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค​ ๕ ​ปี​ ​และคําวินิจฉัยที่​ ๒๐/๒๕๕๑ ​ยุบพรรคพลังประชาชน​และ​เพิกถอนสิทธิ​เลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค​ ๕ ​ปี​
                         
          
-๗-

จาก​ปรากฏการณ์​ “ตุลาการภิวัตน์” ตลอดเกือบสามปี​ ​ผู้​เขียนยืนยันว่านี่​ไม่​ใช่​ “การควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติ​และ​ฝ่ายบริหาร​โดย​องค์กรตุลาการ” (Judicial Review) ใน​นามของนิติรัฐ​ ​องค์กร​ผู้​ใช้​อํานาจตุลาการมีบทบาทสําคัญ​ใน​การควบคุมการ​ใช้​อํานาจของฝ่ายนิติบัญญัติ​ (ผ่านทางการควบคุม​ความ​ชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญของกฎหมายที่ออก​โดย​ฝ่ายนิติบัญญัติ) ​และ​ฝ่ายบริหาร​ (ผ่านทางการควบคุม​ความ​ชอบ​ด้วย​กฎหมายของการกระทําของฝ่ายปกครอง) ​อย่างไรก็ตาม​ ​การตรวจสอบการกระทําของฝ่ายนิติบัญญัติ​และ​ฝ่ายบริหาร​โดย​องค์กรตุลาการ​ ​หรือ​ “judicial review” ไม่​ได้​ดํารง​อยู่​อย่างปราศ​จาก​เงื่อนไข​หรือ​ไร้​ซึ่ง​ขอบเขต​

ต้อง​ไม่​ลืมว่าอีกมุมหนึ่งหลักนิติรัฐ​ใน​รัฐเสรีประชาธิปไตยก็​เรียกร้อง​ให้​มีการแบ่งแยกอํานาจ​ ​และ​จํา​เป็น​ต้อง​หาดุลยภาพแห่งอํานาจระหว่างองค์กร​ผู้​ใช้​อํานาจรัฐ​ทั้ง​หลาย​  ​องค์กรตุลาการเองก็​เช่น​กัน​ ​ต้อง​ตระหนัก​อยู่​เสมอว่าตนมีอํานาจ​ “เชิงรับ” ศาล​ไม่​อาจควบคุมองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติ​หรือ​ฝ่ายบริหาร​ได้​ใน​ทุกกรณี​ ​ตรง​กัน​ข้าม​ ​เรื่อง​จะ​ขึ้นไปสู่ศาล​ได้​ก็ต่อเมื่อมีการริ​เริ่มคดี​โดย​บุคคลที่​เกี่ยวข้องเสียก่อน​ ​และ​ศาล​ไม่​อาจลงมาหยิบยกเรื่อง​ใด​ขึ้นพิจารณา​ได้​ด้วย​ตนเอง​

การพิพากษาของศาลมิ​ใช่​กระทํา​ได้​อย่างปราศ​จาก​กฎเกณฑ์​ ​กว่าที่องค์กรตุลาการ​จะ​ผลิตคําพิพากษา​ได้​นั้น​ ​ต้อง​ผ่านขั้นตอนตั้งแต่​เงื่อนไขการฟ้องคดี​ ​เช่น​ ​ผู้​ฟ้องคดีมีสิทธิ​หรือ​มี​ส่วน​ได้​เสีย​ใน​การฟ้องคดี​หรือ​ไม่​ ​การฟ้องทําตามรูปแบบ​หรือ​ไม่​ ​วัตถุ​แห่งคดี​เป็น​กฎหมายที่ตรา​โดย​รัฐสภา​ (กรณีศาลรัฐธรรมนูญ) ​หรือ​เป็น​การกระทําของฝ่ายปกครอง​ (กรณีศาลปกครอง) ​หรือ​ไม่​ ​ฟ้องภาย​ใน​อายุ​ความ​หรือ​ไม่​ ​ศาลมี​เขตอํานาจพิจารณา​หรือ​ไม่​ ​จาก​นั้น​ยัง​ต้อง​ผ่านกระบวนพิจารณาที่​เป็น​ธรรมอีก​ ​ใน​ท้ายที่สุดเมื่อศาลตัดสิน​ ​ก็​ยัง​ต้อง​พิจารณาอีกว่า คําพิพากษาของศาลมีผล​เป็น​การ​ทั่ว​ไป​หรือ​มีผลผูกพันเฉพาะคู่​ความ​ ​มีผลย้อนหลัง​หรือ​มีผลไป​ใน​อนาคต​

ผู้​เขียน​ยัง​เห็นอีกว่าปรากฏการณ์​ “ตุลาการภิวัตน์” ใน​ประ​เทศไทยตลอดสามปีที่ผ่านมา​ ​ไม่​ใช่​การตัดสินคดี​ความ​อย่างก้าวหน้า​ (Judicial activism) และ​ไม่​ใช่​การตี​ความ​กฎหมายอย่างสร้างสรรค์​ (Constructive interpretation) เพราะ​ ​การตัดสินคดี​ความ​อย่างก้าวหน้าคือการที่​ผู้​พิพากษาพยายาม​ใช้​และ​ตี​ความ​กฎหมายอย่างสร้างสรรค์​ ​เพื่อวินิจฉัยคดี​ให้​เกิดผลไป​ใน​ทางที่ขยายขอบเขตการคุ้มครองสิทธิ​และ​เสรีภาพของประชาชนออกไปมากขึ้น​ ​การตัดสินคดี​ความ​อย่างก้าวหน้า​จึง​ไม่​ใช่​การตัดสินคดี​ความ​เพื่อปราบปรามศัตรูทางการเมืองขั้วตรงข้าม​ ​ไม่​ใช่​การตัดสินคดี​ความ​เพื่อ​ “ปลด” นักการเมือง​ ​ไม่​ใช่​การตัดสินคดี​ความ​เพื่อตามยุบพรรคการเมือง​ ​ไม่​ใช่​การตัดสินคดี​ความ​ที่​แทรกแซง​เข้า​ไป​ใน​เรื่อง​ความ​สัมพันธ์ระหว่างประ​เทศอัน​เป็น​อํานาจของรัฐบาล​โดย​แท้​

โรนัลด์​ ​ดวอร์กิ้น​ (Ronald Dworkin) สนับสนุนการตัดสินคดีอย่างก้าวหน้าของ​ผู้​พิพากษา​ ​ดวอร์กิ้นเสนอ​ไว้​ว่า​ผู้​พิพากษา​ต้อง​ทําหน้าที่ประดุจดังเฮอร์คิวลีส​ ​เขา​เห็นว่ากฎหมาย​ไม่​ได้​มี​แต่​เรื่องกฎเกณฑ์​ (Rules) แต่​ยัง​มีหลักการ​ (Principles) กํา​กับ​อยู่​ด้วย​ หลักการ​เป็น​มาตรฐานภาย​ใน​กฎหมาย​ ​ที่​ไม่​ได้​มี​เพื่อ​ความ​ก้าวหน้า​หรือ​ความ​มั่นคงทางเศรษฐกิจ​ ​การเมือง​ ​หรือ​สังคม​ ​แต่มี​เพราะ​การเรียกร้องของ​ความ​ยุติธรรม​ ​หลักการ​เป็น​ไปเพื่อ​ความ​ยุติธรรม​ ​ความ​เป็น​ธรรม​ ​ศีลธรรม​ ​เราอาจสืบ​ค้น​หลักการเหล่านี้​ได้​จาก​คดี​ความ​ ​กฎหมายบัญญัติ​ ​หรือ​ศีลธรรมของชุมชน​

นโยบาย​ (Policy) กับ​ ​หลักการ​ (Principles) เป็น​คนละ​เรื่อง​กัน ดวอร์กิ้น​ให้​คํานิยาม​ไว้​ชัดเจนว่า​ “ข้าพเจ้า​เรียกว่า​ ‘นโยบาย’ สําหรับมาตรฐานที่​ให้​นิยามเป้าประสงค์ที่​เรา​ต้อง​การไป​ถึง​ ​เช่น​ ​อาจเพื่อการปรับปรุง​ใน​เรื่องต่างๆ​ ​ที่​เกี่ยว​กับ​เศรษฐกิจ​ ​การเมือง​ ​หรือ​สังคมของชุมชน​... ​ข้าพเจ้า​เรียกว่า​ ‘หลักการ’ สําหรับมาตรฐาน​ซึ่ง​เรา​ต้อง​รักษา​ไว้​ ​ไม่​ใช่​เพราะ​ว่ามันทํา​ให้​เศรษฐกิจ​ ​สังคม​ ​การเมือง​ ​ก้าวหน้า​หรือ​มั่นคง​ ​แต่​เพราะ​ว่ามัน​เป็น​ข้อเรียกร้องของ​ความ​ยุติธรรม​ ​ความ
เป็น​ธรรม​ ​หรือ​มิติด้านศีลธรรม​อื่นๆ” (Ronald Dworkin, Prendre les droits au sérieux, PUF, 1995, p.80.)

เพื่อ​ให้​เห็นภาพชัดเจน​ ​ดวอร์กิ้นยกตัวอย่างว่า​ “จํานวนอุบัติ​เหตุทางรถยนต์​ต้อง​ลดลง​ ​นี่​เป็น​นโยบาย​ ​และ​ไม่​มีบุคคล​ใด​จะ​ได้​รับประ​โยชน์​จาก​ความ​ผิดของตนเอง​ ​นี่​เป็น​หลักการ”

ดวอร์กิ้นยกตัวอย่างคดี​ Riggs v. Palmer ปี​ ​ค​.​ศ​. ๑๘๘๙ มีประ​เด็น​ให้​พิจารณาว่าทายาทที่ฆ่าปู่​ยัง​คงรับมรดก​จาก​ปู่ตามที่ปู่​เขียน​ใน​พินัยกรรม​หรือ​ไม่​ ​ศาลบอกว่าหากพิจารณาตามกฎหมายบัญญัติ​แล้ว​ ​เมื่อพินัยกรรมระบุ​ให้​ทายาท​ผู้​นี้​เป็น​ผู้​รับมรดกก็​ต้อง​เป็น​ไปตาม​นั้น​ ​แต่ศาลเห็นว่ามีหลัก​ทั่ว​ไป​อยู่​ข้อหนึ่ง​ ​คือ​ ​ไม่​มีบุคคล​ใด​จะ​ได้​รับประ​โยชน์​จาก​ความ​ฉ้อฉล​หรือ​ความ​ผิดของตนเอง​ ​ศาล​จึง​วินิจฉัยว่าทายาท​ผู้​นี้​ไม่​มีสิทธิรับมรดก​จาก​ปู่​ ​แม้พินัยกรรมของปู่​จะ​กําหนด​ให้​ก็ตาม​ ​การที่ศาลยกหลัก​ทั่ว​ไปมาปรับ​ใช้​ ​หลัก​ทั่ว​ไปนี้ก็คือหลักการตาม​ความ​หมายของดวอร์กิ้นนั่นเอง​

ข้อ​ความ​คิดเรื่อง​ “หลักการ” ของดวอร์กิ้น​ ​มี​เพื่อยืนยันว่า​ผู้​พิพากษา​ไม่​อาจสร้างกฎเกณฑ์​ได้​เอง​ ​(​ซึ่ง​ต่าง​จาก​เฮอร์​เบิร์ต​ ​ฮาร์ท​ (H. L. A. Hart) ที่​เห็นว่า​ใน​บางกรณี​ ​ผู้​พิพากษาอาจสร้างกฎเกณฑ์​ได้​ ​หากกฎเกณฑ์ที่มี​อยู่​ไม่​ชัดเจน​หรือ​มีผลประหลาด) ​ดวอร์กิ้นเห็นว่า​ ​ต่อ​ให้​เป็น​คดีที่ยากที่สุด​ (Hard cases) อย่างไรเสียก็​ยัง​คงมี​ “หลักการ” ซ่อน​อยู่​ ​ซึ่ง​เป็น​หน้าที่ของ​ผู้​พิพากษา​แบบเฮอร์คิวลีส​ต้อง​หา​ให้​พบ​ ​แล้ว​จะ​ได้​คําตอบที่ถูก​ต้อง​ที่สุด​ (One right answer) เพราะ​ผู้​พิพากษา​เฮอร์คิวลีส​เป็น​ “นักกฎหมาย​ผู้​ชํานาญการ​ ​ทรง​ความ​รู้อดทนอดกลั้น​ ​และ​ฉลาดหลักแหลมเหนือมนุษย์” จึง​ต้อง​รับภาระ​ค้น​หาวิธีการแก้​ไขปัญหา​ใน​คดีที่ยาก​ ​ด้วย​การยึดมั่น​ใน​กฎหมายที่มี​อยู่​ ​ไม่​สร้างกฎหมายขึ้นมาใหม่​หรือ​แก้​ไขกฎหมาย​ด้วย​ตนเอง​ ​แต่​ต้อง​ตี​ความ​ด้วย​ความ​ระมัดระวังเพื่อ​ให้​ได้​ผลเลิศที่สุด​เท่า​ที่​จะ​เป็น​ไป​ได้

ดวอร์กิ้นเห็นว่ากฎหมาย​นั้น​มี​ความ​เป็น​เอกภาพ​ ​เขา​เปรียบเทียบ​เป็น​ “สายโซ่ของกฎหมาย” เช่นเดียว​กับ​นวนิยายเรื่องหนึ่งที่​เขียน​โดย​กลุ่มนักเขียน​ ​นักเขียนนวนิยายคนหนึ่งรับหน้าที่​เขียนบทหนึ่ง​ ​นักเขียนคนต่อมาก็​ต้อง​เขียนบทต่อไปที่มี​ความ​เชื่อมโยงร้อยเรียง​จาก​บทก่อน​ ​โดย​ที่บท​ใหม่​ต้อง​เขียน​ให้​ดีที่สุด​

อุปมาของดวอร์กิ้นนี้​เสมือน​กับ​พัฒนาการการตัดสินคดีของศาลสูงสหรัฐอเมริกานั่นเอง​ ​เช่น​ ​ภายหลังสิ้นสุดสงครามแยกตัวออก​จาก​สหรัฐอเมริกา​ ​สภาคองเกรส​ได้​แก้​ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อเลิกทาส​ใน​ปี​ ​ค​.​ศ​. ๑๘๖๕ ​และ​รับรองสิทธิ​เลือกตั้งของคนผิวดํา​ใน​ปี​ ​ค​.​ศ​. ๑๘๗๐  ​แต่​ใน​คดี​ Plessy v. Ferguson ปี​ ​ค​.​ศ​. ๑๘๙๖ ​ศาลสูงสหรัฐอเมริกากลับตี​ความ​บทบัญญัติที่ว่า​ “การคุ้มครอง​ความ​เสมอภาคตามกฎหมาย” เพื่อรับรอง​ความ​ชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญของการแบ่งแยกที่นั่งบนรถไฟระหว่างคนขาว​กับ​คนดํา​ ​ใน​กรณีที่​แบ่งแยก​แล้ว​คนดํา​ได้​ประ​โยชน์​แต่คนขาวเสียประ​โยชน์​ ​เพราะ​ศาลถือว่า​เป็น​การ​ “แบ่งแยกแต่​เสมอภาค”

เกือบหกสิบปีต่อมา​ ​ศาลสูง​ได้​วางหลัก​ใหม่​ใน​คดี​ Brown v. Board of Education ปี​ ​ค​.​ศ​. ๑๙๕๔  ​ลินดา​ ​บราวน์​ ​สมัคร​เข้า​เรียนโรงเรียนประถมของคนผิวขาวที่ตั้ง​อยู่​ข้างบ้าน​ ​แต่​โรงเรียน​ไม่​รับสมัคร​ ​เธอ​และ​พวก​จึง​มาฟ้องต่อศาล​ ​ใน​คดีนี้​ ​ศาลสูง​ได้​กลับหลัก​จาก​คดี​ Plessy v. Ferguson โดย​ให้​เหตุผลว่า​ “เรา​ไม่​อาจหมุนนาฬิกาย้อนกลับไปปี​ ​ค​.​ศ​. ๑๘๖๘ ​ที่มีการแก้​ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ​ใน​เรื่อง​ความ​เสมอภาค​ ​เช่น​กัน​ ​เรา​ไม่​อาจย้อนไปปี​ ​ค​.​ศ​. ๑๘๙๖ ​ที่ตัดสินคดี​ Plessy v. Ferguson เรา​ต้อง​พิจารณาการศึกษาสาธารณะ​ใน​ฐานะ​เป็น​ดังแสงสว่างของการพัฒนา​ ​และ​อยู่​ใน​ชีวิตของคนอเมริ​กัน​ทั่ว​ทั้ง​ชาติ​ ​เพียง​เท่า​นี้​เราก็​จะ​พิจารณา​ได้​ว่าการแบ่งแยกสีผิว​ใน​โรงเรียนของรัฐละ​เมิดหลักการคุ้มครอง​ความ​เสมอภาคตามกฎหมาย​หรือ​ไม่” การแบ่งแยกสีผิว​จึง​ขัดรัฐธรรมนูญ​

การสนับสนุนบทบาทของ​ผู้​พิพากษา​ใน​การตัดสินคดีอย่างก้าวหน้าตาม​ความ​คิดของดวอร์กิ้น​นั้น​ตรง​กัน​ข้าม​กับ​ปรัชญาของเต๋า​ ​ใน​เต๋า​เต็กเก็ง​ ​เล่าจื๊อแสดงทัศนคติต่อกฎหมาย​และ​องค์กรตุลาการ​ใน​แง่​ไม่​ดีนัก​ ​เขา​เห็นว่ากฎธรรมชาติ​เป็น​กฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์กว่ากฎหมายที่มนุษย์บัญญัติขึ้น​ ​เป็น​กฎเกณฑ์ที่นํามา​ซึ่ง​ความ​ยุติธรรม​ ​ยิ่งมนุษย์บัญญัติกฎหมายเพื่อแก้ปัญหามาก​เท่า​ไร​ “โจร​ผู้​ร้ายยิ่งชุกชุม​ ​ประชาราษฎรยิ่งยากจน​ ​อาวุธยิ่งแหลมคม​ ​ประ​เทศยิ่งวุ่นวายสับสน” ดัง​นั้น​ “ปราชญ์ย่อมปกครอง​ด้วย​การ​ไม่​ปกครอง”

ใน​ส่วน​ขององค์กรตุลาการ​นั้น​ ​เล่าจื๊อเห็นว่า​ ​บรรดาตุลาการ​เป็น​กลไกของ​ความ​รุนแรง​ ​มุ่งแก้​ไขแต่ปัญหาข้อผิดพลาด​และ​รับอาณัติมาทําลายล้าง​ผู้​อื่น​โดย​ใช้​กฎหมาย​เป็น​เครื่องมือ​ ​ใน​ท้ายที่สุด​ ​ตุลาการก็​ต้อง​รับ​ความ​เดือดร้อน​จาก​การที่ตนเอง​ใช้​ความ​รุนแรง

เล่าจื๊อเปรียบเทียบว่า​ ​ตุลาการ​เป็น​คนธรรมดาที่รับอาสา​เป็น​ผู้​ถือขวาน​ (กฎหมาย) ​ไปตัดต้นไม้​ ​(​ความ​รุนแรง) ​แทนช่างไม้​  ​ผู้​ถือขวานไปตัดต้นไม้​แทนช่างไม้​ “ยากนักที่​จะ​หนีพ้น​จาก​บาดแผลของคมขวาน”

ใน​มุมมองของฌาคส์​ ​แดร์ริดา​ (Jacques Derrida) การตัดสินคดีของ​ผู้​พิพากษา​ไม่​ใช่​เป็น​การบังคับปรับ​ใช้​กฎหมาย​เท่า​นั้น​ ​แต่​ยัง​เป็น​การสร้างกฎหมาย​ด้วย​ ​เมื่อสร้างกฎหมาย​ใหม่​โดย​ผ่านการตัดสินคดี​หรือ​ตี​ความ​มากขึ้น​ ​ใน​ที่สุดก็ถือว่า​ไม่​มีกฎหมาย​ใดๆ​ ​เลย​ ​แต่​เป็น​ผู้​พิพากษาที่สร้างกฎหมายขึ้นเอง​ใน​แต่ละคดี​ ​ดัง​นั้น​ ​การตี​ความ​กฎหมายก็คือกฎหมายนั่นเอง​

ผู้​พิพากษา​ใน​ทัศนะของแดร์ริดา​จึง​มี​เสรีภาพกว้างขวางมาก​ ​เมื่อ​ผู้​พิพากษามีอํานาจมากเช่นนี้​ ​การตัดสินคดีของ​ผู้​พิพากษา​จึง​ต้อง​รับผิดชอบต่อสังคม​ ​ใน​ขณะ​เดียว​กัน​ก็​ไม่​ได้​หมาย​ความ​ว่าบุคคล​อื่นๆ​ ​จะ​ละ​เลย​ไม่​ใส่​ใจกฎหมาย​ด้วย​เห็นว่า​เป็น​เรื่องของ​ผู้​พิพากษา​เท่า​นั้น​ ​ตรง​กัน​ข้าม​ ​ทุกคน​ต้อง​มี​ส่วน​ร่วมรับผิดชอบกฎหมาย​ ​เพราะ​กฎหมาย​ไม่​ใช่​สมบัติของนักกฎหมาย​เท่า​นั้น​

สําหรับเยอร์​เก้น​ ​ฮา​เบอร์มาส​ (Jürgen Habermas) เขา​ไม่​เชื่อว่า​เรา​จะ​ค้น​พบ​ผู้​พิพากษาที่​เก่งกาจเหมือนเฮอร์คิวลีสตามจินตภาพของดวอร์กิ้น​ ​ถึง​กระ​นั้น​เขา​ก็สนับสนุน​ให้​ผู้​พิพากษา​ใช้​และ​ตี​ความ​กฎหมายอย่างสร้างสรรค์​

ฮา​เบอร์มาสเห็นว่าคําพิพากษาที่ถูก​ต้อง​ ​ต้อง​ประกอบ​ด้วย​ความ​มั่นคงแน่นอน​ใน​กฎหมาย​และ​ความ​ถูก​ต้อง​สมเหตุสมผล​ ​ความ​ชอบธรรมของคําพิพากษา​จะ​เกิดขึ้น​ได้​ ​ก็ต่อเมื่อผ่านการถกเถียง​ทั้ง​จาก​คู่​ความ​ ​ผู้​ประกอบวิชาชีพกฎหมาย​ ​ตลอดจนสังคม​ ​การเขียนคําพิพากษาของ​ผู้​พิพากษา​จึง​ไม่​ได้​เขียนเพื่อคู่​ความ​เท่า​นั้น​ ​แต่คําพิพากษา​ต้อง​สื่อ​ถึง​สังคม​ด้วย​  ​ใน​เรื่องคดี​ความ​ต่างๆ​ ​จึง​ไม่​ควรถูกผูกขาดเฉพาะ​ผู้​ประกอบวิชาชีพกฎหมาย​เท่า​นั้น​ ​แต่​ต้อง​อยู่​ใน​พื้นที่สาธารณะ​ให้​สังคม​ได้​มี​โอกาสถกเถียง​ ​การเปิดโอกาส​ให้​บุคคล​ทั่ว​ไป​ได้​วิจารณ์คําพิพากษา​จึง​เป็น​ปัจจัยสําคัญ​ใน​การสร้าง​ความ​ชอบธรรมทางประชาธิปไตย​ให้​แก่คําพิพากษา​นั้น​

เช่น​กัน​ ​ปรากฏการณ์​ “ตุลาการภิวัตน์” ตลอดสามปีที่ผ่านมา​ ​ไม่​ใช่​ judicialization of politics เพราะ​ judicialization of politics คือ​ความ​พยายามทํา​ให้​เรื่องที่​เกี่ยวพัน​กับ​การเมือง​หรือ​สังคม​เข้า​สู่การพิจารณาขององค์กรตุลาการ​ ​เมื่อเรื่องเหล่านี้​แปรสภาพกลาย​เป็น​ข้อพิพาท​ใน​ศาล​แล้ว​ ​องค์กรตุลาการก็มี​โอกาสแสดงบทบาททางการเมือง​หรือ​วางหลักการนโยบายต่างๆ​ ​ด้วย​การกระทําผ่านคําพิพากษา​ องค์กรตุลาการ​จึง​มี​ส่วน​ร่วม​ใน​ทางการเมือง​จาก​การตัดสินคดีนั่นเอง​

judicialization of politics เกิดขึ้น​ได้​ใน​สองกรณี​

กรณี​แรก​ ​สภาพแวดล้อมทางการเมือง​ ​สังคมวิทยาการเมือง​ ​เสียงเรียกร้องของสังคม​ ​ตลอดจนนิตินโยบาย​ ​เรียกร้อง​ให้​องค์กรตุลาการ​เข้า​มามีบทบาท​ ​เพราะ​เห็นว่า​เรื่องทางการเมือง​ใน​บางกรณี​ ​ให้​ฝ่ายการเมืองจัดการ​กัน​เอง​ยัง​ไม่​เพียงพอ​ ​และ​กลไกทางการเมืองแก้ปัญหา​ไม่​ได้​ ​เช่น​ ​กรณีนักการเมืองทุจริต​หรือ​บริหารงานผิดพลาดร้ายแรง​ ​เดิมนักการเมือง​ต้อง​รับผิดชอบทางการเมือง​ (ลาออก​ ​ไม่​ได้​รับการเลือกตั้งกลับ​เข้า​มา​ ​ถูกอภิปราย​ไม่​ไว้​วางใจ​ ​ถูกถอดถอนออก​จาก​ตํา​แหน่ง) ​ต่อมา​เห็น​กัน​ว่า​ความ​รับผิดเพียงแค่นี้​ยัง​ไม่​เพียงพอ​ ​จึง​แปรสภาพเรื่องเหล่านี้​ให้​เป็น​คดี​ ​โดย​อาจ​ให้​มี​ความ​รับผิดทางอาญา​ (มาตรฐานเข้มข้นกว่าบุคคล​ทั่ว​ไป) ​แล้ว​ให้​ศาล​เป็น​ผู้​พิจารณาคดี​ ​เพราะ​องค์กรตุลาการมี​ความ​เป็น​อิสระย่อมจัดการคดี​เหล่านี้​ได้​ดี​และ​อิสระกว่าปล่อย​ให้​ฝ่ายการเมืองจัดการ​กัน​เอง​

เมื่อเห็นพ้อง​ต้อง​กัน​เช่นนี้​ ​ก็​ต้อง​กําหนด​ไว้​ใน​รัฐธรรมนูญ​หรือ​กฎหมาย​ให้​ชัดเจนเพื่อขยายเขตอํานาจขององค์กรตุลาการ​ให้​ครอบคลุม​ถึง​กรณี​ใด​บ้าง​ ​เช่น​ ​กําหนด​ไว้​ใน​รัฐธรรมนูญ​หรือ​กฎหมายเฉพาะ​ ​ให้​ศาลมี​เขตอํานาจพิจารณาคดีทุจริตของนักการเมือง​ ​หรือ​กําหนด​ให้​การกระทําบางประ​เภทของนักการเมืองถือว่ามี​ความ​ผิดทางอาญา​และ​ให้​ศาล​เป็น​ผู้​มีอํานาจวินิจฉัย​เพราะ​ถือว่า​แปรสภาพ​เป็น​คดีอาญา​แล้ว​  ​สําหรับประ​เทศไทย​ ​ปรากฏ​ให้​เห็น​ใน​รัฐธรรมนูญ​ ๒๕๔๐ ​ได้​แก่​ ​ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจวินิจฉัยกรณี​แสดงบัญชีทรัพย์สิน​เป็น​เท็จของ​ผู้​ดํารงตํา​แหน่งทางการเมือง​ ​จัดตั้งศาลฎีกา​แผนกคดีอาญาของ​ผู้​ดํารงตํา​แหน่งทางการเมืองขึ้นมาทําหน้าที่​โดย​เฉพาะ​ ​ซึ่ง​มีวิธีพิจารณา​และ​กระบวนการขั้นตอนที่​แตกต่าง​จาก​คดี​อื่นๆ​

กรณีที่สอง​ ​ความ​เข้มแข็งของชุมชนกฎหมาย​  ​ใน​สังคม​ต้อง​มีกลุ่มคนที่นิยม​ใช้​ช่องทางกฎหมาย​และ​กระบวนการยุติธรรม​ใน​การต่อสู้​ ​เช่น

ใน​อิสรา​เอล​ judicialization of politics เฟื่องฟูมาก​ ​เพราะ​มีกลุ่ม​ cause lawyers ที่หมั่น​ “ชง” เรื่องไป​ยัง​ศาล​ ​ทํา​ให้​ศาลมี​โอกาส​เข้า​มามีบทบาททางการเมือง​และ​สังคม​ ​โดย​กระทําผ่านทางคําพิพากษา​

ใน​ยุ​โรป​ ​มีสมาคม​และ​องค์กรเอกชนมากมายที่คอยตรวจสอบฝ่ายการเมือง​และ​หาช่องทางฟ้องคดีอย่างขยันขันแข็ง​ ​หาก​ไม่​มีการฟ้องคดี​ ​ศาลก็​ไม่​มี​เวที​ให้​แสดงบทบาท​ ​ดัง​นั้น​ judicialization of politics ย่อมแปรผันตามจํานวนคดี​ ​หากมีการฟ้องคดีมาก​ ​โอกาสเกิด​ judicialization of politics ก็มีมากตามไป​ด้วย​

ผลงานรูปธรรมของ​ judicialization of politics ใน​ยุ​โรป​ ​อเมริกา​ ​และ​อิสรา​เอล​ ​คือ​ ​ศาลปรับ​ใช้​กฎหมายเพื่อพิพากษาคดี​ไป​ในทางคุ้มครองสิทธิ​และ​เสรีภาพของประชาชนมากขึ้น​ ​โดย​เฉพาะอย่างยิ่ง ​สิทธิของคนกลุ่มน้อย​  judicialization of politics มุมหนึ่ง​ ​เปิดโอกาส​ให้​ศาล​เข้า​มามีบทบาททางการเมือง​ ​อีกมุมหนึ่ง​ ​เปิดโอกาส​ให้​เสียงข้างน้อย​ใช้​ศาล​เป็น​ช่องทางสู้​กับ​เสียงข้างมาก​ ​ให้​คนกลุ่มน้อย​ใช้​ศาลปกป้องสิทธิของตน​

จะ​เห็น​ได้​ว่า​ judicialization of politics ทํา​ให้​องค์กรตุลาการมีบทบาทเชิงรุกมากกว่า​เดิม​ ​แต่​เชิงรุกที่ว่านี้​เป็น​ “รุก​ใน​รับ” เป็น​ “รุกแบบมี​เงื่อนไข” คือศาล​ไม่​อาจลงไป​ “เล่น” การเมือง​ได้​เอง​ ​แต่​ต้อง​มีคนฟ้องคดีขึ้นมา​และ​แสดงผ่านคําพิพากษา​ ​ซึ่ง​สาธารณชนก็​สามารถ​เข้า​มาตรวจสอบมาตรฐาน​และ​ความ​ถูก​ต้อง​เหมาะสมของคําพิพากษา​ได้​อีก​ ​โดย​ศาล​ต้อง​ตระหนักเสมอว่า​ ​หากแสดงบทบาทเชิงรุกมากเกินไป​ ​ฝ่ายการเมืองก็อาจ​ใช้​อํานาจโต้กลับ​ได้​ ​จึง​ต้อง​หาดุลยภาพ​ให้​พอเหมาะ

judicialization of politics จึง​ไม่​ใช่​กรณีที่ศาล​จะ​อาศัยคําพูดของใครคน​ใด​คนหนึ่งเพื่อ​เป็น​แรงสนับสนุน​ให้​ศาล​ได้​เข้า​ไปแทรกแซงเรื่องการเมือง​ได้​โดย​ที่​ไม่​มีกฎหมายกําหนด​

ผู้​เขียน​ได้​สํารวจตําราต่างประ​เทศ​เท่า​ที่สติปัญญา​จะ​พึงมี​ ​ขอยืนยันว่า​ Judicial Review, Judicial activism, Judicialization of politics ใน​นานาอารยประ​เทศ​ ​ไม่​มีกรณีศาลเพิกถอนการเลือกตั้งทุกเขต​ทั่ว​ประ​เทศ​ ​ด้วย​มูลเหตุ​เพียงจัดคูหาออกด้านนอก​ ​ไม่​มีกรณีศาลสั่งยุบพรรค​และ​เพิกถอนสิทธิ​เลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคแบบ​ “เหมารวม​-​ยกเข่ง” ด้วย​มูลเหตุ​เพียงว่ามีกรรมการบริหารพรรคคนหนึ่งกระทํา​ความ​ผิด​ ​ไม่​มีกรณีที่ศาล​ใช้​กฎหมาย​เป็น​โทษย้อนหลังเพื่อเพิกถอนสิทธิ​เลือกตั้ง​ ​ไม่​มีกรณี​ให้​นายกรัฐมนตรีพ้น​จาก​ตํา​แหน่ง​เพราะ​มีลักษณะ​ต้อง​ห้าม​เนื่อง​จาก​เป็น​ลูกจ้าง​ ​และ​ใน​วันที่ศาลตัดสินลักษณะ​ต้อง​ห้ามก็หมดไป​แล้ว​

ตรง​กัน​ข้าม​ Judicial Review, Judicial activism, Judicialization of politics ใน​นานาอารยประ​เทศ​ ​มี​แต่กรณีศาลตรวจสอบ​ความ​ชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญของกฎหมายที่ตรา​โดย​รัฐสภา​ ​ศาล
ตรวจสอบ​ความ​ชอบ​ด้วย​กฎหมายของการกระทําทางปกครอง​ ​ศาล​ใช้​และ​ตี​ความ​กฎหมายเพื่อขยาย​ความ​คุ้มครองสิทธิ​และ​เสรีภาพของประชาชน​

-๘-

เราอาจตั้งข้อสังเกต​ได้​ว่า​ ​เดิมศาลไทยมัก​จะ​จํากัดอํานาจตนเอง​ ​โดย​เฉพาะอย่างยิ่งกรณีข้อพิพาทที่ก้าวล้ำ​เข้า​ไป​ใน​เรื่องบริหาร​หรือ​เรื่องนโยบาย​ ​เห็น​ได้​จาก​การมีคําพิพากษาศาลฎีกาจํานวนมากที่ศาล​ไม่​รับฟ้อง​ ​เพราะ​เห็นว่า​เป็น​เรื่องนโยบายบ้าง​ ​เป็น​เรื่องดุลพินิจของฝ่ายบริหารบ้าง​ ​เป็น​เรื่องการ​ใช้​อํานาจตามมาตรา​ ๑๗ ​ของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรสมัยจอมพลสฤษดิ์บ้าง​ ​เป็น​เรื่องที่​ผู้​ฟ้องคดี​ไม่​มีอํานาจฟ้องบ้าง​ ​เพิ่งปรากฏ​ให้​เห็น​ใน​ช่วงสามปีนี้​เองว่าศาลไทยขยันขันแข็ง​เป็น​พิ​เศษ​  ​อย่างไรก็ตาม​ ​ความ​ขยันขันแข็งที่ว่านี้ก็มี​เพียงมิติ​เดียว​ ​คือมิติ​ “ปราบปราม” นักการเมือง​ ​แต่​ใน​เรื่องขยาย​ความ​คุ้มครองสิทธิ​และ​เสรีภาพของประชาชน​นั้น​ ​กลับ​ไม่​มาก​เท่า​ไรนัก​ ​จริง​อยู่​ ​แม้​จะ​มีพัฒนาการที่ดีขึ้น​ ​แต่​เมื่อเทียบ​กับ​การปราบปรามนักการเมือง​แล้ว​ ​ก็​ยัง​ถือว่าน้อย​อยู่​มาก​

ตัวอย่างที่​เห็นภาพชัดเจนคือ​ ​คดีศิริมิตร​ ​บุญมูล​

ศิริมิตร​ ​บุญมูล​ ​ทนาย​ความ​มีร่างกายผิดปกติ​เนื่อง​จาก​โปลิ​โอ​ ​ไปสมัครสอบ​ผู้​ช่วย​ผู้​พิพากษา​ ​คณะอนุกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติของ​ผู้​สมัครสอบคัดเลือก​ ​เพื่อบรรจุ​เป็น​ข้าราชการตุลาการ​ใน​ตํา​แหน่ง​ผู้​ช่วย​ผู้​พิพากษาพิจารณา​ ​เห็นว่า​ ​ศิริมิตรมีร่างกาย​ไม่​เหมาะสมตามพระราชบัญญัติระ​เบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ​ ​เห็นสมควร​ไม่​รับสมัคร​

ต่อมา​ ​ใน​การประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม​ (ก​.​ต​.) ​ครั้งที่​ ๑๓/๒๕๔๓ ​เมื่อวันที่​ ๑๔ ​และ​ ๑๖ ​มีนาคม​ ๒๕๔๓ ​เห็นชอบ​ด้วย​กับ​ความ​เห็นของคณะอนุกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติของ​ผู้​สมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุ​เป็น​ข้าราชการตุลาการ​ใน​ตํา​แหน่ง​ผู้​ช่วย​ผู้​พิพากษา​ ​จึง​มีมติ​ไม่​รับสมัคร​ ​เนื่อง​จาก​เป็น​กรณีที่ร่างกาย​ไม่​เหมาะสม​

ศิริมิตรเห็นว่าพระราชบัญญัติระ​เบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการน่า​จะ​ไม่​ชอบ​ด้วย​หลัก​ความ​เสมอภาคตามรัฐธรรมนูญ​ ​จึง​ร้องต่อ​ผู้​ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา​ ​เพื่อเสนอเรื่องพร้อม​ความ​เห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ​ให้​พิจารณาวินิจฉัย​ใน​ประ​เด็น​ความ​ชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญดังกล่าว​ ​ผู้​ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาพิจารณา​แล้ว​จึง​ส่งเรื่องไป​ให้​ศาลรัฐธรรมนูญตามที่ศิริมิตรร้องขอ

ศาลรัฐธรรมนูญ​ในคําวินิจฉัยที่​ ๑๖/๒๕๔๕ ​พิจารณาว่า​ “...การรับสมัครสอบคัดเลือก​ ​นอก​จาก​จะ​พิจารณา​ถึง​ความ​รู้​ ​ความ​สามารถ​แล้ว​ ​ยัง​ต้อง​พิจารณาสุขภาพของร่างกาย​และ​จิตใจว่ามี​ความ​สมบูรณ์​ ​สามารถ​ปฏิบัติหน้าที่​ได้​ และ​มีบุคลิกลักษณะที่ดีพอที่​จะ​เป็น​ผู้​พิพากษา​ ​ซึ่ง​เป็น​ตํา​แหน่งที่มี​เกียรติ​โดย​ปฏิบัติหน้าที่​ใน​พระปรมาภิ​ไธยพระมหากษัตริย์​ การปฏิบัติหน้าที่ของ​ผู้​พิพากษามิ​ใช่​เพียงแต่พิจารณาพิพากษาอรรถคดี​ใน​ห้องพิจารณา​เท่า​นั้น​ ​บางครั้ง​ต้อง​เดินทางไปนอกศาล​ ​ปฏิบัติหน้าที่​ ​เช่น​ ​เพื่อเดินเผชิญสืบ​ ​เพื่อสืบพยานที่มาศาล​ไม่​ได้​ การพิจารณา​เพื่อรับสมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุ​เป็น​ข้าราชการตุลาการ​ ​และ​แต่งตั้ง​ให้​ดํารงตํา​แหน่ง​ผู้​ช่วย​ผู้​พิพากษา​ ​จึง​มีมาตรการที่​แตกต่าง​และ​เข้มงวดกว่าการคัดเลือกบุคคลไปดํารงตํา​แหน่ง​อื่น​อยู่​บ้าง​...” จึง​วินิจฉัยว่า​ “... เมื่อพิจารณา​ถึง​พระราชบัญญัติระ​เบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม​ ​พ​.​ศ​. ๒๕๔๓ ​มาตรา​ ๒๖ (๑๐) ​คําว่า​ ‘มีกาย​ ... ​ไม่​เหมาะสมที่​จะ​เป็น​ข้าราชการตุลาการ’... เป็น​ไปตาม​ความ​จํา​เป็น​และ​ความ​เหมาะสมของฝ่ายตุลาการ​ ​จึง​เห็นว่า​ ​บทบัญญัติของพระราชบัญญัติระ​เบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม​ ​พ​.​ศ​. ๒๕๔๓ ​มาตรา​ ๒๖ (๑๐) ​ดังกล่าว​ ...​ไม่​กระทบกระ​เทือน​ถึง​สาระสําคัญแห่งสิทธิ​และ​เสรีภาพ​ ​มีผล​ใช้​บังคับ​เป็น​การ​ทั่ว​ไป​ ​และ​ไม่​มุ่งหมาย​ให้​ใช้​บังคับแก่กรณี​ใด​กรณีหนึ่ง​หรือ​บุคคล​ใด​บุคคลหนึ่ง​เป็น​การเจาะจง​ ​และ​ไม่​เป็น​การเลือกปฏิบัติ​โดย​ไม่​เป็น​ธรรมตามรัฐธรรมนูญ​ ​มาตรา​ ๓๐ ​แต่อย่าง​ใด​...”

กล่าว​ให้​เข้า​ใจ​โดย​ง่าย​ ​คือ​ ​ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าตัวกฎหมายที่​เขียนลักษณะ​ต้อง​ห้ามของ​ผู้​สมัคร​ไว้​ว่า​ “มีกาย​ ... ​ไม่​เหมาะสมที่​จะ​เป็น​ข้าราชการตุลาการ” ไม่​ขัด​กับ​หลัก​ความ​เสมอภาค​ ​เพราะ​กรณีการรับสมัครสอบ​ผู้​พิพากษามี​ความ​จํา​เป็น​ต้อง​พิจารณาร่างกายของ​ผู้​สมัครประกอบ​ด้วย

ใน​ส่วน​ของมติ​ ​ก​.​ต​. ​ที่​ไม่​อนุญาต​ให้​ศิริมิตรสมัครสอบ​นั้น​ ​ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่า​ไม่​มีอํานาจพิจารณา​ใน​ส่วน​นี้​ ​ไปฟ้องศาลปกครองก็​ไม่​ได้​อีก​ ​เพราะ​มาตรา​ ๙ ​วรรค​ ๒ (๒) ​แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง​และ​วิธีพิจารณาคดีปกครอง​ ​พ​.​ศ​. ๒๕๔๒ ​ยกเว้น​ไว้​ว่าศาลปกครอง​ไม่​มีอํานาจ​ใน​กรณีที่​เกี่ยว​กับ​การดํา​เนินการของ​ ​ก​.​ต​. ​ตามกฎหมายข้าราชการตุลาการ​ ​ทั้งๆ​ ​ที่มติของ​ ​ก​.​ต​. ​นั้น​โดย​เนื้อแท้น่า​จะ​เป็น​ “เสมือน” คําสั่งทางปกครอง​ ​(​ใน​หลายประ​เทศที่มีศาลปกครอง​กับ​ศาลยุติธรรมคู่​กัน​ ​ก็​ให้​ศาลปกครองมีอํานาจพิจารณา​ความ​ชอบ​ด้วย​กฎหมายของมติ​ ​ก​.​ต​. ​ได้)​ ​แต่บริบททางประวัติศาสตร์​และ​เหตุผลเฉพาะของไทย​ ​ทํา​ให้​กฎหมายศาลปกครองเขียนยกเว้น​ไม่​ให้​ศาลปกครองมีอํานาจพิจารณา​ความ​ชอบ​ด้วย​กฎหมายของการดํา​เนินการของ​ ​ก​.​ต​.  ​ศิริมิตร​จึง​เหลือ​อยู่​ช่องทางเดียว​ใน​การต่อสู้​กับ​มติ​ ​ก​.​ต​. ​นั่นคือเอากลับไปฟ้องต่อศาลยุติธรรม​ ​เมื่อเอามติของ​ ​ก​.​ต​. ​ไปฟ้องต่อศาลยุติธรรม​ ​คน​ใน​ ​ก​.​ต​. ​ก็​ผู้​พิพากษา​ใน​ศาลยุติธรรม​ ​แล้ว​เอา​เรื่องนี้​ไปฟ้องต่อศาลยุติธรรม​ ​คนตัดสินก็มีธรรมเนียม​ ​แนวคิด​ ​ค่านิยมออกไป​ใน​ทํานองอนุรักษนิยมแบบเดียว​กัน​ ​ลองตรองดู​เถิดว่าผล​จะ​เป็น​อย่างไร

ศิริมิตรเอามติ​ ​ก​.​ต​. ​ไปฟ้องต่อศาลชั้นต้น​ ​ศาลชั้นต้น​ไม่​รับ​ด้วย​เหตุผลว่าศิริมิตร​ยัง​ไม่​ถูกโต้​แย้งสิทธิตามมาตรา​ ๕๕ ​ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา​ความ​แพ่ง​ ​ควร​เข้า​ใจ​ใน​เบื้องต้นว่าสิทธิ​ใน​การฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมแคบกว่าการฟ้องคดีต่อศาลปกครอง​ ​กล่าวคือ​ ​ผู้​ฟ้อง​ต้อง​ถูกโต้​แย้งสิทธิก่อน​จึง​จะ​ฟ้อง​ได้​ ​ศาล​จะ​พิจารณาว่าสิทธิที่​ผู้​ฟ้องยกขึ้นมาอ้างว่าถูกโต้​แย้ง​นั้น​มีกฎหมายรับรองสิทธิดังกล่าว​ให้​แก่​ผู้​ฟ้อง​หรือ​ไม่​ ​กรณีนี้ศิริมิตร​ยัง​ไม่​มีสิทธิ​เข้า​สอบ​ ​ไม่​มีกฎหมาย​ใด​รับรองว่าศิริมิตรมีสิทธิสอบ​ ​ศิริมิตรเพียงขอสมัครสอบ​แล้ว​ ​ก​.​ต​. ​ปฏิ​เสธ​ ​ซึ่ง​ยัง​ไม่​ถือว่ากระทําการโต้​แย้งสิทธิศิริมิตร

น่าสังเกตว่ากรณีของศิริมิตรที่ฟ้องขอเพิกถอนมติ​ ​ก​.​ต​.  ​ศาลยุติธรรมน่า​จะ​วางหลักเรื่องการฟ้องคดีตามมาตรา​ ๕๕ ​ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา​ความ​แพ่ง​ให้​ยืดหยุ่นกว่า​เดิม​ ​เนื่อง​จาก​คําฟ้องขอเพิกถอนมติ​ ​ก​.​ต​. ​โดย​เนื้อแท้​แล้ว​มีลักษณะทํานองเดียว​กับ​คําฟ้อง​ใน​คดีปกครองที่ขอเพิกถอนคําสั่งทางปกครอง​ ​จึง​ควรนําหลัก​ใน​คดีปกครองมา​ใช้​ ​กล่าวคือ​ ​ผู้​ฟ้องคดีพิสูจน์​ได้​ว่าตนมี​ส่วน​ได้​เสีย​ใน​เรื่องที่ฟ้องก็​เพียงพอ​ ​ไม่​จํา​เป็น​ต้อง​พิสูจน์​ถึง​ขนาดว่าสิทธิของตนถูกกระทบเหมือน​ใน​คดี​แพ่ง​ ​หากเรา​ไม่​เดินตามแนวนี้​แล้ว​ ​ต่อไปหากมีมติ​ ​ก​.​ต​. ​ที่​ไม่​ให้​สมัครสอบ​ ​ผู้​ที่ถูกปฏิ​เสธ​จะ​หันหน้า​ไปพึ่งใคร​ ​หันหน้า​ไปที่ศาลรัฐธรรมนูญก็บอก​ไม่​มีอํานาจ​ ​หันมาหาศาลปกครองก็มีกฎหมายเขียนยกเว้น​ไว้​ว่า​ไม่​มีอํานาจ​ ​เหลือเพียงศาลยุติธรรมที่พอ​เป็น​ที่พึ่ง​ได้​ ​ก็มาติดที่สิทธิ​ใน​การฟ้องคดี​แคบ​ ​เช่นนี้มิ​ต้อง​ไปหาศาลเจ้า​หรือ

ศิริมิตรไปสมัครสอบ​เข้า​เป็น​อัยการ​ผู้​ช่วย​ ​เช่นเดียว​กัน​ ​คณะกรรมการอัยการ​ (ก​.​อ​.) ​มีมติ​ไม่​รับสมัคร​ ​เพราะ​ศิริมิตรมีร่างกาย​ไม่​เหมาะสม​ ​ศิริมิตร​จึง​ไปฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอเพิกถอนมติ​ ​ก​.​อ​. ​ระหว่างพิจารณาคดี​ ​ศิริมิตร​ได้​ร้องขอ​ให้​ศาลปกครองส่งเรื่อง​ให้​ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่า​ ​มาตรา​ ๓๓ (๑๑) ​แห่งพระราชบัญญัติระ​เบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ​ ​พ​.​ศ​. ๒๕๒๑ ​ขัด​กับ​หลัก​ความ​เสมอภาค
ตามมาตรา​ ๓๐ ​ของรัฐธรรมนูญ​หรือ​ไม่

ศาลรัฐธรรมนูญ​ในคําวินิจฉัยที่​ ๔๔/๒๕๔๕ พิจารณาว่า​ “...การรับสมัครสอบคัดเลือก​ ​นอก​จาก​จะ​พิจารณา​ถึง​ความ​รู้​ ​ความ​สามารถ​แล้ว​ ​ยัง​ต้อง​พิจารณาสุขภาพของร่างกาย​และ​จิตใจว่ามี​ความ​สมบูรณ์​ ​สามารถ​ปฏิบัติหน้าที่​ได้​ และ​มีบุคลิกลักษณะที่ดีพอที่​จะ​เป็น​ข้าราชการอัยการ ​การปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการอัยการมิ​ใช่​เพียงปฏิบัติหน้าที่​ใน​ห้องพิจารณาคดี​หรือ​ใน​สํานักงาน​เท่า​นั้น​ ​บางครั้ง​ต้อง​เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่นอกสํานักงาน​ ​เช่น​ ​เพื่อเดินเผชิญสืบ​ ​เพื่อสืบพยานที่​ไม่​อาจมาศาล​ได้​ ​การร่วมชันสูตรพลิกศพ​กับ​พนักงานสอบสวน​ ​การออกไปเผยแพร่​ความ​รู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน​ใน​ชนบท​ ​เป็น​ต้น​ การพิจารณา​เพื่อรับสมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุ​เป็น​ข้าราชการอัยการ​และ​แต่งตั้ง​ให้​ดํารงตํา​แหน่งอัยการ​ผู้​ช่วย​ ​จึง​มีมาตรการที่​แตกต่าง​และ​เข้มงวดกว่าการคัดเลือกบุคคลไปดํารงตํา​แหน่ง​อื่น​อยู่​บ้าง​...” จึง​วินิจฉัยว่า​ “...เมื่อพิจารณา​ถึง​พระราชบัญญัติระ​เบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ​ ​พ​.​ศ​. ๒๕๒๑ ​มาตรา​ ๓๓ (๑๑) ​คําว่า​ ‘มีกาย​ ... ​ไม่​เหมาะสมที่​จะ​เป็น​ข้าราชการอัยการ’... เป็น​ไปตาม​ความ​จํา​เป็น​และ​ความ​เหมาะสมของฝ่ายอัยการ​ ​จึง​เห็นว่า​ ​บทบัญญัติของพระราชบัญญัติระ​เบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ​ ​พ​.​ศ​. ๒๕๒๑ ​มาตรา​ ๓๓ (๑๑) ​ดังกล่าว​... ไม่​กระทบกระ​เทือน​ถึง​สาระสําคัญแห่งสิทธิ​และ​เสรีภาพ​ ​มีผล​ใช้​บังคับ​เป็น​การ​ทั่ว​ไป​และ​ไม่​มุ่งหมาย​ให้​ใช้​บังคับแก่กรณี​ใด​กรณีหนึ่ง​หรือ​แก่บุคคล​ใด​บุคคลหนึ่ง​เป็น​การเจาะจง​ ​และ​ไม่​เป็น​การเลือกปฏิบัติ​โดย​ไม่​เป็น​ธรรมตามรัฐธรรมนูญ ​มาตรา​ ๓๐ ​แต่อย่าง​ใด​...”

ใน​ส่วน​ของมติ​ ​ก​.​อ​. ​ที่​ไม่​ให้​ศิริมิตรสมัครสอบ​นั้น​ ​ศาลปกครองชั้นต้นยกฟ้อง​ ​เพราะ​เห็นว่า​ “...การที่​ผู้​ฟ้องคดีมีรูปกายพิการ​ ​เดินขากะ​เผลก​ ​กล้ามเนื้อแขนลีบจน​ถึง​ปลายมือ​ทั้ง​สองข้าง​ ​กระดูกสันหลังคด​ ​แจ้งว่า​เป็น​โปลิ​โอตั้งแต่อายุ​ ๙ ​ขวบ​ ​และ​ได้​รับการผ่าตัดดามเหล็กที่กระดูกสันหลัง​ไว้​เพื่อ​ให้​ไหล่​ทั้ง​สองข้าง​เท่า​กัน​ ​ตามรายงานผลการตรวจของคณะกรรมการแพทย์ดังกล่าว​ จึง​เป็น​ความ​แตกต่างที่​ถึง​ขั้น​เป็น​อุปสรรคอย่างมากต่อการที่​จะ​ปฏิบัติหน้าที่​ใน​ลักษณะงานของพนักงานอัยการเมื่อเทียบ​กับ​บุคคลปกติ​ทั่ว​ไป ​การที่​ผู้​ถูกฟ้องคดี​ ... ​มีมติ​ไม่​รับสมัคร​ผู้​ฟ้องคดี​นั้น​ ​เป็น​การพิจารณาตามอํานาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนด​ ​และ​เป็น​การ​ใช้​ดุลพินิจอย่าง​เป็น​ธรรม​และ​ชอบ​ด้วย​เหตุผล​...”

ศิริมิตรอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด​ ​ศาลปกครองสูงสุดกลับคําพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น​และ​พิพากษา​ให้​เพิกถอนมติของ​ ​ก​.​อ​. ​ดังกล่าว​ ​เพราะ​เห็นว่า​ “...ผู้​ฟ้องคดี​แม้​จะ​มีรูปกายพิการ​ ​แต่​ความ​พิการดังกล่าว​ไม่​ถึง​ขนาดทํา​ให้​ผู้​ฟ้องคดี​ไม่​อาจ​ช่วย​เหลือตนเอง​ได้​หรือ​ไม่​อาจปฏิบัติหน้าที่การงาน​โดย​ปกติ​ได้​ ​โดย​งานที่​ผู้​ฟ้องคดี​เคยทํา​ใน​ขณะ​เป็น​ทนาย​ความ​มา​แล้ว​นั้น​ ​มีลักษณะทํานองเดียว​กับ​งานของข้าราชการอัยการดังกล่าว​ ​จึง​น่า​เชื่อว่าแม้สภาพกายของ​ผู้​ฟ้องคดี​จะ​พิการ​ ​แต่​ความ​แตกต่างดังกล่าว​ไม่​ถึง​ขั้น​จะ​เป็น​อุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่​ใน​ลักษณะงานของอัยการ... ​โดย​ที่​ความ​เห็นของคณะกรรมการแพทย์​และ​คณะอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติของ​ผู้​สมัครสอบคัดเลือก​ ​เป็น​เพียง​ความ​เห็นเบื้องต้นที่​เสนอต่อ​ผู้​ถูกฟ้องคดี​เพื่อประกอบการพิจารณา​เท่า​นั้น​ ​การที่​ผู้​ถูกฟ้องคดีมีมติ​ไม่​รับสมัคร​ผู้​ฟ้องคดี​ ​จึง​ไม่​มี​เหตุผลที่หนักแน่นเพียงพอว่าการที่​ผู้​ฟ้องคดีมีกายพิการดังกล่าว​ ​จะ​ทํา​ให้​ไม่​สามารถ​ปฏิบัติงาน​ใน​หน้าที่ของข้าราชการอัยการ​ได้​อย่างไร​ ​มติของ​ผู้​ถูกฟ้องคดี​ ... จึง​เป็น​การ​ใช้​ดุลพินิจที่​ไม่​ชอบ​ ​และ​เป็น​การเลือกปฏิบัติที่​ไม่​เป็น​ธรรมต่อ​ผู้​ฟ้องคดี​...”

แต่​เรื่อง​ยัง​ไม่​จบ​ ​เพราะ​กฎหมายศาลปกครอง​ ​มาตรา​ ๗๒ (๑) ​บอกว่า​ ​กรณีฟ้องขอเพิกถอนคําสั่งทางปกครอง​ ​ศาลปกครองมีอํานาจสั่งเพิกถอนคําสั่ง​นั้น​ได้​ ​กรณีนี้ศาลปกครองสูงสุดสั่งเพิกถอน​ ​มติ​ ​ก​.​อ​.  ​แต่​ไม่​ได้​หมาย​ความ​ว่า​ ​ก​.​อ​. ​จะ​ต้อง​มีมติ​ใหม่​ให้​ศิริมิตร​เข้า​สอบ​ ​ว่า​ให้​ชัดคือ​ ​มติ​ ​ก​.​อ​. ​บอกว่า​ไม่​ให้​สอบ​ ​ศาลปกครองสูงสุดเพิกถอนมติ​ ​ก​.​อ​.  ​ก็คือเพิกถอนการ​ไม่​ให้​สอบ​ ​แต่ศาลปกครองก็​ไม่​มีอํานาจไปบังคับ​ให้​ ​ก​.​อ​. ​มีมติรับศิริมิตร​เข้า​สอบ​ได้​อยู่​ดี

จะ​เห็น​ได้​ว่าการต่อสู้ของศิริมิตร​ ​บุญมูล​ ​ทั้ง​ใน​ศาลรัฐธรรมนูญ​ ​ศาลปกครอง​ ​และ​ศาลยุติธรรม​นั้น​ ​ค่อนข้างหนักหนาสาหัส​ ​ซึ่ง​น่า​เสียดาย​เป็น​อย่างยิ่งที่องค์กรตุลาการกลับ​ไม่​ “-ภิวัตน์” ใน​เรื่องเหล่านี้​เท่า​กับ​ “-ภิวัตน์” ใน​เรื่องปราบปรามนักการเมือง

เมื่อเผชิญหน้า​กับ​รัฐประหาร​ ​ศาลไทย​ไม่​เคยปฏิ​เสธรัฐประหาร​ ไม่​เคยประกาศผ่านคําพิพากษาว่ารัฐประหาร​ไม่​ชอบ​ด้วย​กฎหมาย​ ​ตรง​กัน​ข้าม​ ​ใน​คําพิพากษาศาลฎีกาหลายกรณี​ ​ศาลยอมรับการดํารง​อยู่​ของคณะรัฐประหาร​ ​โดย​ถือหลักว่า​ ​เมื่อเริ่มแรก​ ​รัฐประหาร​เป็น​สิ่ง​ไม่​ชอบ​ด้วย​กฎหมาย​ ​จนกระทั่งคณะรัฐประหาร​ได้​กระทําการจนสํา​เร็จ​และ​ยึดอํานาจ​ได้​อย่างบริบูรณ์​ ​สามารถ​ยืนยันอํานาจของตน​และ​ปราบปรามอํานาจเก่า​หรือ​กลุ่มที่ต่อต้าน​ให้​เสร็จสิ้น​ ​เมื่อ​นั้น​คณะรัฐประหารก็มีสถานะ​เป็น​รัฏฐาธิปัตย์​ ​มีอํานาจออกรัฐธรรมนูญ​ใหม่​หรือ​ยกเลิกรัฐธรรมนูญเก่า​ ​ตลอดจนการออกกฎหมาย​และ​ยกเลิกกฎหมาย​ได้​

พูดง่ายๆ​ ​ก็คือ​ ​ศาลไทย​ให้​ความ​สําคัญ​กับ​ “อํานาจ” ใน​ความ​เป็น​จริง​เป็น​สําคัญ​ ​มากกว่า​จะ​พิจารณา​ถึง​ความ​ถูก​ต้อง​ของ​ “กระบวนการ​ได้​มา​ซึ่ง​อํานาจ” นั่นเอง​

เช่น​ คําพิพากษาฎีกาที่​ ๑๖๖๒/๒๕๐๕ “ใน​ ​พ​.​ศ​. ๒๕๐๑ ​คณะปฏิวัติ​ได้​ยึดอํานาจการปกครองประ​เทศไทย​ได้​เป็น​ผลสํา​เร็จ​ ​หัวหน้าคณะปฏิวัติย่อม​เป็น​ผู้​ใช้​อํานาจปกครองบ้านเมือง​ ​ข้อ​ความ​ใด​ที่หัวหน้าคณะปฏิวัติสั่งบังคับประชาชน​ ​ก็​ต้อง​ถือว่า​เป็น​กฎหมาย​ ​แม้พระมหากษัตริย์​จะ​มิ​ได้​ทรงตราออก​ด้วย​คํา​แนะนํา​หรือ​ยินยอมของสภา​ผู้​แทนราษฎรก็ตาม” หรือคําพิพากษาฎีกาที่​ ๑๒๓๔/๒๕๒๓ “แม้​จะ​มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยออกประกาศ​ใช้​แล้ว​ก็ตาม​ ​แต่ก็หา​ได้​มีกฎหมายยกเลิกประกาศ​หรือ​คําสั่งคณะปฏิวัติ​หรือ​คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน​ไม่​ ​ประกาศ​หรือ​คําสั่ง​นั้น​จึง​ยัง​คง​เป็น​กฎหมาย​ใช้​บังคับ​อยู่”

ถึง​กระ​นั้น​ก็ตาม​ ​ศาลไทยพยายาม​ใช้​และ​ตี​ความ​กฎหมาย เพื่อพิพากษา​ไป​ใน​ทางที่คุ้มครองสิทธิ​และ​เสรีภาพของประชาชน​จาก​ประกาศคณะรัฐประหาร​อยู่​บ้าง​ ​โดย​พิจารณาว่าประกาศของคณะรัฐประหารขัดรัฐธรรมนูญ​หรือ​ไม่​ ​ดังกรณี​ “กฎหมายควบคุมอันธพาล” หรือ​กรณีประกาศ​ ​รสช​. ​เรื่องการตรวจสอบทรัพย์สินนักการเมือง​  ​กรณี​ “กฎหมายควบคุมอันธพาล” นั้น​ ​ศาลแขวงอุบลราชธานี​ในคดีอาญาหมายเลขดําที่​ ๙๑๘/๒๕๑๒ ​เห็นว่าประกาศคณะปฏิวัติ​ ​ฉบับ​ที่​ ๔๓ ​พ​.​ศ​. ๒๕๐๓ ​เกี่ยว​กับ​การควบคุมตัวอันธพาลขัดรัฐธรรมนูญ​ ​เพราะ​ให้​ผู้​บัญชาการตํารวจนครบาล​หรือ​ผู้​ว่าราชการจังหวัด​ ​เป็น​ผู้​มีอํานาจวินิจฉัยว่าบุคคล​ใด​เป็น​อันธพาล​ ​และ​มีอํานาจส่งตัวบุคคล​นั้น​ไป​ยัง​สถานอบรม​และ​ฝึกอาชีพ​ ​จึง​มีผล​เท่า​กับ​ตั้ง​ให้​ฝ่ายบริหารมีอํานาจพิจารณาคดีชี้​ความ​ผิด​และ​ลงโทษบุคคล​ได้​ ​นอก​จาก​นี้​ ​ประกาศ​ฉบับ​นี้​ยัง​ไม่​ได้​กําหนดระยะ​เวลาการลงโทษที่​แน่นอนชัดเจน​ ​และ​โทษที่​จะ​ลง​นั้น​หนักเบาสถาน​ใด​ ​สุดแท้​แต่คณะกรรมการ​จะ​พิจารณา​ ​ทํา​ให้​โทษที่​ได้​รับ​ไม่​ได้​สัด​ส่วน​กับ​ความ​ผิด​และ​ไม่​เป็น​ธรรมต่อ​ผู้​ถูกลงโทษ​ ​อย่างไรก็ตาม​ ​ใน​ท้ายที่สุดคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ​ได้​ยืนยัน​ในคําวินิจฉัยที่​ ๑/๒๕๑๓ ​ว่าประกาศ​ฉบับ​นี้​ไม่​ขัดรัฐธรรมนูญ

แม้ศาล​จะ​ไม่​ปฏิ​เสธ​ความ​เป็น​กฎหมายของประกาศคณะรัฐประหาร​ ​แต่ศาลก็พยายาม​ใช้​และ​ตี​ความ​เพื่อลด​ความ​เข้มข้นของประกาศคณะรัฐประหาร​และ​คุ้มครองสิทธิ​และ​เสรีภาพของประชาชน​ ​เช่น​ ​กรณี​เจ้าหน้าที่​ใช้​อํานาจตามประกาศคณะรัฐประหารต่างๆ​ ​เพื่อควบคุมตัว​ใน​ข้อหาบ่อนทําลาย​ความ​มั่นคงบ้าง​ ​ใน​ข้อหากระทําการอัน​เป็น​คอมมิวนิสต์บ้าง​ ​ใน​ข้อหา​เป็น​ภัยต่อสังคมบ้าง​ ​ศาลก็​จะ​ใช้​และ​ตี​ความ​กฎหมายไป​ใน​ทางที่คุ้มครองสิทธิ​และ​เสรีภาพ​ ​โดย​การสั่ง​ให้​ปล่อยตัวบ้าง​ ​ลดจํานวนวันคุมตัวบ้าง​ ​ตลอดจนพิจารณาว่ามูลเหตุ​แห่งการควบคุมตัว​นั้น​ตรงตามที่ประกาศคณะรัฐประหารกําหนด​หรือ​ไม่​

มีข้อควรสังเกตว่า​ ​เมื่อศาลไทยเผชิญหน้า​กับ​รัฐประหาร​ ​ผลิตผลของคณะรัฐประหาร​ ​คําสั่ง​หรือ​ประกาศของคณะรัฐประหาร​ ​ศาล​จะ​รับรองการดํารง​อยู่​ของสิ่งเหล่านี้​ ​เว้นเสียแต่ว่าผลิตผลของคณะรัฐประหาร​เข้า​มารุกล้ำ​ศาล​ ​มีผลกระทบกระ​เทือนต่อศาล​ ​หรือ​ลิดรอนอํานาจของศาล​ ​เมื่อ​นั้น​ศาลก็​ไม่​ลังเลที่​จะ​ปฏิ​เสธคําสั่ง​หรือ​ประกาศของคณะรัฐประหารเหล่า​นั้น​ ​ไม่​ว่า​จะ​เป็น​การปฏิ​เสธผ่านทางคําพิพากษา​ ​หรือ​ปฏิ​เสธผ่านทางการแสดงออก​ด้วย​การกดดัน​

การปฏิ​เสธประกาศคณะรัฐประหารผ่านทางคําพิพากษา​ ​ก็​โดย​การวินิจฉัยว่าประกาศคณะรัฐประหารขัดรัฐธรรมนูญ​ ​เพราะ​ “ตั้ง​ ‘คณะบุคคลที่มิ​ใช่​ศาล’ ให้​มีอํานาจทําการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี​เช่นเดียว​กับ​ศาล” หรือ​ “ใช้​กฎหมายที่มี​โทษทางอาญาย้อนหลังไปลงโทษบุคคล”

ส่วน​การปฏิ​เสธประกาศคณะรัฐประหาร​ด้วย​การกดดัน​ ​ก็​เช่นกรณี​ “กฎหมายโบดํา” ที่คณะรัฐประหารของจอมพลถนอม​ ​กิตติขจร​ ​ได้​ตราประกาศคณะปฏิวัติ​ ​ฉบับ​ที่​ ๒๙๙ ​เมื่อวันที่​ ๑๓ ​ธันวาคม​ ๒๕๑๕ ​เกี่ยว​กับ​ระ​เบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ​ ​ฝ่ายตุลาการเห็น​กัน​ว่าประกาศนี้ส่ง​ให้​ฝ่ายบริหาร​เข้า​แทรกแซง​ความ​เป็น​อิสระของศาล​ ​มีการรณรงค์คัดค้านประกาศนี้อย่างกว้างขวาง​ ​ประธานศาลฎีกาออกโรงมา​เขียนแถลงการณ์สาธารณะ​แสดง​ความ​ไม่​เห็น​ด้วย​อย่างชัดเจน​ ​มีการชุมนุมเรียกร้อง​ให้​รัฐบาลยกเลิกประกาศ​  ​เพียงสองสัปดาห์​ ​รัฐบาลถนอมก็ทนแรงกดดัน​ไม่​ไหว​ ​ต้อง​ผลักดัน​ให้​ตราพระราชบัญญัติยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติ​ฉบับ​ที่​ ๒๙๙

คง​ไม่​เกินเลยไปที่​จะ​กล่าวว่า​ ​ศาลไทยพร้อม​จะ​ “ชน” กับ​คณะรัฐประหาร​ ​ถ้า​คณะรัฐประหาร​เข้า​มาล้ำ​แดน​ความ​เป็น​อิสระของศาล​หรือ​เข้า​มา​แตะ​ต้อง​วัฒนธรรมองค์กร​ ​แต่​กับ​กรณีที่คณะรัฐประหาร​เข้า​ยึดอํานาจการปกครอง​จาก​รัฐบาล​ ​อันขัดต่อการปกครอง​ใน​ระบอบประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง​นั้น​ ​ศาลไทยกลับยอมรับ​ ​หรือ​กรณีที่หัวหน้าคณะรัฐประหาร​ใช้​อํานาจเผด็จการตามมาตรา​ ๑๗ ​แบบสฤษดิ์​ ศาลไทยกลับนิ่งเฉย​ไม่​รับคําฟ้อง​ ​โดย​ให้​เหตุผลว่า​ไม่​มีอํานาจ​ ​ตลอดจนกรณีที่คณะรัฐประหารตราธรรมนูญการปกครองชั่วคราวเพื่อ​ใช้​แทนรัฐธรรมนูญเดิม​ ​โดย​มี​เนื้อหาที่ขัด​กับ​หลักนิติรัฐ​-​ประชาธิปไตย​ ​ให้​อํานาจเผด็จการแก่หัวหน้าคณะรัฐประหารเพียง​ผู้​เดียว​ ​ศาลไทยกลับยืนยันว่าทํา​ได้​

คงเหมือนที่​เสน่ห์​ ​จามริก​ ​ตั้งข้อสังเกต​ไว้​ใน​ การเมืองไทย​กับ​พัฒนาการรัฐธรรมนูญ ​ว่าท่าทีของฝ่ายตุลาการที่ต่อต้านประกาศคณะปฏิวัติ​ ​ฉบับ​ที่​ ๒๙๙ ​อย่างจริงจัง​ถึง​ขั้นชุมนุมประท้วง​เพราะ​เนื้อหาของประกาศ​ฉบับ​นี้กระทบต่อการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตุลาการ​

น่า​เสียดายที่ท่าทีคัดค้านอย่างชัดเจนรุนแรงขององค์กรตุลาการเช่นนี้​ ​กลับ​ไม่​เกิดขึ้น​กับ​การก่อการรัฐประหารหรือ​ประกาศคณะรัฐประหารที่มี​เนื้อหา​ไม่​เป็น​ธรรม​อื่นๆ​


-๙-

ปรากฏการณ์​ “ตุลาการภิวัตน์” แบบไทยๆ​ ​เข้มข้นมากขึ้น​ ​จนเกิดปัญหาว่าองค์กรตุลาการ​กับ​องค์กรที่มา​จาก​การเลือกตั้งของประชาชนกลาย​เป็น​คู่ขัดแย้ง​ ​เกิดการเผชิญหน้า​กัน​ระหว่างองค์กรที่มีฐาน​ความ​ชอบธรรมทางการเมืองอย่างรัฐสภา​และ​รัฐบาล​ซึ่ง​มา​จาก​การเลือกตั้งของประชาชน​ ​กับ​องค์กรตุลาการที่​ไม่​มี​ความ​ชอบธรรมทางการเมือง​เท่า​กับ​รัฐสภา​และ​รัฐบาล​

แน่นอนที่สุด​ ​เรา​ไม่​อาจ​ “ลบ” อํานาจการตรวจสอบ​โดย​องค์กรตุลาการออกไป​ได้​ ​เพราะ​ทํา​ให้​ปราศ​จาก​องค์กร​เป็น​กลาง​และ​อิสระ​ ​ที่ทําหน้าที่ตรวจสอบการ​ใช้​อํานาจรัฐ​ ​เช่น​กัน​ ​หากแก้​ไข​ให้​องค์กรตุลาการมา​จาก​การเลือกตั้งของประชาชนเพื่อสร้าง​ความ​ชอบธรรมก็คง​ไม่​เหมาะสม​ ​เพราะ​จะ​ทํา​ให้​องค์กรตุลาการสูญสิ้น​ความ​อิสระ​ไป​เนื่อง​จาก​การปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรตุลาการ​ต้อง​คํานึง​ถึง​คะ​แนนนิยมตลอดเวลา​ ​จึง​ต้อง​หาวิธีประสาน​ให้​องค์กรตุลาการมี​ความ​ชอบธรรมทางการเมืองมากขึ้น​ ​ถูกตรวจสอบ​จาก​ภายนอก​ได้​โดย​ที่​ยัง​คง​ความ​อิสระ​เอา​ไว้​

ใน​หลายประ​เทศแก้​ไข​โดย​เปิดโอกาส​ให้​ประชาชน​ได้​วิจารณ์คำ​พิพากษา​ได้​เต็มที่​ ​เพราะ​ประชาชน​เป็น​เจ้าของอำ​นาจอธิปไตย​และ​มอบอำ​นาจ​ใน​ส่วน​ตุลาการ​ให้​ศาล​ใช้​แทน​ ​เมื่อ​เป็น​เจ้าของอํานาจ
ก็ย่อมมีสิทธิที่​จะ​วิจารณ์​ผู้​ใช้​อํานาจแทนตนเอง​ได้​ ​นอก​จาก​นี้​ยัง​กําหนด​ให้​การพิจารณาคดี​ต้อง​เปิดเผย​เป็น​หลัก​ ​พิจารณา​โดย​ลับ​เป็น​ข้อยกเว้น​ และ​เปิดโอกาส​ให้​เข้า​ถึง​คําพิพากษา​โดย​ง่าย​

ใน​ประ​เทศที่​ใช้​ระบบคอมมอนลอว์​ ​ก็กําหนด​ให้​บุคคลภายนอกทําหน้าที่​เป็น​คณะลูกขุน​ใน​การพิจารณาคดี​ ​โดย​ให้​มีอํานาจพิจารณาข้อเท็จจริง​และ​ให้​ศาลวินิจฉัยเฉพาะข้อกฎหมาย​

บางประ​เทศก็​ใช้​วิธีปรับโครงสร้างคณะกรรมการบริหารงานบุคคลขององค์กรตุลาการเสีย​ใหม่​ ​ด้วย​การเพิ่มสัด​ส่วน​บุคคลที่​ไม่​ใช่​ผู้​พิพากษา​เข้า​ไป​ ​เช่น​ ​ฝ่ายการเมือง​ใน​ฐานะ​ผู้​แทนประชาชน​หรือ​ผู้​ทรงคุณวุฒิ​

ใน​ขณะที่บางประ​เทศอาจไป​ไกล​ถึง​ขนาด​ให้​ฝ่ายการเมือง​เป็น​ผู้​แต่งตั้ง​ผู้​พิพากษา​ใน​ศาลสูงสุด​ ​เช่น​ ​สหรัฐอเมริกา​ ​ให้​ประธานาธิบดี​แต่งตั้ง​ผู้​พิพากษาศาลสูงสุด​  ​หรือ​ฝรั่งเศส​ ​ให้​ประธานาธิบดี​ ​ประธานสภา​ผู้​แทนราษฎร​ ​และ​ประธานวุฒิสภา​ ​แต่งตั้งตุลาการรัฐธรรมนูญฝ่ายละ​ ๓ ​คน​  ​นอก​จาก​นี้​ ​เพื่อการถ่วงดุล​กัน​ระหว่างองค์กรทางการเมือง​กับ​องค์กรตุลาการ​ ​ยัง​อาจสร้างกระบวนการถอดถอน​ผู้​พิพากษาออก​จาก​ตํา​แหน่ง​ด้วย​ก็​ได้​ ​โดย​ให้​วุฒิสภา​เป็น​ผู้​ถอดถอน

ใน​ชีวิตทางการเมือง​ ​เรา​ไม่​อาจปฏิ​เสธ​ได้​ว่าองค์กรตุลาการมีบทบาททางการเมือง​ ​แต่บทบาททางการเมืองเช่นว่า​นั้น​ต้อง​กระทําผ่านคําพิพากษา​และ​ภาย​ใต้​ความ​เป็น​เหตุ​เป็น​ผลตามกฎหมาย​เท่า​นั้น​

ถึง​แม้องค์กรตุลาการอาจ​เข้า​แทรกแซงทางการเมือง​โดย​ผ่านคําพิพากษาของตน​ ​แต่องค์กรตุลาการ​ต้อง​คํานึง​ถึง​หลักการแบ่งแยกอํานาจ​และ​การรักษาดุลยภาพระหว่างอํานาจ​ไว้​เสมอ​ ​โดย​เฉพาะอย่างยิ่ง​ ​เรื่องบางเรื่องเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้ง​กับ​แนวนโยบายของรัฐบาล​หรือ​เรื่องทางการเมือง​โดย​แท้​ ​องค์กรตุลาการก็จํา​ต้อง​สงวนท่าที​และ​ควบคุมการ​ใช้​อํานาจของตนเองลง

หากองค์กรทางการเมือง​อื่น​เห็นว่าองค์กรตุลาการ​ได้​ใช้​อํานาจตัดสินคดีอัน​เป็น​การรุกล้ำ​เข้า​มา​ใน​แดนอํานาจของตนเองมากจนเกินไป​ ​ก็​เป็น​ไป​ได้​ว่าองค์กรทางการเมือง​นั้น​อาจ​ใช้​อํานาจเพื่อตอบโต้การ​ใช้​อํานาจขององค์กรตุลาการ​ ​อัน​เป็น​เรื่องปกติของรัฐที่ยึดหลักการแบ่งแยกอํานาจ​ ​เช่น​ ​ใช้​วิธี​แก้​ไขรัฐธรรมนูญ​หรือ​ให้​รัฐสภาตรากฎหมาย​ใหม่​เพื่อลบหลักการที่ปรากฏ​ใน​คําพิพากษา​ ​ใช้​วิธีนํา​เรื่องไป​ให้​ประชาชนออกเสียงประชามติ​ ​ใช้​วิธีประกาศต่อสาธารณะอย่างชัดเจน​ถึง​การ​ไม่​เห็น​ด้วย​กับ​คําพิพากษา​ ​ใช้​วิธีนิ่งเฉย​ไม่​บังคับการ​ให้​เป็น​ไปตามคําพิพากษา​ ​ตลอดจน​ใช้​วิธี​แต่งตั้ง​ผู้​พิพากษา​ใหม่ๆ​ ​เข้า​ไปเพิ่มเติม​ ​เป็น​ต้น

การ​ใช้​อํานาจตอบ​โต้อง​ค์กรตุลาการปรากฏ​ให้​เห็น​ใน​หลายประ​เทศ​ ​เช่น​ ​ฝรั่งเศสสมัยประธานาธิบดีชาร์ลส์​  ​เดอ​ ​โกลล์​ (Charles de Gaulle) และ​สหรัฐอเมริกา​ใน​สมัยประธานาธิบดี​แฟรงคลิน​ ​ดี​. 
รูสเวลท์​ (Franklin D. Roosevelt)

กรณีของฝรั่งเศส​ ​ประธานาธิบดี​เดอ​ ​โกลล์​ ​และ​รัฐบาล​ได้​นําร่างรัฐบัญญัติ​ฉบับ​หนึ่งเสนอ​ให้​ประชาชนลงประชามติ​ ​เพื่อ​ใช้​เป็น​แผนแม่บท​ใน​การแก้​ไขวิกฤตการณ์​แอลจี​เรีย​ ​ซึ่ง​ประชาชนก็​เห็น​ด้วย​ให้​ใช้​กฎหมายดังกล่าว​ ​และ​มีผลบังคับ​ใช้​เป็น​รัฐบัญญัติ​เมื่อวันที่​ ๑๓ ​เมษายน​ ​ค​.​ศ​. ๑๙๖๒

มาตรา​ ๒ ​ของรัฐบัญญัตินี้​ให้​อํานาจแก่ประธานาธิบดี​ใน​การออกมาตรการ​ทั้ง​ทางนิติบัญญัติ​และ​ทางปกครอง​ ​เพื่อแก้​ไขวิกฤตการณ์​แอลจี​เรีย​ ​ประธานาธิบดี​เดอ​ ​โกลล์​จึง​ได้​อาศัยอํานาจตามมาตรา​ ๒ ​ออกรัฐกำหนดลงวันที่​ ๑ ​มิถุนายน​ ​ค​.​ศ​. ๑๙๖๒ ​จัดตั้งศาลทหาร​ใน​ดินแดนแอลจี​เรีย​ ​เพื่อ​ให้​เป็น​ศาลที่มี​เขตอํานาจ​ใน​ทุกข้อพิพาทที่​เกิดขึ้น​ใน​ดินแดนแอลจี​เรีย​

ต่อมาศาลทหารนี้​ได้​พิพากษา​ให้​นายกานาล​ (Canal) โดนโทษประหารชีวิต​ ​นายกานาล​ได้​ฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด​ให้​เพิกถอนรัฐกําหนดจัดตั้งศาลทหารดังกล่าว​ ​ศาลปกครองสูงสุด​ได้​พิจารณาว่ารัฐกําหนดจัดตั้งศาลทหาร​ใน​ดินแดนแอลจี​เรีย​ไม่​ชอบ​ด้วย​กฎหมาย​ ​เพราะ​ไม่​มีสถานการณ์พิ​เศษที่จํา​เป็น​เพียงพอ​ถึง​ขนาด​ต้อง​จัดตั้งศาลพิ​เศษขึ้นพิจารณาคดี​ใด​คดีหนึ่ง​โดย​เฉพาะ​เจาะจง​ ​และ​บทบัญญัติที่กําหนด​ให้​ศาลทหาร​ใน​ดินแดนแอลจี​เรีย​เป็น​ศาลชั้นต้น​และ​ศาลสุดท้าย​โดย​ไม่​อาจอุทธรณ์คําพิพากษาต่อศาล​อื่น​ได้​ ​เป็น​การขัดหลักกฎหมายอาญา​ทั่ว​ไป​ ​โดย​เฉพาะอย่างยิ่ง​ ​กรณีนายกานาลที่​โดนโทษประหารชีวิตกลับ​ไม่​สามารถ​อุทธรณ์คําพิพากษาดังกล่าว​ได้​ ​จึง​พิพากษา​ให้​เพิกถอนรัฐกําหนดจัดตั้งศาลทหาร​ใน​ดินแดนแอลจี​เรีย

รัฐบาล​ไม่​พอใจคําพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด​เป็น​อย่างมาก​ ​เพราะ​เห็นว่า​เป็น​การ​เข้า​มา​แทรกแซงการบริหาร​ ​และ​คําพิพากษา​เพิกถอนการจัดตั้งศาลทหาร​ใน​ดินแดนแอลจี​เรีย​เป็น​การขัดขวางการดํา​เนินนโยบายแก้​ไขวิกฤตการณ์​แอลจี​เรีย

ปฏิกิริยาของรัฐบาลที่มีต่อศาลปกครองสูงสุดนับว่ารุนแรงอย่างที่​ไม่​เคยปรากฏมาก่อน​ ​นายกรัฐมนตรี​แถลงว่า​ “รัฐบาลเห็น​ถึง​ความ​ผิดปกติของคําพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด​ ​คําพิพากษานี้​เป็น​ความ​พยายาม​เข้า​มาปฏิบัติภารกิจที่​อยู่​ใน​แดนของฝ่ายบริหาร​และ​องค์กรตามรัฐธรรมนูญ​ซึ่ง​รับอาณัติมา​จาก​ประชาชน​ ​และ​กระทบต่อ​ความ​รับผิดชอบ​ใน​หน้าที่ของรัฐบาล​และ​ชาติ” สี่วันถัดมา​ ​คณะรัฐมนตรี​แถลงว่า​ “การแทรกแซงของศาลปกครองสูงสุด​ ​ปรารถนา​ให้​การปฏิบัติการตามรัฐกําหนด​ต้อง​สะดุดหยุดลง” รัฐมนตรีกระทรวงข้อมูลข่าวสาร​ถึง​กลับกล่าวว่า​ “รัฐบาลเห็นว่าคําพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดมี​อยู่​จริง​ ​แต่​ไม่​มีค่าบังคับทางกฎหมายแต่ประการ​ใด”

รัฐบาลตัดสินใจแข็งข้อ​และ​ไม่​สนองตอบคําพิพากษา​ ​แทนที่รัฐบาล​จะ​ยุบศาลทหาร​ใน​ดินแดนแอลจี​เรีย​และ​เยียวยา​ให้​ทุกอย่างกลับคืนสู่สถานะ​เดิมก่อนมีการจัดตั้งศาลทหาร​ ​รัฐบาลกลับ​ใช้​อํานาจตอบโต้คําพิพากษา​ด้วย​การเสนอร่างรัฐบัญญัติจัดตั้งศาล​ความ​มั่นคงแห่งรัฐต่อรัฐสภาอย่างรีบด่วน​

ร่างรัฐบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์​ ๒ ​ประการ​  ​หนึ่ง​ ​เพื่อรับรองรัฐกําหนดจัดตั้งศาลทหาร​ใน​ดินแดนแอลจี​เรีย​  ​และ​สอง​ ​ปิดช่อง​ไม่​ให้​ศาลปกครอง​เข้า​มาตรวจสอบการจัดตั้งศาลทหาร​ใน​แอลจี​เรียอีก​ ​เพราะ​เมื่อออกกฎหมาย​ใน​รูปรัฐบัญญัติ​แล้ว​ ​ศาลปกครองก็​ไม่​อาจ​เข้า​มาตรวจสอบ​ได้​ ​รัฐสภา​ได้​ให้​ความ​เห็นชอบร่างรัฐบัญญัติดังกล่าว​และ​มีผลบังคับ​ใช้​เมื่อวันที่​ ๑๕ ​มกราคม​ ​ค​.​ศ​. ๑๙๖๓ ​เมื่อมีรัฐบัญญัติรับรองรัฐกําหนด​ ​ก็​เป็น​อันว่ารัฐกําหนดจัดตั้งศาลทหาร​ใน​ดินแดนแอลจี​เรียหลุดพ้น​จาก​การตรวจสอบของศาลปกครองทันที​ ​อีก​ทั้ง​รัฐบัญญัติ​ยัง​มีบทบัญญัติ​ใน​มาตรา​ ๕๐ ​ซึ่ง​ยืนยัน​ให้​รัฐกําหนดจัดตั้งศาลทหาร​ใน​ดินแดนแอลจี​เรียมีผลสมบูรณ์ย้อนหลังนับแต่วันที่ประกาศ​ใช้​บังคับ​ ​อีกนัยหนึ่งคือ​ ​ให้​รัฐกําหนดมีผลสมบูรณ์นับแต่​เริ่มต้นนั่นเอง

อีกกรณีหนึ่ง​ ​เดอ​ ​โกลล์​ต้อง​การแก้​ไขรัฐธรรมนูญ​ให้​ประธานาธิบดีมา​จาก​การเลือกตั้ง​โดย​ตรง​ ​ใน​ครั้ง​นั้น​เดอ​ ​โกลล์​ ​ประสบ​ความ​ยุ่งยาก​ใน​การหาคะ​แนนเสียง​จาก​ทั้ง​สองสภา​เพื่อสนับสนุน​ให้​มีการแก้​ไขรัฐธรรมนูญ​ ​แต่​เมื่อประ​เมินคะ​แนนนิยมของตน​แล้ว​ ​เห็นว่าประชาชน​ยัง​นิยมตนเองสูงมาก​ ​เดอ​ ​โกลล์​จึง​หนี​ไป​ใช้​ช่องทางตรา​เป็น​ร่างรัฐบัญญัติ​ ​แล้ว​ให้​ประชาชนออกเสียงประชามติ​ใน​ร่างรัฐบัญญัติ​แทน​ ​โดย​อ้างว่ากรณีดังกล่าว​เป็น​ “การจัดองค์กรขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ” ซึ่ง​รัฐธรรมนูญมาตรา​ ๑๑ ​อนุญาต​ให้​ออกเสียงประชามติ​ได้​ ​กรณีนี้​ได้​รับการวิจารณ์​กัน​มาก​

ข้อแรก​ ​เดอ​ ​โกลล์​ไม่​ให้​ความ​เคารพต่อรัฐสภา​ซึ่ง​ต้อง​เป็น​ “ด่านแรก” ใน​การพิจารณา​ให้​ความ​เห็นชอบร่างแก้​ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ​ ​กลาย​เป็น​ว่า​ ​ต่อไปหากประธานาธิบดี​ต้อง​การแก้​ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ​แล้ว​ประ​เมินว่า​เสียง​ใน​สภา​ไม่​เพียงพอ​หรือ​ไม่​ต้อง​การเสียเวลา​ ​ก็หันไป​ใช้​มาตรา​ ๑๑ ​แทน​

ข้อสอง​ ​หากประธานาธิบดี​เป็น​ที่นิยมชมชอบของประชาชน​ ​ก็​จะ​นําทุกเรื่องไปออกเสียงประชามติ​เพื่อหา​ความ​ชอบธรรม​ ​และ​อาจเสี่ยงต่อการเผด็จอํานาจแบบที่นโปเลียน​ ​โบนาปาร์ต​ ​และ​หลุยส์​ ​นโปเลียน​ ​ผู้​เป็น​หลานเคยทํามา​แล้ว​

ผลปรากฏว่าประชาชน​ให้​ความ​เห็นชอบตามที่​เดอ​ ​โกลล์​เสนอ​ ​ก่อนประกาศ​ใช้​ ​ส​.​ส​.​บาง​ส่วน​จึง​ได้​เข้า​ชื่อร้องขอต่อคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ​ ​แต่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ​ใน​คําวินิจฉัยลงวันที่​ ๖ ​พฤศจิกายน​ ๑๙๖๒ ​พิจารณา​แล้ว​ “เพื่อรักษาดุลยภาพของอํานาจ​ ​รัฐบัญญัติที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ​จะ​ตรวจสอบ​ความ​ชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญ​ได้​นั้น​ ​หมาย​ถึง​ ​รัฐบัญญัติ​แบบที่รัฐสภาลงมติ​เท่า​นั้น​ ​ไม่​รวม​ถึง​รัฐบัญญัติ​แบบที่ประชาชนลงประชามติ​ ​เพราะ​ถือ​เป็น​การ​ใช้​อํานาจอธิปไตยของชาติ​โดย​ประชาชนทางตรง​ ​ซึ่ง​คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ​ต้อง​ให้​ความ​เคารพ” จะ​เห็น​ได้​ว่า​ ​กรณีนี้​ทั้งๆ​ ​ที่​เดอ​ ​โกลล์บิดผันรัฐธรรมนูญ​ ​แต่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญก็​ไม่​กล้า​ “ชน” กับ​เดอ​ ​โกลล์​ ​เพราะ​เรื่องที่​เดอ​ ​โกลล์​ต้อง​การแก้​ไข​นั้น​ ​ผ่านการออกเสียงประชามติมา​แล้ว

กรณีของสหรัฐอเมริกา​ ​ประธานาธิบดีรูสเวลท์มีนโยบาย​ New Deal เพื่อแก้​ไขปัญหา​เศรษฐกิจ​ ​และ​สร้าง​ความ​เสมอภาค​และ​ความ​เป็น​ธรรม​ใน​สังคม​ ​โดย​เพิ่มบทบาทของรัฐ​ใน​การแทรกแซงเศรษฐกิจ​ ​รัฐสภา​ได้​ตรากฎหมาย​เป็น​จํานวนมากเพื่อ​ใช้​เป็น​เครื่องมือของนโยบาย​ New Deal อย่างไรก็ตาม​ ​ศาลสูงสหรัฐอเมริกา​ได้​ “ล้ม​-​ขัดขวาง” โครงการต่างๆ​ ​ตามนโยบาย​ New Deal ด้วย​การวินิจฉัยว่ากฎหมายเหล่า​นั้น​ขัดต่อรัฐธรรมนูญ​ ​เช่น​ ​กฎหมายกู้วิกฤตเหมืองแร่​ ​กฎหมายกําหนดค่า​แรงขั้นต่ำ​ของสตรี​ ​เป็น​ต้น​

เมื่อนโยบาย​ New Deal ต้อง​สะดุดบ่อยครั้ง​ ​ประธานาธิบดีรูสเวลท์​จึง​ทน​ไม่​ได้​ ​ต้อง​ประกาศขู่ว่า​จะ​ผลักดัน​ให้​มีการแก้​ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปฏิรูปศาลสูงตามนโยบาย​ Court Packing เช่น​ ​ให้​ประธานาธิบดีมีอํานาจแต่งตั้ง​ผู้​พิพากษา​เพิ่มมากขึ้น​ ​ศาลสูงสุดมีท่าทีอ่อนลงอย่างเห็น​ได้​ชัด​ ​ประกอบ​กับ​ผู้​พิพากษาศาลสูงที่ต่อต้านลัทธิ​แทรกแซงทางเศรษฐกิจ​โดย​รัฐ​ ​ได้​พ้น​จาก​ตํา​แหน่งไปหลายคน​ ​ทํา​ให้​ประธานาธิบดีรูสเวลท์มี​โอกาสแต่งตั้ง​ผู้​พิพากษา​ใหม่ๆ​ ​เข้า​ไปแทน​ ​เมื่อรัฐสภาตรากฎหมายออกมา​ใหม่​ ​(​ซึ่ง​ก็มี​เนื้อ​ความ​ทํานองเดียว​กัน​กับ​กฎหมายที่ศาลสูงเคยวินิจฉัยไป​แล้ว​ว่าขัดรัฐธรรมนูญ) ​ศาลสูงสุดก็วินิจฉัยว่าชอบ​ด้วย​รัฐธรรมนูญ​

ก่อนหน้า​นั้น​ ​ใน​คดี​ Pollock v. Farmers’ Loan & Trust Co. ศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกา​ได้​วินิจฉัยว่ารัฐสภา​ไม่​มีอํานาจตรากฎหมายเก็บภาษีทางตรงประ​เภทภาษี​เงิน​ได้​  ​ภายหลังคําพิพากษานี้​ ​รัฐสภา​จึง​ร่วม​กัน​แก้​ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ​ ​ฉบับ​ที่​ ๑๖ ​ปี​ ​ค​.​ศ​. ๑๙๑๓ ​เพื่อ​ “ลบ” หลักการ​จาก​คําพิพากษาดังกล่าว​ ​ด้วย​การกําหนด​ใน​รัฐธรรมนูญชัดเจนเลยว่า​ ​รัฐสภามีอํานาจตรากฎหมายเก็บภาษีประ​เภทนี้​ได้

หรือ​ใน​กรณีของไทย​ ​หลัง​จาก​ศาลฎีกา​ได้​วินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม​ ​พ​.​ศ​. ๒๔๘๘ ​ขัดต่อรัฐธรรมนูญ​แล้ว​นั้น​ ​สมาชิกสภา​ผู้​แทนราษฏรต่าง​ไม่​พอใจ​เพราะ​เห็นว่าองค์กรตุลาการก้าวล้ำ​เข้า​มา​ใน​แดนของฝ่ายนิติบัญญัติ​ ​จึง​ได้​ตั้งคณะกรรมาธิการคณะหนึ่งเพื่อพิจารณา​ ​คณะกรรมาธิการชุดนี้​เห็นว่าอํานาจ​ใน​การตี​ความ​รัฐธรรมนูญ​เป็น​อํานาจเด็ดขาดของสภา​ผู้​แทนราษฎร​ใน​ท้ายที่สุด​ ​เพื่อลดการเผชิญหน้าระหว่างศาล​กับ​สภา​ผู้​แทนราษฎร​ซึ่ง​อาจเกิดขึ้น​ได้​อีก​ใน​อนาคต​ ​ผู้​ร่างรัฐธรรมนูญ​ฉบับ​ ​พ​.​ศ​. ๒๔๘๙ ​จึง​กําหนด​ให้​มีองค์กรพิ​เศษทําหน้าที่นี้​โดย​เฉพาะ​ ​ด้วย​การจัดตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้น​เป็น​ครั้งแรก​ ​เพื่อทําหน้าที่วินิจฉัยว่าบทบัญญัติ​แห่งกฎหมาย​ใด​มีข้อ​ความ​แย้ง​หรือ​ขัดต่อรัฐธรรมนูญ​หรือ​ไม่​

จะ​เห็น​ได้​ว่าการ​ใช้​อํานาจตอบโต้​กัน​ระหว่างฝ่ายบริหาร​หรือ​ฝ่ายนิติบัญญัติ​กับ​ฝ่ายตุลาการ​เป็น​เรื่องปกติ​ ​ไม่​ได้​หมาย​ความ​ว่า​เมื่อองค์กรตุลาการมี​ความ​เป็น​อิสระ​แล้ว​จะ​หลุดลอย​จาก​หลักการแบ่งแยกอํานาจ​ ​ความ​อิสระขององค์กรตุลาการ​เป็น​ความ​อิสระภาย​ใต้​การตอบโต้ขององค์กรทางการเมือง​อื่น​ ​อย่างไรก็ตาม​ ​การ​ใช้​อํานาจขององค์กรทางการเมืองเพื่อตอบ​โต้อง​ค์กรตุลาการ​จะ​เป็น​ไป​ได้​มากน้อยเพียง​ใด​ ​ย่อมขึ้น​กับ​บริบททางการเมือง​ใน​ขณะ​นั้น​ ​ดังกรณีของประธานาธิบดี​เดอ​ ​โกลล์​ ​และ​ประธานาธิบดีรูสเวลท์ที่กล้าชน​กับ​ศาล​เพราะ​ประ​เมินว่าตน​ยัง​มีคะ​แนนนิยม​จาก​ประชาชนอย่างสูง​


-๑๐-

ประชาธิปไตยคืออะ​ไร? อาจ​เป็น​คําถามที่ตอบยาก​ ​แต่อย่างน้อยประชาธิปไตยก็มีสาระสําคัญพื้นฐาน​อยู่​ ​ก็คือ​ ​การปกครอง​โดย​เสียงข้างมาก​ ​และ​เสียงข้างมาก​ต้อง​เคารพ​และ​ไม่​ไปข่มเหงรังแกเสียงข้างน้อย​ ​ใน​ขณะ​เดียว​กัน​ ​เสียงข้างน้อย​ต้อง​อดทนต่อกฎเกณฑ์ที่มา​จาก​มติของเสียงข้างมาก​ ​และ​อดทนรณรงค์ทางการเมืองเพื่อรอวันกลับไป​เป็น​เสียงข้างมาก​

แน่ละ​ ​การปกครอง​ใน​ระบอบประชาธิปไตย​ไม่​ได้​มี​เพียงการเลือกตั้ง​ ​ตรง​กัน​ข้าม​ ​ประชาธิปไตย​ยัง​ต้อง​มีการคุ้มครองสิทธิ​และ​เสรีภาพของประชาชน​ ​การแสดง​ความ​คิดเห็นอย่างเสรี​ ​การมี​ส่วน​ร่วมของประชาชน​ ​การชุมนุมประท้วง​ ​อย่างไรก็ตาม​ ​การเลือกตั้งก็​เป็น​มาตรฐานขั้นต่ำ​ของการปกครองประชาธิปไตย​ ​เรา​จะ​มี​เครื่องมือ​ใด​ที่​ใช้​วัด​ความ​นิยมทางการเมือง​ได้​ดี​เท่า​นี้​ ​หรือ​ต้อง​ให้​ผู้​มีบารมี​-​คุณธรรม​เท่า​นั้น​หรือ​ที่มีสิทธิออกมาบอก​ได้​ว่านายกรัฐมนตรี​ต้อง​เป็น​ใคร​ ​รัฐบาล​ต้อง​เป็น​ใคร?

ตลอดหกสิบปีของประชาธิปไตยแบบไทยๆ​ ​(​ใช้​ปี​ ๒๔๙๐ ​หลังเหตุการณ์สวรรคตของรัชกาลที่​ ๘ ​ไปหนึ่งปี​เป็น​เกณฑ์​ ​เพราะ​เป็น​ปีที่รัฐประหารรัฐบาลประชาธิปไตยยกเลิกรัฐธรรมนูญ​ ๒๔๘๙ ​อัน​เป็น​รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด​ฉบับ​หนึ่ง​ ​เป็น​จุดเริ่มต้นของประ​เพณีรัฐประหาร​-​วงจรอุบาทว์ของการปกครองไทย​ ​และ​เป็น​ปีที่อุดมการณ์คณะราษฎร​ ๒๔ ​มิถุนายน​ ๒๔๗๕ ​เริ่มถูกกําจัดจนหายไป​จาก​การเมืองไทย) ​มี​ความ​พยายามลดคุณค่าของการเลือกตั้ง​ ​ให้​การเลือกตั้ง​เป็น​เรื่องสกปรก​ ​มี​แต่การซื้อเสียง​ ​ประชาชน​ผู้​ลงคะ​แนน​เป็น​คนโง่​ ​นักการเมือง​เป็น​ปีศาจ​ ​การเมืองแบบ​ผู้​แทน​เป็น​เรื่องเหลวไหล​ ​มี​แต่​เอาชนะคะคาน​และ​มุ่งหาผลประ​โยชน์​

ความ​พยายามเช่นนี้มี​เพื่ออะ​ไร?

ก็​เพราะ​ว่าหากการเลือกตั้ง​และ​การเมือง​ใน​ระบบรัฐสภาถูกลดคุณค่าจนต่ำ​เตี้ยติดดิน​แล้ว​ ​ย่อมทํา​ให้​อํานาจของ​ผู้​อวดอ้างว่าตนมีบารมี​ ​มีคุณธรรม​ ​มีการศึกษา​ ​และ​ผู้​ที่อ้างว่าตน​ไม่​อยากไปแปดเปื้อน​กับ​การเมืองสกปรก​ ​สูงเด่นขึ้นมา​แทน​ ​เมื่อประชาชนเหม็นเบื่อ​กับ​การเมือง​ใน​ระบบรัฐสภา​ ​ก็​จะ​ไปเรียกหา​ผู้​อวดอ้างว่าตนมีบารมี​ ​มีคุณธรรม​เข้า​มา​แทนที่นั่นเอง

ผู้​เขียนเห็นว่า​ ​ข้อเสนอเรื่อง​ “ตุลาการภิวัตน์” และ​ปรากฏการณ์​ “ตุลาการภิวัตน์” เป็น​ส่วน​หนึ่งของการลดทอนคุณค่าประชาธิปไตย​ ​ด้วย​การตําหนิการเมือง​ใน​ระบบ​ผู้​แทน​ ​และ​หันไปเชิดชูสถาบันจารีตนิยมอย่างองค์กรตุลาการ​

ใน​ความ​เห็นของ​ผู้​เขียน​ ​ปรากฏการณ์​ “ตุลาการภิวัตน์” อัน​เป็น​ผลต่อ​เนื่อง​จาก​พระราชดํารัส​ ๒๕ ​เมษายน​ ๒๕๔๙ ​ต่อ​เนื่องจาก​ข้อเสนอของธีรยุทธ​ ​บุญมี​ ​และ​ต่อ​เนื่อง​จาก​รัฐประหาร​ ๑๙ ​กัน​ยายน​ ๒๕๔๙ ​ไม่​เพียงแต่​ไม่​ช่วย​แก้​ไขปัญหาวิกฤตการเมือง​ ​ตรง​กัน​ข้าม​ ​ยัง​ทํา​ให้​ระบบกฎหมาย​และ​กระบวนการยุติธรรมถูกท้าทาย​-​สั่นคลอนอย่าง​ไม่​เคยปรากฏมาก่อน​  ​หลายครั้ง​ “ตุลาการภิวัตน์” อาจบังคับ​ให้​คน​ต้อง​เคารพ​ ​อาจสะกด​ให้​คนเห็นต่าง​ต้อง​สยบยอม​ ​แต่นั่น​ไม่​ได้​หมาย​ความ​ว่าพวก​เขา​ยอมรับนับถือ​ “ตุลาการภิวัตน์” ใน​ทุกกรณี​  ​ตรง​กัน​ข้าม​ ​อาจ​เป็น​เพราะ​พวก​เขา​หวั่นเกรง​ใน​อํานาจ​ ​(​ทั้ง​ทางการ​และ​ไม่​เป็น​ทางการ) ​มากกว่า​ ​ต้อง​ไม่​ลืมว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งสําคัญๆ​ ​ใน​ประวัติศาสตร์การเมืองของหลายประ​เทศ​ ​ล้วน​แล้ว​แต่​เกิด​จาก​การที่ประชาชนรู้สึกว่า​ไม่​มี​ความ​ยุติธรรม

ต่อคําถามว่า​ ​ณ​ ​เวลานี้​ ​ขบวนการ​ “ตุลาการภิวัตน์” จบ​หรือ​ยัง?

กับ​คําถามนี้​ ​ผู้​เขียนคงตอบ​ไม่​ได้​ ​นอกเสีย​จาก​แนะนํา​ให้​พิจารณา​ไปที่รัฐบาลปัจจุบัน​ ​พินิจดูว่านายกรัฐมนตรีคือใคร​ ​มา​จาก​พรรค​ใด​ ​เข้า​มา​เป็น​รัฐบาล​ได้​เพราะ​อะ​ไร​ ​มี​ใครสนับสนุน​อยู่​ ​แล้ว​ท่านอาจ​ได้​คําตอบชัดเจนว่า​ ​นับ​จาก​นี้​ “ตุลาการภิวัตน์” จะ​ยุติบทบาท​หรือ​บรรเทา​เบาบางลง​หรือ​ไม่?

...............

หนังสือเล่มนี้​เป็น​การรวบรวมบท​ความ​ของ​ผู้​เขียนตลอดสองปีที่ผ่านมา ​แก่นกลางของหนังสือ​อยู่​ที่การทํา​ความ​เข้า​ใจต่อบทบาทขององค์กรตุลาการ​ใน​ประชาธิปไตย​ ​การวิจารณ์คําพิพากษา​หรือ​คําวินิจฉัย​ใน​คดีที่​เกี่ยว​กับ​การเมือง​ ​และ​มีบางบท​ความ​เกี่ยว​กับ​พระราชอํานาจ​และ​บทบาทของกษัตริย์ตามระบอบประชาธิปไตยอันต่อ​เนื่อง​มา​จาก​หนังสือรวมบท​ความ​เล่มแรกของ​ผู้​เขียน​ ​อาจกล่าว​ได้​ว่า​ ​หนังสือเล่มนี้ประกอบไป​ด้วย​บท​ความ​ที่​เป็น​ “ปฏิกิริยา” ต่อกระบวนการ​ “ตุลาการภิวัตน์” (ถ้า​หาก​จะ​เรียกเช่น​นั้น)​ ​ที่ดํารง​อยู่​ใน​สังคมไทยนับแต่พระราชดํารัส​ ๒๕ ​เมษายน​ ๒๕๔๙

เจตนาของ​ผู้​เขียน​ไม่​ได้​ต้อง​การ​ “รื้อ​-​ล้ม” อํานาจตุลาการ​ ​หรือ​เปลี่ยนแปลง​ให้​องค์กรตุลาการ​ต้อง​มา​จาก​การเลือกตั้งเพื่อสร้าง​ความ​ชอบธรรมทางการเมือง​ ​เพียงแต่​เห็นว่า​ “ตุลาการภิวัตน์” ที่ผ่านมา ไม่​สอดคล้อง​กับ​หลักการนิติรัฐ​-​ประชาธิปไตย​ ​และ​ข้อเสนอ​ “ตุลาการภิวัตน์” ของธีรยุทธ​ ​บุญมี​ ​ไม่​ถูก​ต้อง​ ​เป็น​การนํามาพูด​ไม่​หมด​ ​ตุลาการภิวัตน์​เวอร์ชั่นธีรยุทธ​ ​บุญมี​ ​ไม่​มีอะ​ไรมากไปกว่าการประดิษฐ์ถ้อยคําสวยหรู​ ​และ​หยิบยกกรณีของต่างประ​เทศมา​เพียงแต่ชื่อ​โดย​จงใจละทิ้งเนื้อหาสาระสําคัญ​ ​ทั้ง​นี้ก็​เพื่อนํามารับ​ใช้​ความ​คิดบางประการของ​เขา​เท่า​นั้น​เอง​

ตุลาการภิวัตน์ตลอดสามปี​ ​มี​แต่การปราบปรามนักการเมือง​ ​ไม่​ได้​มีการขยาย​ความ​คุ้มครองสิทธิ​และ​เสรีภาพของประชาชน​ ​ไม่​ได้​ควบคุมองค์กร​ผู้​ใช้​อํานาจมหาชนมิ​ให้​ใช้​อํานาจตามอํา​เภอใจอันอาจกระทบต่อสิทธิ​และ​เสรีภาพของประชาชน​

ผู้​เขียนเห็นว่าองค์กรตุลาการ​ต้อง​ตระหนักเรื่องการจํากัดอํานาจตนเอง​ (Self-restreint) มิฉะ​นั้น​ “ตุลาการภิวัตน์” ที่ปรารถนา​ ​ก็​เป็น​ได้​เพียง​ “ตุลาการพิฆาต” ที่​ไม่​ “-ภิวัตน์” ให้​สังคมก้าวหน้า​ ​ที่​ไม่​ “-ภิวัตน์” เรื่องสิทธิ​และ​เสรีภาพของประชาชน​ ​ที่​ไม่​ “-ภิวัตน์” เรื่องรักษาดุลยภาพของอํานาจ​ ​แต่กลับ​ “พิฆาต” ศัตรูทางการเมือง​ “พิฆาต” นักการเมือง​ใน​ระบบ​ผู้​แทน​ ​และ​ “พิฆาต” นักการเมืองขั้วเดียว​-​ขั้วเดิม​ซ้ำ​แล้ว​ซ้ำ​เล่า

บท​ความ​ต่างๆ​ ​ที่นํามารวมเล่ม​ใน​ครั้งนี้​ ​ยัง​คงเจตนารมณ์​เดิมเช่นเล่มที่​แล้ว​ ​คือ​ ​เป็น​บท​ความ​ที่​เคยเผยแพร่ผ่านสื่อ​ใน​วงกว้าง​ ​เขียน​ด้วย​ภาษาที่บุคคล​ทั่ว​ไป​สามารถ​เข้า​ใจ​ได้​โดย​ไม่​ต้อง​ใช้​กระ​ไดปีนขึ้นไปอ่าน​ ​เป็น​บท​ความ​ที่​ไม่​สมควรนํา​ไป​ใช้​ขอตํา​แหน่งทางวิชาการ​ ​เพราะ​ไม่​มีรูปแบบตามมาตรฐานวิชาการที่​ต้อง​มีการอ้างอิง​ ​เชิงอรรถ​และ​เค้า​โครง​ ​อย่างไรก็ตาม​ ​ผู้​เขียน​ได้​รวบรวมหนังสือ​ ​และ​บท​ความ​ที่​ผู้​เขียนอ่าน​และ​ใช้​ประกอบการเขียน​ ​หรือ​อ่าน​แล้ว​จุดประกาย​ให้​เขียน​ ​ไว้​ใน​ท้ายหนังสือ​แล้ว​ ​หาก​ผู้​ใด​สนใจตรวจสอบ​ความ​ถูก​ต้อง​หรือ​ต้อง​การ​ค้น​คว้า​เพิ่มเติม​ ​ก็​สามารถ​พลิกไปดูรายชื่อเอกสารเหล่า​นั้น​ได้​ที่ท้ายเล่ม​

หนังสือเล่มนี้​จะ​เกิดขึ้น​ไม่​ได้​เลย​ ​หาก​ไม่​มีสํานักพิมพ์​โอเพ่น​ ​และ​พี่​โญ​-​ภิญโญ​ ​ไตรสุริยธรรมา​ ​ที่ตัดสินใจกล้าพิมพ์รวมเล่มออกจําหน่าย​ ​ทั้ง​ที่รู้ดีว่าหนังสือประ​เภทนี้​ไม่​ก่อ​ให้​เกิดราย​ได้​แต่อย่าง​ใด​ ​ยิ่งไปกว่า​นั้น​อาจกระทบต่อ​ความ​มั่นคงของสํานักพิมพ์ก็​เป็น​ได้​ ​เพราะ​เนื้อหาของหนังสือ​ไม่​ถูกจริตต่อกลุ่มคนจารีตนิยม​-​อนุรักษนิยม​ ​ซึ่ง​ครอบงําสังคมไทย​อยู่​ใน​ปัจจุบัน​ ​นอก​จาก​พี่​โญ​จะ​ลงทุนพิมพ์รวมเล่ม​ให้​แล้ว​ ​ยัง​คิดชื่อเก๋ๆ​ ​ตามสไตล์พี่​โญ​ให้​กับ​หนังสือเล่มนี้​ด้วย​ ​ผู้​เขียน​ยัง​ต้อง​ขอบคุณ​ ​จุ๊​-​บุญชัย​ ​แซ่​เงี้ยว​ ​ที่​เป็น​ธุระ​ใน​การพิสูจน์อักษร​และ​หมั่นทวงงานของ​ผู้​เขียนอย่างกระตือรือร้น​ ​รวม​ทั้ง​ต้อง​ขอบคุณ​ ​ตี๋​-​ธีรณัฏฐ์​ ​ขวัญกิจประณิธิ​ ​ที่ออกแบบ​และ​วาด​ได้​ “สวย” ซึ่ง​สวย​ทั้ง​ใน​แง่รูปภาพสวยงาม​ ​และ​สวย​ทั้ง​ใน​แง่สื่อ​ความ​หมาย

ขออนุญาตขอบคุณ​ ​รศ​.​ดร​.​วิษณุ​ ​วรัญญู​ ​ตุลาการศาลปกครองสูงสุด​ ​ที่สละ​เวลามา​เขียนคํานิยม​ให้​กับ​หนังสือเล่มนี้​ ​แม้ว่า​โดย​สถานะของท่าน​แล้ว​ ​อาจดูยากลําบาก​ใน​การมา​เขียนคํานิยม​ให้​กับ​หนังสือที่มี​เนื้อหา​เช่นนี้​

เมื่อครั้งที่​ผู้​เขียน​เป็น​นักศึกษา​ ​ได้​มี​โอกาสเรียนวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ​กับ​อาจารย์วิษณุ​ ​จนเมื่อ​ผู้​เขียน​ได้​เข้า​เป็น​อาจารย์ประจําคณะนิติศาสตร์​ ​มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์​ ​อาจารย์วิษณุ​ได้​เปิดโอกาสให้​ผู้​เขียนร่วมติววิชากฎหมายรัฐธรรมนูญของท่าน​ ​หลายโอกาสท่าน​ได้ให้​กําลังใจ​กับ​การแสดง​ความ​เห็นต่อสาธารณะของพวกเรากลุ่ม ๕ ​อาจารย์นิติศาสตร์​ ​มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผู้​เขียนขอบคุณ​ ​รศ​.​ดร​.​วรเจตน์​ ​ภาคีรัตน์, รศ​.​ประสิทธิ์​ ​ปิวาวัฒนพานิช, ดร​.​ฐาปนันท์​ ​นิพิฏฐกุล​ ​และ​อาจารย์ธีระ​ ​สุธีวรางกูร​ ​ที่ร่วม​กัน​ออกแถลงการณ์สาธารณะ​ใน​นามกลุ่ม​ ๕ ​อาจารย์นิติศาสตร์​ ​มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์​ ​มาตลอดนับตั้งแต่​ ๑๙ ​กัน​ยายน​ ๒๕๔๙ ​พวกเราร่วมรับ​ทั้ง​ดอกไม้​และ​ก้อนอิฐมา​ด้วย​กัน​เกือบ​ ๓ ​ปี​

ต้อง​ไม่​ลืมที่​จะ​ขอบคุณ​ ​พี่ลาภ​-​บุญลาภ​ ​ภูสุวรรณ​ ​จาก​ประชาชาติธุรกิจ​ ​พี่ยุ้ย​-​พิณผกา​ ​งามสม​ ​และ​ทีมงานประชา​ไท​ ​พี่ปุ๊​- ​ธนาพล​ ​อิ๋วสกุล​ ​และ​ทีมงานฟ้า​เดียว​กัน​ ​ที่​เปิดโอกาส​ให้​ผู้​เขียน​ได้เผยแพร่บท​ความ​ ​ท้ายสุด​ ​ขอบคุณสมาชิกเว็บบอร์ดฟ้า​เดียว​กัน​ทุกท่านที่ร่วม​กัน​ถกเถียงอย่างสร้างสรรค์

ผู้​เขียนหวังว่าหนังสือเล่มนี้​จะ​เป็น​ตัวลดทอนพลัง​ “ตุลาการภิวัตน์” แบบไทยๆ​ ​ที่ครอบงําสังคม​อยู่​ใน​ปัจจุบัน​ ​และ​สะกิด​ให้​สังคมไทย​ได้​ฉุกคิดว่าองค์กรตุลาการ​ไม่​ได้​อยู่​เหนือประชาธิปไตย​ ​แต่​เป็น​ส่วน​หนึ่งของประชาธิปไตยเช่นเดียว​กัน​กับ​องค์กร​อื่นๆ​ ​อํานาจ​และ​ความ​อิสระที่นิติรัฐ​-​ประชาธิปไตยหยิบยื่น​ให้​องค์กรตุลาการ​ ​ก็​เพื่อ​ให้​นํามา​ใช้​ปกป้องนิติรัฐ​และ​ประชาธิปไตย​ ​หา​ใช่​ให้​นํามา​ใช้​เพื่อทําลายนิติรัฐ​และ​ประชาธิปไตย​ไม่

ด้วย​ความ​เชื่อมั่นว่า​ ​วันหนึ่งสังคมไทย​จะ​มีองค์กรตุลาการประดุจเฮอร์คิวลีส​ ​ที่​ใช้​และ​ตี​ความ​กฎหมายอย่าง​ “ก้าวหน้า​-​สร้างสรรค์” ตามจินตภาพของดวอร์กิ้น​ ​มิ​ใช่​องค์กรตุลาการที่​เป็น​ผู้​ถือขวานไปตัดต้นไม้​แทนช่างไม้ดังเช่นข้อคิดของเล่าจื๊อ​


​ปิยบุตร​ ​แสงกนกกุล
๑๖ ​มกราคม​ ๒๕๕๒

วันครบรอบ​ ๔๐ ​ปี​ ​แยน​ ​พาลัค​ (Jan Palach)
นักศึกษาหนุ่มชาวเชโกสโลวะ​เกียเผาตัวประท้วงการบุก​เข้า​ยึดครองเชโกสโลวะ​เกีย​โดย​สหภาพโซเวียต​

ณ​ ​หอพักนักศึกษา​ ​มหาวิทยาลัย​ Nantes ประ​เทศฝรั่งเศส​


ที่มา : บทนำ​จาก​หนังสือชื่อเรื่อง​ ใน​พระปรมาภิ​ไธย​ ​ประชาธิปไตย​ ​และ​ตุลาการ ​ของปิยบุตร​ ​แสงกนกกุล​, ​สำ​นักพิมพ์​โอเพ่นบุ๊คส์​, ​กุมภาพันธ์​ ๒๕๕๒

เข้าสู่ระบบ