Home » บทความจากผู้อ่าน » โต้เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ: ความจริงของม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และขบวนการเสรีไทย(๒)

โต้เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ: ความจริงของม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และขบวนการเสรีไทย(๒)

Blog Icon

ประวิติศาสตร์ บทความจากผู้อ่าน

12 July 2012

read 5032


โต้เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ : ความจริงของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และขบวนการเสรีไทย (๒)


ดอม ด่านตระกูล

หนังสือเอกกษัตริย์บทที่ ๑๙ หน้า ๒๖๙ บอกว่า

ภายหลังที่สงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติลง ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการเจรจาเพื่อเอาทหารอังกฤษออกจากประเทศไทย  และการแก้ไขสนธิสัญญาต่างๆเพื่อให้ไทยหลุดพ้นจากการเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม คงไม่มีใครเกินหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา ที่ได้รับการยกย่องให้เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์และความเป็นไปต่างๆที่หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ได้บันทึกเล่าไว้ในหนังสือชีวลิขิต อันเป็นหนังสือประวัติชีวิตส่วนตัวของหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ที่เล่าเรื่องต่าง ๆ ให้คนรุ่นหลานฟังโดยใช้สรรพนามแทนตนเองว่า “ปู่”


และในบทเดียวกัน  หน้า ๒๙๔  มีบันทึกของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช จากหนังสือชีวลิขิตเป็นเนื้อความตอนหนึ่งว่า

คุณดิเรก ชัยนาม รัฐมนตรีมาพบและกล่าวว่า การเจรจาปู่ทำได้ดี  ผู้สำเร็จราชการขอให้ปู่รับเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีก  ปู่ไม่รับเป็น  สมควรกล่าวในที่นี้ว่า  ระหว่างปู่เป็นหัวหน้ารัฐบาลรักษาการ  คุณดิเรกมาปรารภว่า  ปรีดีได้ทำประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองเป็นอันมาก  ทั้งก่อนและระหว่างสงคราม  สมควรได้รับยกย่องให้เป็นรัฐบุรุษอาวุโส  มีทำเนียบอาศัยที่วังในกรมพระสวัสดิ์  ท่าช้างวังหน้า และให้มีเงินเดือนเลี้ยงชีพเท่าที่จำได้เป็นเดือนละ  ๑๐,๐๐๐ บาท   ปู่จึงออกประกาศแต่งตั้งและให้ได้รับประโยชน์จากที่เสนอ  สำหรับปู่เองได้ประกาศไว้แต่เริ่มงานเสรีไทยในอเมริกาว่าไม่ขอรับสินจ้างรางวัลใดๆ    จึงออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  ได้รับบำนาญเดือนละ ๖๐๐  บาท  และอาศัยบ้านพี่หญิงใหญ่อยู่เป็นบ้านเล็กๆยังไม่ได้ทาสี  แต่ก็สบายใจ

และในหน้า ๒๗๕  “ปู่” เล่าว่า

หนังสือพิมพ์ลงข่าวว่าปู่มาถึงกัลกัตตา  แต่มีเหตุขัดข้องจะไม่กลับเข้าเมืองไทยเป็นเหตุให้วิตกกังวลกันทั่วไป  สอบถามได้ความว่าเวลานั้นปู่เป็นวีรบุรุษของชาติ

คำว่า ปู่เป็นวีรบุรุษของชาติ คงมีน้อยคนนักที่จะกล้าเขียนถึงตัวเองแบบนี้ทั้งยังชวนให้คิดว่า “ปู่” เขียนเพื่อต้องการยกตัวเองให้สูงขึ้น (ว่าเป็นคนสมถะ  พอเพียง ไม่ต้องการสินจ้างรางวัล) โดยการเปรียบเทียบปรีดีฯ (ว่ารับผลประโยชน์จากงานรับใช้ชาติ)  ใช่หรือไม่
   
ก่อนอื่นผู้เขียนขอเสนอประเด็นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่หนังสือตำนานเสรีไทย ของ ดร.วิชิตวงศ์  ณ ป้อมเพชร ในหน้า ๑๕๐ บรรยายไว้ แม้เป็นหลักฐานชั้นรอง แต่ ดร.วิชิตวงศ์ เป็นผู้ที่ศึกษาค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับเสรีไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนานและมีผลงานออกมาเป็นเป็นที่ประจักษ์มากมาย จึงควรที่จะนำมาลงไว้ให้ผู้อ่านได้พิจารณา

เมื่อสงครามใกล้จะสงบนายปรีดี พนมยงค์ แจ้งให้ลอร์ดเมาท์แบทเตน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดสัมพันธมิตรและผู้แทนโอ.เอส.เอส.ทราบว่า นายปรีดี ต้องการให้ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรีของคณะรัฐบาลชุดใหม่ที่จะจัดตั้งภายหลังสงคราม เมื่อทางอังกฤษทราบเรื่องนี้ก็มีความเห็นว่านายปรีดีน่าจะผิดพลาดที่จะมอบให้ผู้ที่อยู่ห่างไกลจากเมืองไทยเป็นหัวหน้ารัฐบาลในยามหัวเลี้ยวหัวต่อ และเห็นว่าม.ร.ว.เสนีย์ ขาดคุณสมบัติและความเข้าใจในสถานการณ์ของประเทศไทย ทางด้านสหรัฐฯมีความเห็นว่าผู้ที่ควรจะเป็นนายกรัฐมนตรีของไทยก็คือนายปรีดี พนมยงค์นั่นเอง แต่นายปรีดีผู้ซึ่งกระทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นว่าจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถคงความเป็นเอกราชและอธิปไตย ไม่ต้องการจะให้สาธารณชนเข้าใจว่าตนหวังตำแหน่งอำนาจหน้าที่เป็นสิ่งตอบแทน คงยืนยันที่จะแต่งตั้ง ม.ร.ว.เสนีย์ เป็นนายกรัฐมนตรี และได้กระทำจนได้โดยไม่ฟังเสียงท้วงติงจากผู้ใด

ข้อความของ ดร.วิชิตวงศ์ สอดคล้องกับหลักฐานจากบันทึกของ มจ.ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัฒน์ ผู้ที่เป็นสมาชิกเสรีไทยคนสำคัญคนหนึ่งซึ่งถือเป็นหลักฐานชั้นต้นเพราะเป็นบันทึกของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โดยตรงเช่นเดียวกับบันทึกของม.ร.ว.เสนีย์ คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้อ่านที่จะได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลทั้ง ๒ ด้านต่อไป ในหนังสือ ๑๐๐ ปี ศุภสวัสดิ์ หน้า ๒๕๕ เขียนว่า

พวกหลวงประดิษฐ์ฯนั้น มิได้คิดจะยึดอำนาจไว้ในตัวของตัวเอง จึงได้คิดเอาม.ร.ว.เสนีย์   ปราโมช  เข้ามาเปน (สะกดตามแบบเดิมจากบันทึก-ดอม)  นายกรัฐมนตรี  จึงได้ดำเนินการแสดงเปนลำดับมาว่ามิได้ยึดอำนาจครองไว้แต่คณะตนผู้เดียว  เพราะถ้าพวกหลวงประดิษฐ์ฯจะคิดยึดอำนาจไว้ในตัวของตัวเองแล้วก็คงทำได้ง่ายโดยไม่มีปัญหา   เพราะในขณะนั้นทั้งอังกฤษและสหรัฐอเมริกาก็ต่างสนับสนุนเคารพนับถือในหลวงประดิษฐ์ฯ อยู่ทั่วไป  ถ้าเขาคิดว่าเขาจะกุมอำนาจไว้ในตัวก็ย่อมจะไม่เปนการยาก  แต่หลวงประดิษฐ์ฯ หาได้ทำเช่นนั้นไม่........เราไม่ควรจะนึกถึงคำพูด  แต่ควรจะนึกถึงการกระทำเปนเครื่องพิสูจน์จิตใจของคนดีกว่า

จากข้อเขียนทั้ง ๒ ชิ้นที่ยกมา มีเนื้อความตรงกันว่าผู้ที่สัมพันธมิตรเห็นว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมควรเป็นนายกรัฐมนตรี คือ นายปรีดี  พนมยงค์  แต่นายปรีดีไม่ยอมรับตำแหน่งเพราะไม่ต้องการให้ถูกครหา

อันที่จริงบันทึกของผู้อยู่ในเหตุการณ์น่าจะเป็นหลักฐานชั้นต้นที่เชื่อถือได้ แต่บางครั้งก็ต้องศึกษาประวัติความเป็นมาของผู้เขียนบันทึกด้วยเช่นกัน ในวิทยานิพนธ์ของนายสรศักดิ์ งามขจรกุลกิจ เรื่องขบวนการเสรีไทยกับความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศไทยระหว่างพ.ศ.๒๔๘๑-๒๔๙๒ ได้เล่าถึง  การให้คุณค่าต่อคำกล่าวของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช มีใจความสำคัญว่า ในการแสดงปาฐกถาเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๘๙ ม.ร.ว.เสนีย์ พูดว่า

.....ตอนรัฐบาลทางบ้าน ประกาศสงคราม ได้มีคำสั่งไปด้วยว่าให้นำความไปแจ้งที่กระทรวงการต่างประเทศอเมริกันข้าพเจ้านำสำเนาโทรเลขไปให้เขา แต่บอกกับเขาว่าข้าพเจ้าไม่ยอมเป็นตัวแทนประกาศสงครามกับอเมริกา  ทางกระทรวงการต่างประเทศของเขาก็ให้ใช้วิธีนอกตำรับอย่างเดียวกับเรา  บอกว่าเมื่อทูตตัวแทนไม่ยอมประกาศสงครามเป็นทางการ  เขาก็จะไม่รับรู้และไม่ประกาศสงครามกับไทยเป็นทางการ....

แต่ต่อมานายปรีดี พนมยงค์ ได้ชี้แจงหลักฐานเรื่องรัฐบาลจอมพลป. แจ้งประกาศสงครามแก่กงสุลสวิตประจำกรุงเทพฯ ซึ่งรัฐบาลสหรัฐอเมริกาตั้งเป็นตัวแทนดูแลผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา ฉะนั้นจึงไม่มีเหตุผลอันใดที่รัฐบาลต้องส่งใบประกาศสงครามซ้ำไปยังสถานทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน จากหลักฐานของนายปรีดี ทำให้คำกล่าวของม.ร.ว.เสนีย์ถูกลดคุณค่ากลายเป็นเรื่องไม่จริง ซึ่งมีผลต่องานวิจัยในช่วงหลังที่ได้ยกเลิกถ้อยความเดิมที่ว่าม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เก็บใบประกาศสงครามไว้ในกระเป๋า แล้วแทนที่ด้วยถ้อยความใหม่ที่มาจากหลักฐานของนายปรีดีแทน 

นี้เป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นชัดเจนว่า หลักฐานชั้นต้น ที่มาจากบันทึก หรือคำพูดของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นบางทีก็ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เชื่อถือได้เสมอไป  

ส่วนในเรื่องที่ว่า .........คุณดิเรกมาปรารภว่า  ปรีดีได้ทำประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองเป็นอันมาก  ทั้งก่อนและระหว่างสงคราม  สมควรได้รับยกย่องให้เป็นรัฐบุรุษอาวุโส........  ปู่จึงออกประกาศแต่งตั้ง ....... 

ความจริงคือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลทรงพระกรุณามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศยกย่องนายปรีดี พนมยงค์ ไว้ในฐานะรัฐบุรุษอาวุโสและให้มีหน้าที่รับปรึกษากิจราชการแผ่นดิน  เพื่อความวัฒนาถาวรของชาติสืบไป  เมื่อพระองค์ท่านเสด็จนิวัติถึงพระนครเพียง ๓ วัน ส่วน ม.ร.ว.เสนีย์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ไม่ใช่เป็นผู้แต่งตั้ง ดูรายละเอียดในพระราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๖๒  ตอนที่ ๗๐

ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการเจรจาเพื่อเอาทหารอังกฤษออกจากประเทศไทย และการแก้ไขสนธิสัญญาต่าง ๆ เพื่อให้ไทยหลุดพ้นจากการเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม คงไม่มีใครเกินหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา

ข้างต้นนั้นคือคำกล่าวในหนังสือเอกกษัตริย์ฯ แต่ในหนังสือ การวิเทโศบายของไทย โดย ศาสตราจารย์ กนต์ธีร์ ศุภมงคล หน้า ๓๕๖ มีใจความว่า

ในวันแรกเกิดสงครามในแปซิฟิก ท่านเสนีย์ ปราโมช เสนอยกสินทรัพย์ของประเทศไทยที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาให้แก่รัฐบาลอเมริกันเพื่อนำไปใช้ในการดำเนินสงคราม  แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอเมริกันปฏิเสธไม่ยอมรับ  เพียงแต่สั่งกักกันไว้เท่านั้น ต่อมารัฐบาลสมัยท่านปรีดีเป็นนายกรัฐมนตรี เจรจาขอให้ถอนการกักกันสำเร็จ เมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๔๘๙ ซึ่งช่วยส่งเสริมสถานะการเงินของไทยอีกทางหนึ่ง

ปัญหาเรื่องการให้ข้าวเปล่าที่ม.ร.ว.เสนีย์ ไปเสนอยกให้อังกฤษฟรีๆจำนวน ๑.๕ ล้านตันเพื่อแสดงอัธยาศัยไมตรีตามที่นายทวี บุณยเกตุ ได้บันทึกไว้ก็เช่นกัน ในที่สุดรัฐบาลท่านปรีดีได้เจรจาตกลงเป็นการซื้อขายในจำนวน ๑.๒ ล้านตัน ในวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๔๘๙ และมีส่วนที่ให้ฟรีๆเพียง ๑๕๐,๐๐๐ ตัน ซึ่งช่วยปลดภาระทางงบประมาณของไทยได้มาก

นี้คือความจริงของม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง

เข้าสู่ระบบ