Home » บทความจากผู้อ่าน » โต้เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ: ความจริงของม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และขบวนการเสรีไทย(๑)

โต้เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ: ความจริงของม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และขบวนการเสรีไทย(๑)

Blog Icon

ประวิติศาสตร์ บทความจากผู้อ่าน

28 June 2012

read 4820


โต้เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ : ความจริงของม.ร.ว.เสนีย์  ปราโมช และขบวนการเสรีไทย (๑)  
     

ดอม ด่านตระกูล

เรื่องขบวนการเสรีไทย เป็นประวัติศาสตร์สำคัญเรื่องหนึ่ง เป็นวีรกรรมของบรรพบุรุษชาวไทยทุกเพศทุกวัย ทุกชนชั้นวรรณะ ทุกสาขาอาชีพทั้งที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศที่ล้วนได้ร่วมแรงร่วมใจกันปฏิบัติงานรับใช้ชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ ภารกิจอันสูงส่งที่ต้องอาศัยจิตใจอันเข้มแข็งและกล้าหาญนี้ทำให้ประเทศไทยสามารถปกป้องเอกราชอธิปไตยของชาติเอาไว้ได้ และรอดพ้นจากการถูกสัมพันธมิตรปรับให้เป็นประเทศผู้แพ้สงคราม

แต่ในหนังสือเอกกษัตริย์ฯ บทที่ ๑๗ หน้า ๒๔๘ กล่าวว่า

ขบวนการเสรีไทยในต่างประเทศทั้งที่ในอเมริกา และอังกฤษดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีเอกภาพกว่าขบวนการเสรีไทยภายในประเทศเพราะว่าส่วนหนึ่งประกอบไปด้วยนักเรียนไทยไฟแรงเป็นหลักโดยที่มีบรรดาเจ้านายและข้าราชการสถานทูตเข้าร่วมเป็นแรงหนุนสำทับ ในขณะที่ขบวนการเสรีไทยในเมืองไทยเองประกอบไปด้วยบรรดาสมาชิกหลากหลาย ซึ่งมีทั้งนักการเมือง  ตำรวจ  ทหาร ฯลฯ และที่เป็นนักการเมืองก็มาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสายอีสานที่เป็นฐานสนับสนุนนายปรีดี พนมยงค์ เป็นส่วนใหญ่ ขบวนการเสรีไทยภายในประเทศจึงได้ดำเนินไปแบบค่อยเป็นค่อยไปอย่างเชื่องช้ากว่ามากแต่ก็ได้ก่อตัวขึ้นเป็นรูปเป็นร่างได้ในที่สุด


และในบทที่ ๑๙ หน้า ๒๙๖ บอกว่า

นอกจากพระสยามเทวาธิราชที่ช่วยให้ไทยได้รอดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษแล้ว หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ก็น่าจะเป็นอีกผู้หนึ่งซึ่งมีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการรักษาเอกราชของไทยไว้


การประเมินคุณค่าเสรีไทยในประเทศของวิมลพรรณฯ ดูเหมือนจะผิดจากความจริงมากมาย ถ้าเหล่าทายาทเสรีไทยได้อ่านไม่ทราบว่าจะรู้สึกอย่างไร   หรือเป็นความจงใจที่จะปิดบังคุณงามความดีของเสรีไทยในประเทศ  โดยเฉพาะนายปรีดี พนมยงค์ ผู้เป็นหัวหน้าขบวนการ เพราะความดีความชอบทั้งหมดทั้งมวลดูเหมือนจะยกย่องเชิดชูให้เป็นของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เสียเกือบทั้งสิ้น ผู้เขียนเข้าใจผิดไปเองหรือไม่ ขอเรียนท่านผู้อ่านช่วยพิจารณาด้วยเถิด

หลังจากที่ยูเนสโกประกาศว่าท่านปรีดีฯ เป็นปูชนียบุคคลของโลก ชีวิตและผลงานอันมีคุณูปการต่อชาติบ้านเมืองมากมายได้ถูกนำมาเผยแพร่ในวงกว้าง วิมลพรรณฯ จะไม่รู้ไม่เห็นบ้างเลยเชียวหรือว่า ขบวนการเสรีไทยในประเทศนั้นได้ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพมากเพียงไร ทั้งๆที่ขณะนั้นประเทศอยู่ในความยึดครองของกองทัพญี่ปุ่น การดำเนินการทุกอย่างต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงเพื่อไม่ให้รู้ถึงหูทหารญี่ปุ่น แต่เพราะนายปรีดีฯ ผู้นำขบวนการมีความสุขุมรอบคอบ ทั้งต้องใช้ไหวพริบและความเฉียบขาดในการตัดสินใจดำเนินการ ทั้งการทูตและการทหาร เพราะเป็นการทำงานท่ามกลางอันตราย เรียกว่าเอาชีวิตเป็นเดิมพันกันเลยทีเดียว ที่สำคัญพลพรรคเสรีไทยทุกคนล้วนทุ่มเทกายใจอย่างไม่เห็นแก่ความยากลำบาก ทั้งต้องอาศัยการทำงานอย่างเป็นเอกภาพ มีความสามัคคีมีน้ำหนึ่งใจเดียวกันภารกิจจึงประสบความสำเร็จ

แต่ความขัดแย้ง และไม่เป็นเอกภาพที่มีอยู่จริงของขบวนการเสรีไทยในสหรัฐอเมริกา วิมลพรรณฯ คงจะลืมกล่าวถึง และลืมเอ่ยชื่อบุคคลสำคัญที่นักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกาให้ความเคารพนับถือ และสนิทสนม ผู้นั้นคือ พันโท ม.ล. ขาบ กุญชร ผู้เป็นทูตทหาร  ส่วนคนสำคัญอีกท่านหนึ่งคือ นายจก ณ ระนอง นักศึกษาปริญญาโททางกฎหมายระหว่างประเทศและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด  ผู้เป็นคนเสนอให้ใช้ชื่อขบวนการว่า FREETHAI หรือเสรีไทย

อัครราชทูตคิดว่าสถานทูตไทยคือตัวแทนของประเทศไทย อาสาสมัครเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารของนักเรียนไทยควรกระทำเพื่อสถานทูต หรือ “รบให้สถานทูต” ซึ่งนักเรียนไทยเห็นว่าสถานทูตก็คือม.ร.ว.เสนีย์ฯ  จึงไม่เห็นด้วย

ในหนังสือ ตำนานเสรีไทย โดย ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร  เล่าว่า

นายจก ณ ระนอง เป็นผู้เสนอให้ตั้งขบวนการซึ่งต้องก่อเกิดขึ้นจากแรงศรัทธาของคนไทยในสหรัฐอเมริกา  ขบวนการนี้มิใช่สถานทูต  แต่จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนของคนไทยเพื่อเมืองไทย และเสนอชื่อขบวนการว่า FREETHAI  หลังจากนั้นที่ประชุมมีมติให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่งเพื่อดำเนินงาน โดยมีโครงสร้างดังนี้ อัครราชทูตเป็นประธาน ประกอบด้วยข้าราชการสถานทูตทุกคน และผู้แทนนักเรียนไทยอย่างน้อย ๒ คน เพื่อทำหน้าที่ประสานงานและดำเนินงานต่างๆให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของคนไทยไม่ใช่เพื่อตามความปรารถนาของอัครราชทูต   โครงสร้างนี้เป็นการจำกัดหน้าที่และความรับผิดชอบของอัครราชทูตยังความไม่พอใจแก่ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และเป็นจุดเริ่มของความขัดแย้งกับนักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกาหลายคน

ความขัดแย้งส่วนตัวระหว่าง ม.ร.ว เสนีย์ ปราโมช  กับ พันโท ม.ล.ขาบ กุญชร ผู้เป็นทูตทหารก็ควรจะนำมากล่าวไว้ในที่นี้ด้วยเช่นกัน ม.ร.ว.เสนีย์ฯ ดำเนินชีวิตเป็นระเบียบ ยึดมั่นในจารีต มีความไว้ตัว และไม่นิยมศรัทธาในคณะราษฎร  แต่พันโท ม.ล.ขาบ กุญชร เป็นผู้สนับสนุนแนวทางของคณะราษฎร และมีบุคลิกเป็นคนเปิดเผย สนุกสนาน ทำให้เป็นที่ชื่นชอบและสนิทสนมแก่นักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกา จึงเป็นธรรมดาที่การทำงานร่วมกันในหน่วยงานเล็กๆของผู้ที่มีความแตกต่างกันคนละด้านเช่นนี้ ย่อมก่อให้เกิดความขัดแย้ง

ยิ่งเมื่อร่วมกันก่อตั้งขบวนการเสรีไทย ความคิดเห็นที่แตกต่างก็ทำให้เกิดความเข้าใจผิด และขัดแย้งกันอยู่มาก  โดยเฉพาะเรื่องที่ ม.ร.ว. เสนีย์ฯ กล่าวดูหมิ่นดูแคลนน้ำใจของผู้สมัครเป็นทหารเสรีไทยว่าเป็น ทหารรับจ้าง พันโท ม.ล. ขาบฯ  มีความเห็นว่า  “ทหารเสรีไทยเหล่านี้ได้เสียสละแรงกายแรงใจ เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพราะความรักชาติ ในส่วนเรื่องเงินเบี้ยเลี้ยงควรจะกำหนดอัตราให้แน่นอน และควรให้เบิกเพิ่มเติมได้ถ้าไม่เพียงพอ เพราะทราบมาว่าในประเทศจีนมีค่าครองชีพสูงและถ้าพวกเขาจะมีเหลือเก็บออมสะสมบ้างก็เป็นเรื่องสมควร” ส่วน ม.ร.ว. เสนีย์ฯ มีความเห็นว่า “ไม่ควรหากำไรจากงานของชาติ  ทหารควรเป็นกองทัพของผู้รักชาติ ไม่ใช่  ทหารรับจ้าง”

ถ้อยแถลงนี้เป็นเรื่องที่ทหารเสรีไทยทุกคนที่กำลังปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายรู้สึกสะเทือนใจเป็นอันมาก (ในการปฏิบัติการครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิต  ๒  นาย) จากนั้นเหล่าทหารเสรีไทยในสหรัฐอเมริกาจึงมีหนังสือถึง อัครราชทูต ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เพื่อยืนยันว่า

๑.กลุ่มนายทหารเสรีไทยอาสาสมัครเข้าเสี่ยงชีวิตปฏิบัติการในสนาม มิใช่เพราะต้องการเงินเพียงเดือนละ ๒๓๐ เหรียญ หรือความสะดวกสบายที่จะได้รับจากเงินจำนวนนี้ เพราะถ้าต้องการความสะดวกสบายก็คงจะเลือกพำนักอยู่ในอเมริกา โดยมิต้องออกมาเป็นทหารทำการเสี่ยงชีวิต จึงขอให้อัครราชทูตเข้าใจ อย่าได้ประณามนายทหารเสรีไทยว่าเป็นทหารรับจ้าง เพราะได้รับเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายตามปกติของสถานการณ์เลย

๒.ขอให้คณะกรรมการเสรีไทยที่นักเรียนไทยเสนอให้จัดตั้งเป็นองค์กรที่รับผิดชอบเสรีไทยทั้งหมด   แทนที่จะมอบให้เป็นภารกิจของอัครราชทูตเพียงผู้เดียว โดยร่วมกันทำหนังสือยืนยันข้อเสนออีกครั้งหนึ่งลงวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๔๘๕ นักเรียนไทยมีความรู้สึกร่วมกันว่า อัครราชทูตมักจะดำเนินการต่างๆ โดยไม่ปรึกษาผู้ใด  จะยกเว้นก็แต่หลวงดิฐการภักดี เลขานุการโทเท่านั้น นอกจากนั้นยังตระหนักว่าอัครราชทูตไม่ชอบทูตทหารด้วยเหตุผลส่วนตัว  ดูเหมือนจะพยายามกีดกันทูตทหารออกไปจากวงจร  ทั้งนี้ไม่ได้พิจารณาถึงความรู้ความสามารถในการทหารของทูตทหารซึ่งค่อนข้างจำเป็นและมีความหมายต่อการดำเนินการเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของขบวนการเสรีไทย

ต่อมาความขัดแย้งระหว่าง ม.ร.วเสนีย์ ปราโมช กับนักเรียนไทยได้เพิ่มมากขึ้นอีก เมื่อทหารเสรีไทยจำนวนหนึ่งที่ฐานปฏิบัติการซือเหมา(ประเทศจีน) ได้ทำหนังสือไปยังนายสงวน ตุลารักษ์ (ตัวแทนเสรีไทยจากในประเทศที่นายปรีดีฯ ส่งมา) กับคณะที่เล็ดลอดมาถึงประเทศจีน แจ้งให้ทราบถึงการติดต่อและการร่วมมือใดๆให้ผ่านคณะกรรมการเสรีไทยในกรุงวอชิงตันซึ่งทำหน้าที่เป็นแกนกลางของขบวนการ ทำให้ ม.ร.ว.เสนีย์ฯ ยื่นใบลาออกจากประธานคณะกรรมการเสรีไทย และทำจดหมายเวียนให้บรรดานักเรียนไทยทราบเหตุผลเรื่องความไม่ถูกต้องของคณะกรรมการเสรีไทยทางกฎหมาย ทำให้เกิดความสับสนในฐานะและบทบาทระหว่างสถานอัครราชทูตและคณะกรรมการดังกล่าว

ความขัดแย้งเหล่านี้เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไประหว่างคนไทยและในหมู่ชาวอเมริกันที่เกี่ยวข้องกับเมืองไทย  ทำให้การปฏิบัติการทางทหารของเสรีไทยสายอเมริกาในช่วงแรกๆ มิได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเท่าที่ควร

ต่อถ้อยคำประณามของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เรื่อง “ทหารเสรีไทยเห็นแก่เงิน เป็นทหารรับจ้าง” นั้น นายทหารเสรีไทยสายอเมริกาได้พิสูจน์ความจริงใจในเรื่องนี้อย่างเป็นเป็นที่ประจักษ์แก่พลพรรคร่วมขบวนการคือ เมื่อนายสงวน ตุลารักษ์ และนายแดง คุณะดิลก จำเป็นต้องรีบเดินทางไปกรุงวอชิงตันเพื่อทำการติดต่อทำความเข้าใจกับเสรีไทยสายอเมริกาแต่ไม่มีค่าใช้จ่าย คณะนายทหารเสรีไทยได้แสดงความจริงใจโดยยินดีให้หักค่าใช้จ่ายในการเดินทางของบุคคลทั้งสองจากเงินเดือนของนายทหารเสรีไทยรุ่นที่ ๑ เพื่อเป็นค่าตั๋วเครื่องบินจากจุงกิงไปกรุงวอชิงตันในเดือนพฤศจิกายน ๒๔๘๖ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อปฏิบัติการของขบวนการให้บรรลุเป้าหมายได้โดยสะดวกยิ่งขึ้น

โดยที่ก่อนหน้านี้นายจำกัด พลางกูร เป็นคนแรกที่เดินทางมาถึงจุงกิง และได้ส่งโทรเลขติดต่อขอพบ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช  แต่ ม.ร.ว.เสนีย์ฯ ไม่ยอมอนุมัติเงินค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้นายจำกัด ทำให้นายจำกัด ได้แต่รอคอยคำตอบ ระหว่างนั้น มจ.ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน ได้เดินทางมาถึงจุงกิง ตามที่ มจ.ศุภสวัสดิ์ฯ (ในหนังสือ ๑ ศตวรรษ ศุภสวัสดิ์) ได้บันทึกไว้ว่า.......ข้าพเจ้าได้ชี้แจงให้เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำจุงกิงทราบ ทั้งพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าคณะเสรีไทยในเมืองไทยนั้นมีจริง  และได้ขอร้องให้เอกอัครราชทูตอังกฤษได้พบกับจำกัด เพื่อฟังเรื่องราวต่างๆ........ต่อนั้นไปข้าพเจ้าได้ติดต่อไปยัง ม.ร.ว.เสนีย์  ปราโมช ในการที่จะดำเนินการร่วมกันในนโยบายอันเดียวกัน แต่ข้าพเจ้ามิได้รับคำตอบประการใด ในต้นเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ นั้นได้ข่าวอย่างน่าเสียใจที่สุดว่า จำกัด พลางกูร ได้ตายเสียแล้วที่จุงกิง

นายจำกัดรอคำตอบขณะเดียวกันได้พยายามปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถและป่วยหนักจนกระทั่งเสียชีวิตไป  ระหว่างที่นายจำกัดป่วยหนัก นายสงวน ตุลารักษ์และคณะเดินทางมาถึงจุงกิง  เมื่อพันโท มล.ขาบได้พบปะพูดคุยกับนายสงวน ตุลารักษ์และคณะแล้ว จึงได้ปรึกษากับทหารเสรีไทยสายอเมริกา และได้ตกลงกันเรื่องช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเดินทางดังกล่าว ซึ่งต่อมาม.ร.ว.เสนีย์ฯ จึงยอมอนุมัติค่าใช้จ่ายและต้อนรับคณะตัวแทนเสรีไทยจากในประเทศ

คุณูปการของผู้รับใช้ชาติที่ใช้ชื่อขบวนการว่า เสรีไทย เป็นเรื่องของการเสียสละทั้งกำลังกายกำลังใจ และถึงขั้นสละชีวิต  เรื่องราวการต่อสู้ของบรรดาท่านผู้มีคุณเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ความสำเร็จในการรักษาเอกราชอธิปไตยของชาติ  เกิดขึ้นได้เพราะการร่วมแรงร่วมใจร่วมมือกันของคนในชาติ ไม่ได้เกิดจากอิทธิฤทธิ์อภินิหารใดๆ เพราะบรรพบุรุษของเราจึงทำให้ชาติรอดพ้นภัยในคราวนั้น เรื่องราวทั้งหมดจึงควรถูกบันทึกและเล่าต่อด้วยความเคารพต่อประวัติศาสตร์ ทั้งเพื่อประกาศเกียรติคุณ และเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษ

เข้าสู่ระบบ