Home » บทความ » จันทจิรา เอี่ยมมยุรา » เสรีภาพในการชุมนุมในที่สาธารณะ : หลักทั่วไปและข้อจำกัด » ๓. ข้อจำกัดเกี่ยวกับเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะในที่สาธารณะ

๓. ข้อจำกัดเกี่ยวกับเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะในที่สาธารณะ

Blog Icon

กฏหมายมหาชน กฎหมายการชุมนุม สิทธิเสรีภาพ

03 October 2010

read 7565

๓.๑ เหตุผลในการตราข้อจำกัดเกี่ยวกับการชุมนุมสาธารณะ

หลักการแรกที่รัฐควรระมัดระวังในการจำกัดเสรีภาพของบุคคลในการชุมนุมในที่สาธารณะก็คือ เหตุผลอันชอบด้วยกฎหมายในการออกข้อจำกัด (Legitimate Grounds for Restriction) อันที่จริงเหตุผลอันชอบธรรมที่สนับสนุนให้รัฐออกกฎหมายจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมในที่สาธารณะได้นั้นได้มีบัญญัติไว้พร้อมมูลแล้วในรัฐธรรมนูญและในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งมีด้วยกันห้าประการดังต่อไปนี้ ดังนั้น รัฐสภาจึงไม่อาจออกกฎหมายกำหนดข้อจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมในที่สาธารณะเพิ่มเติมจากเหตุผลที่รัฐธรรมนูญและกติการะหว่างประเทศฯ บัญญัติไว้แล้วได้

เหตุผลข้อที่ ๑ เพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคมหรือบ้านเมือง (Public Order)

วัตถุประสงค์ข้อนี้ไม่อาจนำไปใช้เป็นข้ออ้างเพื่อห้ามหรือสลายการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธได้ รัฐจะต้องไม่อ้างเหตุผลเรื่องความเสี่ยงที่จะเกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นในบ้านเมืองหรือเรื่องการปรากฏตัวของกลุ่มที่เป็นปรปักษ์ต่อกลุ่มผู้ชุมนุมมาเป็นข้ออ้างในการห้ามหรือยุติการชุมนุมโดยสงบ นอกจากนี้ การห้ามการชุมนุมสาธารณะล่วงหน้าโดยอ้างว่ามีแนวโน้มจะเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายความรุนแรงเป็นเหตุผลที่ขัดกับหลักความได้สัดส่วน (disproportionate) กรณีเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงโดยการกระทำของบุคคลบางคนเป็นส่วนตัว รัฐควรใช้วิธีการจับกุมดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดเป็นรายบุคคลมากกว่าการสั่งห้ามการชุมนุมสาธารณะไว้ล่วงหน้า กรณีเช่นนี้ ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรป (The European Court of Human Rights) ตั้งข้อสังเกตว่า “บุคคลไม่จำต้องยุติการใช้สิทธิในการเข้าร่วมการชุมนุมโดยสงบ เพราะเหตุที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงเป็นบางครั้งบางคราว หรือเพราะเหตุที่มีการกระทำผิดอาญาโดยบุคคลอื่นในระหว่างการเดินขบวน ตราบเท่าที่บุคคลนั้นมีความตั้งใจหรือมีพฤติกรรมชุมนุมอยู่โดยสงบ”18

เหตุผลเรื่องความสงบเรียบร้อยของสังคมรัฐจะใช้ได้ในกรณีที่มีผู้เข้าร่วมการชุมนุมทำการยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นลงมือกระทำสิ่งที่ผิดกฎหมายและการกระทำนั้นเกิดขึ้นแล้วซึ่งเป็นไปตามหลักการ “ทฤษฎีอันตรายที่ประจักษ์และปรากฏอยู่” (Clear and Present Danger) หลักการนี้ผู้ยุยงต้องมีเจตนาที่จะก่อความรุนแรงและความรุนแรงนั้นต้องปรากฏแก่สังคม และจะต้องมีความสัมพันธ์ระหว่างความรุนแรงกับการแสดงออกที่ถือว่าเป็นการยุยงด้วย (ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล: Causation Theory)

เหตุผลข้อที่ ๒ เพื่อความปลอดภัยของสาธารณชน (Public Safety)

โดยปกติรัฐมีหน้าที่หลักในการรักษาความปลอดภัยของสาธารณชน ไม่ว่าในกรณีใดก็ตามหน้าที่นี้ไม่อาจมอบหมายให้แก่บุคคลอื่นเป็นต้นว่าผู้จัดการชุมนุมสาธารณะและผู้รักษาความปลอดภัยของกลุ่มผู้ชุมนุมไปจัดทำแทนรัฐได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้จัดการชุมนุมสาธารณะและผู้รักษาความปลอดภัยจะไม่สามารถช่วยเหลือรัฐในการประกันความปลอดภัยของสาธารณชนคนอื่นได้ อย่างน้อยผู้จัดการชุมนุมสาธารณะะก็สามารถป้องกันอันตรายที่จะเกิดจากกิจกรรมการชุมนุมของกลุ่มตนเองได้โดยการจัดหาการ์ดหรือผู้รักษาความปลอดภัยในกลุ่มผู้ชุมนุมให้เพียงพอ

เหตุผลข้อที่ ๓ เพื่อปกป้องการสาธารณสุขและศีลธรรมอันดีของประชาชน (Protection of Health and Morals)

เหตุผลข้อนี้มาจากแนวคิดเรื่องสิทธิในการได้รับการบริการสาธารณสุขที่ดี (right to health) ของประชาชนที่เชื่อว่าการปกป้องการสาธารณสุขเป็นการปกป้องสิทธิในการชุมนุมสาธารณะและการเคลื่อนขบวนโดยปริยายด้วย อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดที่กำหนดขึ้นเพื่อจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบต้องไม่ถึงขนาดไปกระทบต่อสาระสำคัญหรือแก่นของเสรีภาพในการชุมนุมจนเสื่อมค่าไป

สำหรับการปกป้องศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น มิได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐจะใช้เหตุผลด้านความเชื่อทางการเมืองหรือความเชื่อทางศาสนาซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะของกลุ่มผู้ชุมนุมมาเป็นเหตุในการห้ามการชุมนุมสาธารณะของกลุ่มนั้นได้ และควรกล่าวด้วยว่า ความเชื่อทางจริยธรรมของผู้มีอำนาจทางการเมืองในยุคสมัยหนึ่ง ๆ มิได้เป็นอย่างเดียวกันกับศีลธรรมอันดีของประชาชน19 ซึ่งเป็นความหมายที่ใช้อยู่ในข้อนี้ในฐานะที่จะเป็นเหตุผลจำกัดการชุมนุมได้

นอกจากนี้ตามหลักนิติรัฐ ข้อจำกัดทั้งหลายที่ตราขึ้นเพื่อใช้บังคับกับประชาชนจะต้องถูกบัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งในกฎหมายของรัฐ และบทบัญญัติของข้อจำกัดนั้นต้องมีความชัดเจนแน่นอนรัดกุมเพียงพอที่จะทำให้บุคคลคาดการณ์ผลทางกฎหมายจากการกระทำของตนได้ล่วงหน้า ในส่วนของคำว่า “ศีลธรรมอันดีของประชาชน” ก็เช่นเดียวกันต้องมีความหมายที่ชัดเจน มิใช่เพียงการบัญญัติแค่ว่ามีพฤติกรรมที่ละเมิดจริยธรรมเท่านั้น แต่จะต้องเป็นพฤติกรรมที่ถือว่าเป็นอาชญากรรม (Criminal) และซึ่งจะต้องบัญญัติองค์ประกอบและฐานความผิดไว้ในกฎหมายให้ชัดเจนด้วย หลักเรื่องความแน่นอนชัดเจนในกฎหมาย (Legal Certainty) นี้จะถูกนำไปใช้กับการตราข้อจำกัดทุกประเภทเช่นเดียวกัน (เช่นว่าการกระทำใดเป็นความผิดตั้งแต่ขั้นเตรียมการ หรือเป็นความผิดเมื่อลงมือกระทำ ตลอดจนการมีผลย้อนหลังของความผิด เป็นต้น) ดังนั้น ในกรณีที่ฝ่ายนิติบัญญัติประสงค์จะให้มีการจำกัดเสรีภาพสำหรับการชุมนุมสาธารณะที่ “ถือว่าเป็นอันตรายต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน” หรือให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ในการลงโทษการแสดงความคิดเห็น “ที่หยาบคายในที่สาธารณะ” ก็ต้องบัญญัติให้ชัดเจนทั้งลักษณะพฤติการณ์และโทษ

เหตุผลข้อที่ ๔ เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น

เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจมีหน้าที่สร้างความสมดุลระหว่างเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบกับสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่นที่พักอาศัย ประกอบกิจการงาน จับจ่ายซื้อของ ค้าขาย และประกอบธุรกิจในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมสาธารณะ ความสมดุลเช่นว่านี้หมายความว่า กิจกรรมต่าง ๆ ที่บุคคลต้องการทำหรือเกิดขึ้นในสถานที่เดียวกันกับที่ใช้ชุมนุมสาธารณะนั้นยังสามารถดำเนินไปได้ถ้าหากว่าบุคคลนั้นเองไม่ได้กระทำการอะไรอันเป็นการเพิ่มภาระที่ไร้เหตุผลมากขึ้น ในประเทศสหรัฐอเมริกา ศาลแห่งมลรัฐชิคาโกได้ตัดสินในคดี Collin v. Chicago Park District20 ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมมีเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะในสวนสาธารณะของเมืองที่เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลสวนได้บรรจงออกแบบไว้สำหรับเป็นสถานที่ปิคนิค หรือศาลยุติธรรมแห่งยุโรปได้พิพากษาว่า “การอนุญาตให้ผู้ชุมนุมเดินขบวนปิดกั้นทางด่วน Brenner ที่เชื่อมระหว่างประเทศเยอรมนีกับอิตาลีถึงเกือบ ๓๐ ชั่วโมง ไม่ถือว่าขัดต่อหลักความได้สัดส่วน (ระหว่างเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะและการเดินขบวน) กับเสรีภาพในการขนส่งสินค้าโดยเสรีภายใต้สนธิสัญญาสหภาพยุโรป”21 ศาลได้ให้เหตุผลประกอบคำพิพากษานี้ ๓ ประการ คือ ๑) การปิดกั้นเป็นไปในช่วงเวลาสั้น ๆ และเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ๒) ได้มีมาตรการหลายอย่างเพื่อช่วยบรรเทาความเสียหายจากการปิดกั้นถนน และ ๓) การห้ามการชุมนุมเดินขบวนที่เกินขนาดจะเป็นการพรากผู้ชุมนุมจากเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุม และจะนำไปสู่ความแตกแยกที่ขยายวงใหญ่ขึ้น นอกจากนี้ ลำพังการก่อความวุ่นวายหรือการต่อต้านการชุมนุมสาธารณะไม่เป็นเหตุผลที่เจ้าหน้าที่จะสั่งห้ามการชุมนุมล่วงหน้า (Prior Restriction)

ในสังคมประชาธิปไตย ความอดทนอดกลั้นซึ่งกันและกันเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องสร้างให้เกิดขึ้นในระดับหนึ่งก่อน จนผู้คนในสังคมรู้สึกว่าการชุมนุมสาธารณะและการเดินขบวนโดยสงบไม่เป็นการล่วงละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น อันที่จริงแล้วจากคำจำกัดความของเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะที่กล่าวมาตั้งแต่ต้น ถ้าจะเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่นอยู่บ้างก็เป็นเพียงชั่วคราวระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจสั่งห้ามหรือยุติการชุมนุมสาธารณะเพื่อเปิดโอกาสในการใช้สิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น เจ้าหน้าที่หรือองค์กรผู้มีอำนาจควรต้องพิจารณาวินิจฉัยประเด็นต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

๑. ลักษณะของสิทธิเสรีภาพที่บุคคลอื่นที่ไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุม (Non - participants) อ้างว่ามีโดยชอบนั้นคืออะไร เป็นต้นว่าสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว สิทธิในการใช้และครอบครองทรัพย์สินของตนเองได้โดยสงบ สิทธิในเสรีภาพและความปลอดภัยของบุคคล และสิทธิในเสรีภาพในการเดินทางเคลื่อนที่ หรือเสรีภาพในการถือศาสนา

มีข้อพิจารณาเกี่ยวกับข้อขัดแย้งระหว่างเสรีภาพในการชุมนุมและเสรีภาพในการนับถือศาสนาซึ่งต่างก็ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญเช่นกัน ในกรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธรัฐบาเยริ์นเคยมีคำพิพากษาว่า โดยที่การใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญของบุคคลหนึ่งจะต้องไม่กระทบหรือขัดแย้งกับการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญของบุคคลอื่นเกินสมควร ดังนั้น การดำเนินพิธีกรรมทางศาสนาจึงไม่อาจขัดขวางการชุมนุมในพื้นที่ปิดได้ และการชุมนุมในพื้นที่ปิดจะต้องไม่รบกวนการดำเนินพิธีกรรมทางศาสนา เนื่องจากการดำเนินพิธีกรรมทางศาสนาและการชุมนุมในพื้นที่ปิดต่างก็เป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมืองที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองและไม่อาจถูกจำกัดได้โดยบทบัญญัติของกฎหมาย22

๒.เหตุใดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่นจึงควรได้รับการพิจารณายิ่งกว่าเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะ (ในกรณีข้อเท็จจริงที่กำลังพิจารณาอยู่) โดยให้อธิบายถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้พิจารณาเช่นนั้น

๓.เหตุใดจึงตัดสินใจห้ามการชุมนุมสาธารณะ โดยให้อธิบายเหตุผลที่ชัดเจนถึงความจำเป็นในการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมคราวนั้น

๔.เพราะเหตุใดจึงไม่สามารถใช้มาตรการอื่นที่มีความรุนแรงน้อยกว่าการห้ามการชุมนุมสาธารณะได้ ต้องให้เหตุผลที่ยอมรับได้

เหตุผลข้อที่ ๕ เพื่อความมั่นคงปลอดภัยของชาติ (National Security)

หลัก “ความมั่นคงปลอดภัยของชาติ” ได้รับการบัญญัติไว้ในหลักการสิราคูซ่า (The Siracusa Principles on Limitation and Derogation Provision in the International Covenant on Civil and Political Rights, 1985) ซึ่งยินยอมให้นำเหตุผลเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของชาติมาจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะได้โดยชอบธรรม

หลักการสิราคูซ่าว่าด้วยการจำกัดและการห้ามใช้สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง บัญญัติว่า

ข้อ 29. ความมั่นคงปลอดภัยของชาติอาจถูกยกขึ้นเพื่อสนับสนุนมาตรการในการจำกัดสิทธิบางประการได้ก็แต่เฉพาะเพื่อการปกป้องการดำรงอยู่ของชาติหรือบูรณภาพแห่งดินแดน หรืออิสรภาพทางการเมืองของรัฐจากกองกำลังหรือการคุกคามด้วยกำลัง

ข้อ 30. ความมั่นคงปลอดภัยของชาติไม่อาจถูกยกขึ้นเป็นข้ออ้างในการจำกัดสิทธิเสรีภาพ เพียงเพื่อป้องกันภัยคุกคามการรักษากฎหมายอันเกิดจากกลุ่มย่อย ๆ ในท้องที่

ข้อ 31. ความมั่นคงปลอดภัยของชาติไม่อาจถูกยกขึ้นเป็นข้ออ้างเพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพโดยอำเภอใจได้ และจะนำมาใช้ได้เฉพาะเมื่อมีการวางมาตรการป้องกันที่เพียงพอและมีการเยียวยาอย่างมีประสิทธิภาพในกรณีที่ใช้อำนาจอย่างเกินขอบเขต

ข้อ 32. การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นขั้นตอนจะค่อย ๆ กัดกร่อนความมั่นคงปลอดภัยของชาติอย่างแท้จริง และจะเป็นอันตรายต่อสันติภาพและความมั่นคงปลอดภัยระหว่างประเทศด้วย รัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อการละเมิดดังกล่าวจะยกเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของชาติมาเป็นข้ออ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมในการขจัดฝ่ายค้านในข้อหาการทำลายความมั่นคงปลอดภัยของชาติ หรือใช้เพื่อปราบปรามประชาชนของรัฐไม่ได้”

ประเด็นเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของชาติมักถูกรัฐนำไปตีความอย่างกว้างขวางในการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะ แต่ถ้าหากพิจารณาหลักการข้อที่ 7 ข้อ 8 และข้อ 9 ของหลักการ Johannesburg (The Johannesburg Principles on National Security Freedom of Expression and Access to Information) จะพบว่ากรณีตัวอย่างข้างล่างต่อไปนี้ ไม่อาจถือเป็นการแสดงความคิดเห็นที่เป็นการคุกคามความปลอดภัยและความมั่นคงของชาติ

๑) การกระทำเพื่อสนับสนุนให้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลหรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ถ้าการกระทำดังกล่าวไม่ได้ยุยงให้มีการกระทำผิดกฎหมายหรือก่อภัยคุกคามที่รุนแรง ซึ่งนำไปสู่การละเมิดสาระสำคัญของกฎหมาย กรณีนี้ ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรป (European Court of Human Rights) ได้กล่าวไว้ว่า “แก่นแท้ของประชาธิปไตยคือยอมให้มีการนำเสนอนโยบายหรือโครงการทางการเมืองที่มีความหลากหลายและได้ถกเถียงกัน แม้ว่าการถกเถียงกันนั้นจะนำไปสู่การตั้งคำถามถึงวิถีทางการจัดการรัฐในปัจจุบันก็ตาม”

๒) คำวิพากษ์วิจารณ์หรือดูหมิ่นชาติ รัฐ หรือสัญลักษณ์ของรัฐ รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ คำวิพากษ์วิจารณ์หรือดูหมิ่นคนต่างชาติ รัฐต่างชาติ และสัญญลักษณ์ของรัฐต่างชาติ หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐต่างชาติ นอกจากนี้ การนำเสนอแนวทางความคิดต่าง ๆ ที่อาจพิจารณาได้ว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและรัฐได้นำไปบัญญัติเป็นกฎหมาย กฎหมายนี้ยังไม่อาจถือเป็นเหตุผลในการลิดรอนเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบได้โดยชอบธรรม ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปได้วินิจฉัยในคดี Stankov and the United Macedonian Organisation llinden v. Bulgaria (2001) ซึ่งเกี่ยวกับการปฏิบัติการของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในบัลแกเรีย ว่ารัฐบาลบัลแกเรียจำกัดสิทธิของผู้สมัครรับเลือกตั้งในการจัดการชุมนุมสาธารณะโดยไม่ถูกต้อง ศาลเห็นว่าถึงแม้ว่าประเด็นของเรื่องเป็นการแตะต้องสัญญลักษณ์และอัตลักษณ์ของชาติ แต่ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอสำหรับรัฐบาลที่จะใช้ดุลย์พินิจอย่างกว้างขวางเช่นนั้น

๓) การคัดค้านหรือการสนับสนุนข้อคัดค้านด้วยเหตุผลทางศาสนา หรือด้วยมโนสำนึกหรือความเชื่อในเรื่องการเกณฑ์ทหารเพื่อรับใช้ชาติ การคัดค้านความขัดแย้งเฉพาะเรื่อง หรือคัดค้านการคุกคามหรือการใช้กำลังโดยรัฐบาลเพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาติ

๔) การส่งผ่านข้อมูลซึ่งทำโดยองค์การใดองค์การหนึ่งซึ่งรัฐบาลได้ประกาศว่าเป็นภัยคุกคามความมั่นคงหรือประโยชน์ของชาติ หรือการสื่อสารแสดงความคิดเห็นโดยใช้ภาษาใดภาษาหนึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาของชนกลุ่มน้อยในชาติ

๓.๒. หลักความได้สัดส่วน (Proportionality) กับการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะ

ข้อจำกัดใด ๆ ที่ใช้บังคับกับเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะต้องเป็นไปตามหลักความได้สัดส่วนหรือหลักความพอสมพอควรแก่เหตุ23 หลักกฎหมายข้อนี้จะปล่อยไว้เป็นหลักกฎหมายทั่วไปและเป็นหน้าที่ของศาลและนักกฎหมายในการใช้และตีความกฎหมาย หรือจะบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในพระราชบัญญัติก็ได้ ดังเช่นกฎหมายว่าด้วยเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะของสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจัน24 ซึ่งประกอบด้วยหลักการย่อยสี่ประการ เจ้าหน้าที่จะกำหนดเงื่อนไขข้อจำกัดหรือมาตรการบังคับใด ๆ ต่อการชุมนุมจะต้องสอดคล้องเป็นไปตามหลักการย่อยทั้งสี่ประการ ดังต่อไปนี้

๓.๒.๑ ข้อจำกัดการชุมนุมสาธารณะต้องเป็นไปเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายการชุมนุมสาธารณะฯ หรือที่เรียกว่า “หลักวัตถุประสงค์”

แม้ว่าพนักงานเจ้าหน้าที่จะมีอำนาจออกคำสั่งหรือมาตรการบังคับต่อผู้ชุมนุมสาธารณะได้ตามกฎหมาย แต่การออกคำสั่งหรือมาตรการบังคับเหล่านั้นต้องเป็นไปเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายการชุมนุมสาธารณะเท่านั้น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การออกมาตรการบังคับต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายฉบับนั้นบรรลุผล หากกรณีเห็นได้ชัดเจนว่าคำสั่งหรือมาตรการบังคับที่ออกมานั้นไม่ได้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อทำให้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายการชุมนุมสาธารณะฯ บรรลุผล หรือมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บรรลุเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับอื่น คำสั่งหรือมาตรการบังคับที่ออกมานั้นก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (Illegality)

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ การจำกัดการชุมนุมสาธารณะสามารถกระทำได้ ในกรณีเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม หรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก (วัตถุประสงค์สองประการหลังไม่ได้อยู่ในขอบเขตของบทความฉบับนี้) นอกจากนี้ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของสหประชาชาติ ค.ศ.๑๙๖๖ ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีสมาชิกเมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ และมีผลใช้บังคับกับประเทศไทยตั้งแต่วันที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นต้นมา มาตรา ๒๑ ยังอนุญาตให้รัฐจำกัดการใช้สิทธิการชุมนุมสาธารณะได้ในกรณี “เพื่อประโยชน์แห่งความมั่นคงของชาติ หรือความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย การสาธารณสุข หรือศีลธรรมของประชาชน หรือการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น” ในกรณีที่ประเทศไทยจะตราพระราชบัญญัติว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะและการเดินขบวนเพื่อรองรับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๖๓ วรรคสองดังกล่าว สมควรเพิ่มวัตถุประสงค์ของการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๑ ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองและซึ่งรัฐธรรมนูญของไทยมิได้บัญญัติไว้ด้วยก็ได้

ดังนั้น การออกคำสั่งห้ามการชุมนุมสาธารณะด้วยเหตุผลเพื่อรักษาความสะอาดของสถานที่สาธารณะหรือเพื่อมิให้การจราจรในย่านธุรกิจติดขัด คำสั่งนั้นย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะคำสั่งห้ามการชุมนุมสาธารณะมิได้เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายการชุมนุมสาธารณะ แต่เป็นไปเพื่อกฎหมายฉบับอื่น คือพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง และพระราชบัญญัติจราจรทางบก เป็นต้น

๓.๒.๒ มาตรการบังคับที่เจ้าหน้าที่เลือกใช้ต้องเป็นมาตรการที่สามารถทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายการชุมนุมสาธารณะฯ ต้องการได้ หรือที่เรียกว่า “หลักความสัมฤทธิ์ผล”

นอกจากต้องตรวจสอบผ่านหลักการข้อ ๓.๒.๑ แล้ว คำสั่งหรือมาตรการบังคับของพนักงานเจ้าหน้าที่ยังต้องสอดคล้องกับหลักความสัมฤทธิ์ผลด้วย หลักการนี้เรียกร้องว่ามาตรการที่เจ้าหน้าที่เลือกใช้ต้องเป็นมาตรการที่พิจารณาในทางภววิสัย (Objectivity) แล้วสามารถนำไปสู่ผลที่กฎหมายต้องการได้ มาตรการที่เห็นได้ชัดเจนว่าไม่อาจบรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมายได้อย่างแน่แท้ ย่อมเป็นมาตรการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยเหตุผลข้อนี้ ดัวอย่างเช่น การติดตั้งรั้วเหล็กล้อมรอบสนามหลวงจนไม่มีทางเข้าออกเพื่อป้องกันมิให้ผู้ชุมนุมใช้พื้นที่สนามหลวงเป็นที่ชุมนุมสาธารณะด้วยเหตุผลว่าเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้พื้นที่สนามหลวงเพื่อกิจกรรมอื่น เช่น การแข่งขันว่าว การจัดกิจกรรมทางศาสนา เป็นต้น เป็นมาตรการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเหตุว่าการล้อมรั้วจนมิดชิดไม่เปิดโอกาสให้บุคคลอื่นเข้าไปใช้พื้นที่ได้เช่นกัน

๓.๒.๓ ข้อจำกัดที่อาจบรรลุวัตถุประสงค์ได้ที่เจ้าหน้าที่เลือกใช้ต้องเป็นมาตรการที่จำเป็น หรือเลือกใช้มาตรการที่รุนแรงน้อยที่สุด (The Least Intrusive) เท่าที่จะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้ก่อน ในกรณีที่จำเป็นมากขึ้นจึงเลือกใช้มาตรการที่รุนแรงมากขึ้นตามลำดับ ที่เรียกว่า “หลักความจำเป็น”

หลักการข้อนี้เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจได้พิจารณาเปรียบเทียบมาตรการที่อาจบรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการได้หลายๆ มาตรการ ว่ามาตรการต่างๆ เหล่านี้มาตรการใดบรรลุผลโดยกระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพของผู้ชุมนุมสาธารณะน้อยที่สุด หากปรากฏว่าไม่มีมาตรการใดที่สามารถทำให้วัตถุประสงค์ของกฎหมายบรรลุผลได้และมีผลรุนแรงน้อยกว่าแล้ว จึงถือว่ามาตรการดังกล่าวนั้นเป็นมาตรการที่จำเป็น และเป็นมาตรการที่ชอบด้วยกฎหมาย

กรณีตัวอย่างเช่น ในเหตุการณ์การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ฝ่ายผู้ชุมนุมได้ใช้รั้วลวดหนาม ยางรถยนต์ราดน้ำมันขวางกั้นถนนไว้ ศาลปกครองกลางวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวของผู้ชุมนุมมีลักษณะทำให้ผู้อื่นกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ จนไม่กล้าที่จะเข้าไปในรัฐสภาหรือออกจากรัฐสภา อันเป็นการกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น ดังนั้น การชุมนุมที่หน้ารัฐสภาจึงไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบอันจะได้รับการคุ้มครองตามมาตรา ๖๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

อย่างไรก็ตาม แม้การชุมนุมนั้นอาจมีการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมาย ไม่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ และเจ้าหน้าที่ตำรวจมีอำนาจสลายการชุมนุม แต่ศาลปกครองกลางได้กำหนดกรอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสลายการชุมนุมซึ่งจะต้องกระทำเท่าที่จำเป็น โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและมีลำดับขั้นตอนตามหลักสากลที่ใช้ในการสลายการชุมนุมของประชาชน25

อีกกรณีตัวอย่างหนึ่ง ได้แก่กรณีการชุมนุมประท้วงการก่อสร้างท่อส่งก๊าซไทย-มาเลย์เซียที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๔๕ ข้อเท็จจริงมีว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้มาตรการผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงการก่อสร้างท่อส่งก๊าซไทย โดยตั้งแถวตำรวจจำนวน ๒ แถวใช้กระบองเคาะโล่แล้วเคลื่อนกำลังเข้าผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุมให้ถอยร่นไปจากบริเวณเชิงสะพานจุติ-บุญสูงอุทิศ ด้วยเหตุผลว่าไม่ต้องการให้กลุ่มผู้คัดค้านร่วมชุมนุมกันในลักษณะนี้เพราะจะเกิดความไม่สะดวกแก่การเดินทางสัญจรผ่านไปมาของคณะรัฐมนตรีและกลุ่มบุคคลที่มาพบคณะรัฐมนตรี เป็นเหตุให้กลุ่มผู้ชุมนุมพากันลุกขึ้นยืนและพยายามผลักดันต้านทานไว้ และในที่สุดผู้คัดค้านและเจ้าหน้าที่ตำรวจต่างใช้ไม้คันธงและไม้กระบองเหวี่ยงทุบตีซึ่งกันและกัน พร้อมกับขว้างปาสิ่งของเกิดชุลมุนวุ่นวายส่งเสียงอื้ออึงไปทั่ว จนมีผู้บาดเจ็บทรัพย์สินเสียหาย

การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังผลักดันกลุ่มผู้คัดค้านให้สลายตัวพ้นไปจากบริเวณนั้นเสียในทันทีทันใด (...) เพียงมีสาเหตุเนื่องมาจากเกรงว่าจะเกิดความไม่สะดวกแก่การสัญจรผ่านไปมาของคณะบุคคลที่จะเดินทางมาร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ ทั้งไม่ปรากฏด้วยว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประกาศหรือแจ้งข้อความเตือนว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังจะใช้อำนาจรักษาความสงบเรียบร้อยโดยการใช้กำลัง (...) จึงเป็นการกระทำทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ26

๓.๒.๔ ข้อจำกัดที่อาจบรรลุวัตถุประสงค์ได้ต้องเป็นมาตรการที่เหมาะสมแก่ข้อเท็จจริงในขณะนั้น ที่เรียกว่า “หลักการได้สัดส่วนในความหมายอย่างแคบ”

ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการพิจารณาออกคำสั่งหรือมาตรการทางปกครอง เป็นการกำหนดให้เจ้าหน้าที่พิจารณาว่าคำสั่งหรือมาตรการนั้นมีความพอเหมาะพอควรกับกรณีข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นหรือไม่ กล่าวคือ ในการออกคำสั่งหรือมาตรการบังคับทางปกครอง พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจต้องชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ที่สาธารณชนจะได้รับจากการออกคำสั่งหรือมาตรการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะกับเสรีภาพของผู้ชุมนุมที่ถูกลิดรอนไปหรือต้องแบกรับภาระว่าได้ดุลยภาพกันหรือไม่ หากปรากฏผลว่าผลกระทบหรือผลร้ายที่ผู้ชุมนุมสาธารณะได้รับจากการใช้มาตรการดังกล่าวรุนแรงเกินกว่าที่ผู้ชุมนุมสาธารณะจะคาดหมายได้ และผลกระทบหรือผลร้ายที่ได้รับเห็นได้ชัดเจนว่ามีน้ำหนักมากกว่าประโยชน์ที่สาธารณชนจะได้รับ แสดงว่าคำสั่งหรือมาตรการนั้นไม่ได้สัดส่วนกับกรณี ถึงแม้ว่าสาธารณชนจะได้ประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวบ้างก็ตาม พนักงานเจ้าหน้าที่จะใช้มาตรการนั้นบังคับแก่ผู้ชุมนุมสาธารณะไม่ได้

ดังกรณีตัวอย่างการชุมนุมประท้วงโครงการก่อสร้างท่อส่งก๊าซไทย-มาเลย์เซียที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ดังกล่าวข้างต้น ศาลจังหวัดสงขลาและศาลปกครองสงขลามีความเห็นไปในแนวทางเดียวกันว่า การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังผลักดันกลุ่มผู้คัดค้านให้สลายตัวพ้นไปจากบริเวณที่ชุมนุมซี่งเป็นถนนหน้าโรงแรม เจ.บี.อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาเสียในทันทีทันใด จนมีผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บและทรัพย์สินเสียหาย เพียงมีสาเหตุเนื่องมาจากเกรงว่าจะเกิดความไม่สะดวกแก่การสัญจรผ่านไปมาของคณะบุคคลที่จะเดินทางมาร่วมประชุมกับคณะรัฐมนตรีที่พำนักอยู่ที่โรงแรม เจ.บี. เป็นการกระทำที่ไม่ได้สัดส่วนกันระหว่างประโยชน์ของสาธารณชนที่จะใช้ที่สาธารณะนั้นกับการลิดรอนจำกัดเสรีภาพของผู้ชุมนุมในการชุมนุมสาธารณะ การกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นอกจากนี้ การตั้งข้อจำกัดเกี่ยวกับการชุมนุมและการเดินขบวนต้องไม่ขัดต่อวัตถุประสงค์ของการชุมนุมหรือเดินขบวนและต้องไม่กระทบต่อสาระสำคัญของการชุมนุม เช่น การเลือกสถานที่และเวลาจัดการชุมนุมซึ่งขึ้นอยู่กับหัวข้อของการชุมนุมเป็นสำคัญ ตัวอย่างเช่น การประท้วงคัดค้านการใช้กำลังทางทหารจะต้องจัดการชุมนุมบริเวณหน้ากองบัญชาการไม่ใช่บริเวณสนามหญ้า หรือการชุมนุมเพื่อระลึกถึงการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยและผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์วันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙ จะต้องจัดการชุมนุมในวันที่ครบรอบวันที่ ๖ ตุลาคมดังกล่าว ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่สั่งเปลี่ยนสถานที่และวันเวลาจัดการชุมนุมไม่ถือว่าเป็นการตั้งข้อจำกัดเกี่ยวกับการชุมนุมและการเดินขบวน แต่ถือเป็นการห้ามการชุมนุมทีเดียว เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสถานที่และวันเวลาจัดการชุมนุมดังกล่าวกระทบต่อวัตถุประสงค์และสาระสำคัญของการชุมนุม

โดยสรุป หลักความได้สัดส่วนนี้ถือเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่สำคัญมาก เพราะเป็นเครื่องมือที่คอยกระตุ้นเตือนให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีอำนาจออกคำสั่งหรือมาตรการใด ๆ ในการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะต้องคิดไตร่ตรองทุกครั้งที่จะกระทำการ โดยไม่สามารถสั่งการแบบงานรูทีนปกติได้ เจ้าหน้าที่ต้องพิจารณาเสมอว่าขอบเขตของการเข้าไปแทรกแซงได้สมดุลกับเหตุผลของการเข้าไปแทรกแซงเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะหรือไม่ หลักความได้สัดส่วนจึงเป็นการบังคับให้เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องประเมินสถานการณ์การชุมนุมอย่างสมบูรณ์และเป็นภววิสัย ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรป (The European Court of Human Rights) เห็นว่าเหตุผลที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะอ้างได้ว่า (การกระทำของตน) เป็นไปตามหลักความได้สัดส่วนคือ “ความเกี่ยวโยงกับความพอเพียงสมเหตุสมผล” (Relevant and Sufficient) และการกระทำนั้นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “การประเมินข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอย่างมีเหตุผลยอมรับได้” 27การจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะเพียงเพราะความสงสัยของเจ้าหน้าที่หรือการสันนิษฐานไว้ก่อนนั้นไม่อาจยอมรับได้28

โดยเหตุนี้ การปรับใช้บทบัญญัติว่าด้วยข้อจำกัดในการชุมนุมสาธารณะแบบเหวี่ยงแหคลุมทุกกรณี เช่น การห้ามไม่ให้มีการเดินขบวนไม่ว่ากรณีใด ๆ ในระหว่างเวลาที่กำหนด (เช่นระหว่างเวลาพระอาทิตย์ตกถึงพระอาทิตย์ขึ้น) หรือการห้ามการชุมนุมใด ๆ ในพื้นที่สาธารณะซึ่งเป็นสถานที่ที่เหมาะสมในการชุมนุมสาธารณะ (เช่น หน้าทำเนียบรัฐบาล หน้าศาลากลางจังหวัด) เช่นนี้เป็นการห้ามในลักษณะเหมารวมโดยไม่ใช่ดุลย์พินิจพิจารณาจากสถานการณ์ หรือสภาพเฉพาะของเรื่องเป็นรายกรณี จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนหลักความได้สัดส่วน ใช้บังคับไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ในกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะอาจอนุญาตให้มีการจำกัดหรือกำหนดเงื่อนไขบางประการเกี่ยวกับเรื่องเวลา สถานที่ และลักษณะของการชุมนุมสาธารณะด้วยก็ได้ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการป้องกันมิให้มีการรบกวนหรือกระทบกระทั่งกันโดยไม่จำเป็นระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมสาธารณะในการใช้สิทธิในการชุมนุมสาธารณะกับสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่สามในการใช้ที่สาธารณะหรือเรื่องอื่นๆ การกำหนดข้อจำกัดหรือเงื่อนไขใด ๆ ในประเด็นเหล่านี้เจ้าหน้าที่ของรัฐมีหน้าที่รับผิดชอบในการสร้างความสมดุลระหว่างเสรีภาพของบุคคลในการแสดงความคิดเห็นและในการชุมนุมสาธารณะกับการสร้างภาระความเดือดร้อนให้แก่บุคคลที่สามที่ไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมเกินความจำเป็น ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องประเมินสภาพการณ์เหล่านี้ด้วยตนเอง มิใช่โดยอาศัยข้อมูลที่สื่อสารมาจากที่ชุมนุม และเจ้าหน้าที่จะต้องรับฟังความคิดเห็นของผู้จัดการชุมนุมสาธารณะประกอบการตัดสินใจด้วย

๓.๓ กฎหมายปราบปรามผู้ก่อการร้าย (Terrorist) และกลุ่มหัวรุนแรง (Extremism) กับการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะ

สมควรกล่าวถึงประเด็นที่น่าสนใจในที่นี้ประเด็นหนึ่ง นั่นคือ การที่รัฐอ้างเหตุผลเกี่ยวกับการปราบปรามผู้ก่อการร้ายหรือกลุ่มหัวรุนแรงเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยของประเทศจะต้องไม่เป็นการสร้างความชอบธรรมให้แก่รัฐที่จะดำเนินการใด ๆ โดยอำเภอใจไปละเมิดสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน ในเรื่องนี้ปฏิญญาแห่งเมืองเบอร์ลินของคณะกรรมการนิติศาสตร์ระหว่างประเทศว่าด้วยการส่งเสริมรักษาสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรมในการต่อสู้กับการก่อการร้าย (The Berlin Declaration of the International Commission of Jurists on Upholding Human Rights and the Rule of Law in Combating Terrorism, 2004) ได้เน้นย้ำว่า “ธรรมชาติที่ชั่วร้ายของการกระทำของผู้ก่อการร้ายไม่อาจเป็นเหตุผลหรือเป็นฐานให้แก่รัฐนำมาเป็นข้ออ้างในการละเลยพันธกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์”29

จากการศึกษาปัญหาที่ผ่านมาของต่างประเทศ มาตรการการปราบปรามผู้ก่อการร้ายเป็นประเด็นท้าทายและก่อปัญหาให้แก่สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบอย่างมาก เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเพิ่มอำนาจให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจสั่งหยุดและตรวจค้นประชาชน (Stop-and-Search Power) และขยายระยะเวลาในการควบคุมตัวโดยไม่ต้องตั้งข้อกล่าวหาได้นานขึ้น นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างอำนาจพิเศษอื่นๆ ที่ไม่มีในยามปกติเช่น การขึ้นบัญชีดำองค์การเฉพาะแห่งและการตั้งข้อหาทางอาญาแก่ผู้ที่ให้ความช่วยเหลือแก่องค์การดังกล่าว หรือการกำหนดให้พื้นที่หรือสถานที่เฉพาะแห่งเป็นเขตห้ามเข้า การเพิ่มบทลงโทษอาญาสำหรับการเข้าร่วมการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย การตั้งด่านสกัดหรือด่านควบคุมพื้นที่ชายแดนเพื่อป้องกันการเดินทางเข้ามาของผู้ชุมนุม

อำนาจและมาตรการทั้งหมดนี้ย่อมเป็นผลร้ายต่อเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ และโดยเหตุนี้ รัฐจึงต้องถูกเรียกร้องให้ใช้อำนาจเฉพาะเมื่อจำเป็นจริงๆ และต้องเป็นไปตามหลักความได้สัดส่วนอย่างเคร่งครัด (ดูเรื่องหลักความได้สัดส่วนหรือหลักพอสมพอควรแก่เหตุที่กล่าวมาแล้ว) ซึ่งองค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) ระบุว่าสภาวการณ์ที่เป็นข้อยกเว้นจากระบบกฎหมายปกติเช่นว่าในสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐหรือภัยฉุกเฉินสาธารณะอื่นๆ ไม่อาจนำมาเป็นข้ออ้างอันชอบธรรมเพื่อเบี่ยงเบนการใช้อำนาจของรัฐไปจากมาตรฐานขององค์การนิรโทษกรรมสากลได้30

โดยสรุป กฎหมายภายในของรัฐซึ่งตราขึ้นเพื่อปราบปรามผู้ก่อการร้ายหรือกลุ่มหัวรุนแรง ต้องให้คำจำกัดความคำว่าผู้ก่อการร้ายหรือกลุ่มหัวรุนแรงอย่างแคบและชัดเจน โดยต้องไม่รวมไปถึงผู้ใช้แนวทางสงบอหิงสาในการต่อต้านรัฐบาล (Civil Disobedience and Protest) เพื่อแสวงหาเป้าหมายทางการเมือง ศาสนา และความเชื่อทางการเมือง รวมทั้งผู้ที่พยายามจะสร้างอิทธิพลความคิดเหนือภาคส่วนต่างๆ ในสังคม ในรัฐบาลหรือแม้แต่ในระดับนานาชาติ

18 คดี Ezelin v. France (1991) and Zilliberberg v. Moldova (2004)

19 คำพิพากษาคณะตุลาการรัฐธรรมนูญโปแลนด์ ลงวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๐๐๖, K 21/15.

20 Collin v. Chicago Park District, 460 F.2d 746 (7th Cir. 1972).

21 Eugen Schmidberger, International Transport und Planzuge v. Republik Osterreich (2003)

22 ตามมาตรา ๘ วรรคสอง ของกฎหมายพื้นฐานแห่งสหพันธสาธารณรัฐเยอรมนี (Grundgesetz) กำหนดให้อำนาจแก่รัฐเฉพาะการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมในพื้นที่เปิดโล่งเท่านั้น ดู วรนารี สิงห์โต, “การชุมนุมและการเดินขบวนในระบบกฎหมายเยอรมัน”, ใน จันทจิรา เอี่ยมมยุรา, รายงานการศึกษาวิจัย เรื่อง โครงการศึกษาแนวทางการสร้างสุขภาวะในการชุมนุมสาธารณะ, เสนอต่อสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), พฤษภาคม ๒๕๕๓, หน้า ๑๐๒-๑๐๓.

23 ดู วรเจตน์ ภาคีรัตน์, หลักการพื้นฐานของกฎหมายปกครองและการกระทำทางปกครอง, พิมพ์ครั้งที่ ๓, สำนักพิมพ์วิญญูชน, ๒๕๔๙, หน้า ๒๙-๓๕.

24 Law of the Republic of Azerbaijan on Freedom of Assembly, 1998 มาตรา 7 (III)-(IV) บัญญัติว่า “Restriction of the freedom of assembly must be proportionate to pursued goals.  To reach the goal such a restriction must not exceed necessary and sufficient limits. (…) measures taken for restriction of the freedom of assembly must be highly needed for reaching the goal that was the cause for making the restriction.”

25 คำสั่งศาลปกครองกลางในคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๖๕/๒๕๕๑

26 สรุปจากคำพิพากษาของศาลจังหวัดสงขลา คดีหมายเลขแดงที่ ๒๓๒๑/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๔๗ และคำพิพากษาศาลปกครองสงขลา คดีหมายเลขแดงที่ ๕๑/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๙

27 Stankov and the United Macedonian Organization llinden v. Bulgaria (2001), para.87. Also see United communist Party of Turkey and Others v. Turkey (judgment of 30 January 1998), para.47.

28 จากคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญสหพันธรัฐเยอรมนี ดู The Brokdorf  decision of the Federal Constitutional Court of Germany (1985) BVerfGE 69, 315 1 BvR 233, 341/81.

29 Principle 8, Berlin Declaration of the International Commission of Jurists on Upholding Human Rights and the Rule of Law in Combating Terrorism “ในการใช้มาตรการปราบปรามการก่อการร้ายนั้น รัฐต้องเคารพและปกป้องสิทธิพื้นฐานและเสรีภาพ ซึ่งรวมถึงเสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพในศาสนา มโนธรรมหรือความเชื่อ เสรีภาพในการสมาคมและการชุมนุม สิทธิในการตัดสินใจด้วยตนเอง และสิทธิความเป็นอยู่ส่วนตัว ซึ่งทั้งหมดนี้กล่าวโดยเฉพาะในแดนที่เกี่ยวกับการรวบรวมและการคิดวิเคราะห์ข้อมูลและการเผยแพร่ข้อมูล ข้อห้ามข้อจำกัดทั้งหลายเกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ต้องเป็นเรื่องจำเป็นเท่านั้นและต้องได้สัดส่วน”

30 ดู Ten Basic Human Rights Standards for Law Enforcement Officials, Amnesty International Index: POL 30/04/98, United Kingdom (1998).

« ๒. หลักทั่วไปของเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะในที่สาธารณะ | | บรรณานุกรม»

เข้าสู่ระบบ