Home » บทความแนะนำ » Euthanasiaกับการแก้ไขรธน.ลักเซมเบิร์ก:ว่าด้วยอำนาจกษัตริย์กรณีการประกาศใช้กฎหมาย

Euthanasiaกับการแก้ไขรธน.ลักเซมเบิร์ก:ว่าด้วยอำนาจกษัตริย์กรณีการประกาศใช้กฎหมาย

Blog Icon

กฏหมายมหาชน บทความแนะนำ

23 June 2012

read 3096


Euthanasia กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรลักเซมเบิร์ก : ว่าด้วยอำนาจกษัตริย์กรณีการประกาศใช้กฎหมาย

ปูนเทพ ศิรินุพงศ์

๑. บทนำ
   
ในโลกนี้มีประเด็นที่อยู่ในพื้นที่สีเทาระหว่างความชอบด้วยกฎหมายและความถูกต้องทางศีลธรรมอยู่มากมาย โดยบรรดาประเด็นต่างๆนี้ เมื่อใดก็ตามหากถูกยกขึ้น ย่อมนำไปสู่ความขัดแย้งทางความคิดของสังคม การถกเถียงเชิงศีลธรรมและเหตุผล ตลอดไปจนถึงคำถามในเชิงนิติปรัชญาว่าด้วยความถูกต้องเหมาะสมแห่งการรับรองให้ประเด็นต่างๆเหล่านี้ถูกทำให้เป็นที่ยอมรับในระบบกฎหมาย หากจะยกตัวอย่างประเด็นปัญหาที่มีลักษณะดังกล่าว ย่อมได้แก่ ประเด็นการอนุญาตให้ทำแท้งได้โดยชอบด้วยกฎหมาย? ประเด็นการอนุญาตให้สมรสได้ระหว่างบุคคลที่มีสภาพแห่งเพศเมื่อกำเนิดอย่างเดียวกัน? รวมไปถึงประเด็นการอนุญาตในสิทธิที่จะตายหรือการตายโดยสงบ (Euthanasia)?

กรณี Euthanasia หรือการตายโดยสงบนั้น เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันบนพื้นฐานแห่งมโนธรรมสำนึกและเหตุผลในหลายแง่มุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างสิทธิในชีวิตของผู้ป่วยในการกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง กับคุณค่าทางคุณธรรมในการธำรงรักษาไว้ซึ่งชีวิตแห่งมนุษย์ กระนั้นก็ตาม ปัจจุบัน ระบบกฎหมายในหลายๆประเทศได้ยอมรับให้กรณี Euthanasia นั้นสามารถกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ย่อมต้องเป็นไปตามภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้
   
เช่น ในประเทศเนเธอแลนด์ ซึ่งถือเป็นประเทศแรกในโลกที่รับรองความชอบด้วยกฎหมายของกรณี Euthanasia ในปี ๒๐๐๒ ต่อมา ประเทศเบลเยี่ยมได้ประกาศกฎหมายอนุญาตกรณีการดำเนินการ Euthanasia ได้โดยชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน

จนกระทั่งในช่วงปี ๒๐๐๘ ล่วงไปถึงปี ๒๐๐๙ ประเทศลักเซมเบิร์ก ได้มีการผ่านร่างพระราชบัญญัติที่รับรองสิทธิดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการตรากฎหมายฉบับดังกล่าวนั้น นำมาซึ่งประเด็นข้อถกเถียงทางสังคมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อกษัตริย์เฮนรี่แห่งลักเซมเบิร์กทรงปฏิเสธที่จะลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้ร่างกฎหมายซึ่งสภาแห่งลักเซมเบิร์กได้อนุมัติแล้ว จึงเป็นที่มาแห่งประเด็นถกเถียงอันสำคัญยิ่งทางกฎหมายรัฐธรรมนูญว่ากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยนั้น มีสิทธิที่จะตัดสินใจในการลงพระปรมาภิไธยหรือไม่ เพียงไร หรือเป็นหน้าที่ของพระองค์ที่จะต้องทรงลงพระปรมาภิไธยในร่างกฎหมายทุกฉบับซึ่งผ่านการอนุมัติจากสภาแล้ว

คำตอบของปัญหาอาจเป็นที่ถกเถียงได้หลากหลายในทางวิชาการ แต่เพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ตลอดจนไปถึงวิกฤตการณ์ในลักษณะเช่นเดียวกันที่อาจปรากฏขึ้นอีกในภายภาคหน้า รัฐบาลและรัฐสภาแห่งลักเซมเบิร์กได้ตัดสินใจทำการปฏิรูปรัฐธรรมนูญในประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพระราชอำนาจของกษัตริย์ในกระบวนการประกาศใช้กฎหมาย อันปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญของประเทศลักเซมเบิร์กมาตั้งแต่ปีค.ศ.๑๘๔๘

๒.  ราชอาณาจักรลักเซมเบิร์กกับความขัดแย้งในร่างกฎหมายเกี่ยวกับ Euthanasia

เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๐๐๘ รัฐสภาแห่งราชอาณาจักรได้ลงมติเห็นชอบในวาระแรกต่อร่างกฎหมายที่อนุญาตให้มีการกระทำ Euthanasia โดยชอบด้วยกฎหมายได้ โดยมีมติเห็นชอบ ๓๐ เสียงจากจำนวนทั้งหมด ๕๙ เสียง

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรลักเซมเบิร์กนั้น กระบวนการตรากฎหมายจะต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาสองวาระ และได้รับการลงพระปรมาภิไธยโดยกษัตริย์ (The Grand Duke)
   
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรลักเซมเบิร์ก มาตรา ๓๔ เดิมนั้น กำหนดไว้ว่า “กษัตริย์ทรงอนุมัติและทรงประกาศใช้กฎหมาย โดยพระองค์จะต้องดำเนินการตัดสินใจภายในระยะเวลาสามเดือนนับแต่การลงมติของรัฐสภา” ทั้งนี้ถือเป็นบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ได้รับรองไว้ตั้งแต่แรกเริ่มแห่งการมีรัฐธรรมนูญของราชอาณาจักร โดยได้รับอิทธิพลสืบมาจากรัฐธรรรมนูญแห่งราชอาณาจักรเบลเยี่ยม ค.ศ. ๑๘๓๑

กระนั้นก็ตาม กรณีร่างกฎหมายว่าด้วย Euthanasia นี้ ก่อนที่รัฐสภาแห่งราชอาณาจักรจะได้พิจารณาลงมติในวาระที่สอง ในเดือนธันวาคม ๒๐๐๘ กษัตริย์เฮนรี่ได้ทรงแจ้งต่อนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีบางคนว่าพระองค์ไม่ประสงค์จะทรงลงพระปรมาภิไธยในกฎหมายนี้  ทั้งนี้เนื่องจากพระองค์ไม่อาจที่จะทรงอนุมัติกฎหมายที่อนุญาตให้วิทยาการทางการแพทย์เข้ามาทำให้ชีวิตของผู้ป่วยต้องสิ้นสุดลง แม้ว่าจะเป็นความต้องการของผู้ป่วยนั้นเองก็ตาม โดยพระองค์ทรงให้เหตุผลในข้อคัดค้านดังกล่าวบนพื้นฐานของเหตุผลทางศีลธรรมและมโนธรรมสำนึก จึงไม่อาจที่จะทรงลงพระปรมาภิไธยในกฎหมายนี้ได้

กรณีดังกล่าวนี้ จึงเกิดประเด็นปัญหาขึ้นต่อคำถามถึงพระราชอำนาจของกษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรลักเซมเบิร์กว่ากรณีพระองค์ไม่ประสงค์จะลงพระปรมาภิไธยในร่างกฎหมายที่รัฐสภาซึ่งเป็นผู้แทนของประชาชนได้อนุมัติแล้วนั้นจะสามารถกระทำได้หรือไม่ เพียงไร โดยในการพิจารณาคำตอบต่อประเด็นดังกล่าวนี้ มีการถกเถียงกันอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม การพิจารณาหาคำตอบดังกล่าว มิใช่อาจทำได้เพียงดูแต่ตัวบทกฎหมายแห่งรัฐธรรมนูญเพียงมาตราใดมาตราหนึ่งเพียงเท่านั้น แต่ต้องพิจารณารัฐธรรมนูญทั้งระบอบ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคำตอบของคำถามก็ต้องเป็นไปโดยสอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยในทางผู้แทน ที่ถือว่าอำนาจสูงสุดนั้นเป็นของประชาชนโดยแสดงออกผ่านทางผู้แทนที่ได้รับเลือกโดยประชาชนเข้าไปทำหน้าที่ในนามของประชาชน

๓. พระราชอำนาจของกษัตริย์ลักเซมเบิร์กในกระบวนการตรากฎหมาย
   
สถานะของกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรลักเซมเบิร์กตามรัฐธรรมนูญนั้น ทรงดำรงตำแหน่งประมุขแห่งรัฐ ทรงเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นเอกภาพและทรงเป็นผู้ประกันความเป็นอิสระของชาติ
   
เมื่อระบอบการปกครองของราชอาณาจักรลักเซมเบิร์กเป็นระบอบประชาธิปไตยที่อนุญาตให้มีกษัตริย์เป็นประมุข (Constitutional monarchy) ดังนั้น พระราชอำนาจใดๆก็ตามของกษัตริย์ที่ทรงมี ย่อมต้องเป็นไปตามเท่าที่กฎหมายได้มอบอำนาจให้เท่านั้น

กล่าวถึงกระบวนการนิติบัญญัตินั้น ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรลักเซมเบิร์ก กษัตริย์ทรงมีอำนาจที่เกี่ยวเนื่องกับการนิติบัญญัติสองประการ ประการแรกคือ พระองค์ทรงมีสิทธิในการริเริ่มร่างกฎหมาย โดยการอนุญาตให้รัฐบาลเสนอร่างกฎหมายต่อรัฐสภา ประการที่สอง พระองค์ทรงมีสิทธิในการลงพระปรมาภิไธยที่จะประกาศให้ร่างกฎหมายบังคับใช้เป็นกฎหมาย ทั้งนี้กฎหมายแห่งราชอาณาจักรจะมีผลบังคับใช้โดยพิจารณาจากวันที่กษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย มิใช่พิจารณาจากวันที่ผ่านการอนุมัติจากรัฐสภา
   
พระราชอำนาจในการลงพระปรมาภิไธยในกฎหมายของกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรลักเซมเบิร์กนั้น ถือเป็นพระราชอำนาจที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนิติบัญญัติ กล่าวคือ หากปราศจากการลงพระปรมาภิไธยของกษัตริย์ ตัวอักษรใดๆก็ไม่มีทางที่จะกลายเป็นกฎหมาย ด้วยเหตุนี้จึงถือว่ากฎหมายที่กษัตริย์ไม่ลงพระปรมาภิไธยนั้น เป็นกรณีที่ฝ่ายบริหารได้ใช้สิทธิในการคัดค้านร่างกฎหมาย (“สิทธิวีโต้”) โดยถือว่าเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร อย่างไรก็ตามเมื่อระบอบการปกครองของประเทศเป็นระบอบประชาธิปไตยที่อนุญาตให้กษัตริย์เป็นประมุข ด้วยเหตุนี้การตัดสินใจใดๆก็ตามของกษัตริย์จึงต้องได้รับความยินยอมจากสมาชิกของรัฐบาล

สิทธิวีโต้หรือสิทธิในการคัดค้านร่างกฎหมายนั้น ถือเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่กษัตริย์จะทรงขัดขวางการตัดสินใจของรัฐสภา กระนั้นก็ตาม จากประวัติศาสตร์แห่งราชอาณาจักรลักเซมเบิร์ก ไม่ปรากฎกษัตริย์พระองค์ใดที่ทรงเคยใช้สิทธิวีโต้นี้ และถูกพิจารณาในช่วงหลายปีที่ผ่านมาว่าเป็นอำนาจในเชิงรูปแบบของกษัตริย์เท่านั้น[๑]

๔. การปฏิรูปรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับพระราชอำนาจในกระบวนการตรากฎหมายในปี ๒๐๐๙
    
ดังที่กล่าวมาแล้ว จากการที่รัฐสภาผ่านร่างกฎหมายเกี่ยวกับ Euthanasia ในวาระแรกนั้น กษัตริย์ เฮนรี่ได้ทรงแสดงพระราชประสงค์ที่จะไม่ลงพระปรมาภิไธยในร่างกฎหมายดังกล่าวหากผ่านรัฐสภาในวาระที่สอง

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีความเห็นในทางตรงกันข้ามกับพระราชประสงค์ดังกล่าว คือ มีความเห็นว่ากรณีร่างกฎหมายที่รัฐสภาให้ความยินยอมแล้วนั้น ฝ่ายบริหารไม่มีทางเลือกใดๆเลยนอกจากส่งร่างกฎหมายที่ผ่านการเห็นชอบโดยรัฐสภาไปยังกษัตริย์เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และกษัตริย์ก็ทรงถูกผูกพันเป็นพันธะที่ต้องรับรองและประกาศใช้กฎหมาย[๒]

ตามธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญนั้น ความขัดแย้งระหว่างกษัตริย์และรัฐบาลจะต้องไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชดำริใดๆของกษัตริย์จะเผยแพร่ต่อสาธารณะได้ก็โดยการยินยอมจากนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้เป็นไปตามหลักความรับผิดชอบทางการเมืองที่คณะรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบทางการเมือง ในขณะที่กษัตริย์ทรงอยู่เหนือความรับผิดชอบทางการเมือง
   
หากเกิดความขัดแย้งระหว่างกษัตริย์กับรัฐบาลภายใต้ระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่อนุญาตให้กษัตริย์เป็นประมุขนั้น โดยหลักแล้วความประสงค์ของรัฐบาลจะต้องอยู่ในฐานะที่ต้องพิจารณาก่อน ทั้งนี้ก็เพราะรัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภา[๓]

กรณีนี้ นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรลักเซมเบิร์ก นาย Jean-Claude Juncker ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตนเข้าใจดีถึงปัญหาขององค์กษัตริย์เกี่ยวกับข้อโต้แย้งทางมโนธรรมสำนึก แต่กระนั้นก็ตาม ตนเชื่อว่าหากรัฐสภาผ่านกฎหมายใดออกมา กฎหมายนั้นต้องนำไปบังคับใช้

จึงเกิดปัญหาวิกฤตการณ์ทางรัฐธรรมนูญขึ้นว่า หากกษัตริย์เฮนรี่ทรงยืนยันตามพระราชประสงค์เช่นเดิมนั้น ความขัดแย้งเช่นนี้จะสามารถแก้ไขได้อย่างไร เพื่อธำรงไว้ซึ่งกษัตริย์ที่อยู่ในฐานะประมุขของรัฐ ผู้ดำรงความเป็นกลางทางการเมืองอยู่เหนือความขัดแย้งใดๆทั้งปวง ในขณะเดียวกันก็ต้องธำรงไว้ซึ่งหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่เคารพอำนาจตัดสินใจของประชาชนซึ่งแสดงออกทางผู้แทน

กรณีเช่นนี้หากพิจารณาจากประเทศราชอาณาจักรใกล้เคียงอื่นๆ ถือว่าเคยเกิดขึ้นในลักษณะใกล้เคียงกันในกรณีของราชอาณาจักรเบลเยี่ยม เมื่อปี ๑๙๙๐ เมื่อครั้งนั้น กษัตริย์โบดวงแห่งเบลเยี่ยมซึ่งมีศักดิ์เป็นพระปิตุลาของกษัตริย์เฮนรี่ปฏิเสธที่จะลงพระปรมาภิไธยในกฎหมายอันอนุญาตให้มีการยุติการตั้งครรภ์โดยสมัครใจ โดยทรงให้เหตุผลบนพื้นฐานทางศาสนา ซึ่งในคราวนั้นราชอาณาจักรเบลเยี่ยมโดยคณะรัฐมนตรีและกษัตริย์โบดวงได้ร่วมกันหาทางออกด้วยการบิดผันรัฐธรรมนูญในรูปของ “กรณีกษัตริย์ไม่อาจครองราชย์” กล่าวคือ ให้ถือว่ากษัตริย์ทรงอยู่ในฐานะที่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นเวลา ๑ วัน โดยให้รัฐบาลเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน และรัฐบาลก็เป็นผู้ลงนามในกฎหมายดังกล่าวนั้น  (ผู้สนใจกรณีกษัตริย์เบลเยี่ยมปฏิเสธลงนามในพระราชบัญญัติ โปรดดู ปิยบุตร แสงกนกกุล, “กษัตริย์ไม่อาจครองราชย์” เครื่องมือแก้ไขปัญหากรณีกษัตริย์เบลเยี่ยมไม่ยอมลงนามประกาศใช้พระราชบัญญัติ, ฟ้าเดียวกัน, ปีที่ ๘ ฉบับที่ ๒ ตุลาคม – ธันวาคม ๒๕๕๓, หน้า ๔๔ – ๕๓)
   
มีความพยายามหาทางออกด้วยวิธีการประนีประนอมกันระหว่างรัฐบาลลักเซมเบิร์กและกษัตริย์  เฮนรี่ โดยรัฐบาลได้ยื่นข้อเสนอต่อกษัตริย์เฮนรี่ให้พระองค์ทรงลงพระปรมาภิไธยในร่างกฎหมายดังกล่าว แล้วในขณะเดียวกันให้พระองค์ทรงจัดทำหนังสือคัดค้านในนามส่วนพระองค์ถึงข้อคัดค้านทางศีลธรรม อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้ไม่ทรงเป็นที่พึงพระราชหฤทัยต่อกษัตริย์เฮนรี่
   
ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องหาหนทางแก้ไขปัญหาด้วยวิธีอื่น จึงนำมาซึ่งข้อเสนอของรัฐบาลให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในบทบัญญัติที่ว่าด้วยพระราชอำนาจของกษัตริย์กรณีการประกาศใช้กฎหมาย

นายกรัฐมนตรี Juncker ได้กล่าวว่า เนื่องจากพวกเราปรารถนาที่จะหลีกเลี่ยงวิกฤตการณ์ทางรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามในขณะเดียวกันพวกเราก็เคารพพระราชประสงค์ของกษัตริย์เฮนรี่ ดังนั้นเราจึงต้องแก้ไขบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา ๓๔ ที่ให้พระราชอำนาจกษัตริย์ในการ “อนุมัติ” ออกเสีย โดยเหลือไว้แต่เพียงการ “ประกาศใช้” เท่านั้น
   
Luc Frieden รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า กษัตริย์จะไม่ทรงมีบทบาทในกระบวนการนิติบัญญัติอีกต่อไป พระองค์จะเพียงแต่ทรงลงพระปรมาภิไธยเพื่อสุดสิ้นกระบวนการเท่านั้น
   
ข้อเสนอในการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด เช่นเดียวกันกับกษัตริย์เฮนรี่ก็ทรงพอพระราชหฤทัยในข้อเสนอดังกล่าว

อนึ่ง การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรลักเซมเบิร์กนั้น ตามมาตรา ๑๑๔ กำหนดไว้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นต้องได้รับความไว้วางใจจากรัฐสภาสองวาระ โดยจะต้องห่างกันอย่างน้อยสามเดือน ทั้งนี้ มติเห็นชอบนั้นจะต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า ๔๐ และ ๖๐ คะแนนตามลำดับ
   
รัฐสภาได้ลงมติเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งสองวาระในเดือนธันวาคม ๒๐๐๘ และในเดือนมีนาคม ๒๐๐๙
   
จึงนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในบทบัญญัติที่ว่าด้วยพระราชอำนาจของกษัตริย์ในกรณีการประกาศใช้กฎหมาย มาตรา ๓๔ จากเดิมที่กล่าวว่า “กษัตริย์ทรงอนุมัติและทรงประกาศใช้กฎหมาย โดยพระองค์จะต้องดำเนินการตัดสินใจภายในระยะเวลาสามเดือนนับแต่การลงมติของรัฐสภา” แก้ไขใหม่เป็น “กษัตริย์ทรงประกาศใช้กฎหมาย ภายในระยะเวลาสามเดือนนับแต่การลงมติของรัฐสภา”
   
ภายหลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๐๐๙ รัฐสภาก็ได้ผ่านมติในวาระที่สอง และกฎหมายว่าด้วย Euthanasia ก็ได้ประกาศใช้ภายใต้วิธีการตามรัฐธรรมนูญที่ถูกแก้ไขใหม่

ทำให้เป็นที่ชัดเจนว่า หากรัฐสภาผ่านร่างกฎหมายมานั้น รัฐสภาในนามของผู้แทนปวงชนย่อมได้รับการเคารพในอำนาจตัดสินใจ องค์กรใดๆก็ตามไม่สมควรที่จะมีอำนาจฝืนการแสดงเจตจำนงแทนปวงชนได้ ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์หรือคณะรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม ก็มิได้หมายความว่าการตัดสินใจของรัฐสภานั้นจะเป็นไปโดยอำเภอใจ เพราะท้ายที่สุดแล้วกฎหมายที่ถูกประกาศใช้นั้น ก็จะถูกควบคุมโดยประชาชนซึ่งถือเป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริงในระบอบประชาธิปไตย หรือหากกฎหมายนั้นตราขึ้นด้วยวิธีการหรือเนื้อหาที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุด ก็มีองค์กรตุลาการโดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญที่ทำหน้าที่พิทักษ์ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายตามที่กำหนดเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ
   
การแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้เป็นหนึ่งในวิธีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย กล่าวคือเป็นวิธีการที่จะธำรงให้กษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมืองโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้เพื่อให้พระองค์ดำรงอยู่ในฐานะประมุขของรัฐ และเป็นที่เคารพสักการะของราษฎรอย่างแท้จริง โดยไม่เปิดช่องทางให้พระองค์อาจมีความรับผิดชอบทางการเมืองได้ไม่ว่าในกรณีใดๆ

ตัวอย่างของข้อเสนอให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้เป็นประชาธิปไตยที่ถูกนำเสนอโดยนาย Luc Frieden รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของราชอาณาจักรลักเซมเบิร์ก ซึ่งเคยเป็นผู้บรรยายวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญในมหาวิทยาลัยลักเซมเบิร์ก ได้เสนอว่า ในอนาคตอาจมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับพระราชอำนาจให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยยิ่งขึ้น เช่น การอนุญาตให้รัฐบาลเสนอร่างกฎหมายสู่สภาได้โดยไม่ต้องขออนุมัติจากกษัตริย์, การให้อำนาจเป็นของนายกรัฐมนตรีในการประกาศใช้กฎหมาย และการให้อำนาจในการแต่งตั้งพนักงานผู้ทำงานรับใช้รัฐเป็นของรัฐบาล มิใช่เป็นพระราชอำนาจกษัตริย์อีกต่อไป

๕. บทสรุป

นี่คือตัวอย่างหนึ่งของเหตุการณ์ทางรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นในประเทศซึ่งปกครองโดยราชอาณาจักร
   
เพราะ “ประชาธิปไตย” เป็นสิ่งที่พึงปรารถนา ดังนั้นการจัดรูปแบบองค์กรใดๆของรัฐย่อมต้องสอดคล้องกับประชาธิปไตย
   
ประเทศลักเซมเบิร์กปกครองในรูปแบบราชอาณาจักรมาเป็นเวลายาวนาน แต่ในขณะเดียวกันกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดก็ได้สถิตสถาพรเป็นกฎหมายสูงสุดในรัฐตั้งแต่ ค.ศ. ๑๘๖๘
   
เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเป็นกรณีที่เกี่ยวพันกับกษัตริย์ในฐานะองค์กรทางรัฐธรรมนูญองค์กรหนึ่ง วิธีการแก้ไขปัญหาของประเทศที่เป็นประชาธิปไตยไม่ใช่การทำลายรัฐธรรมนูญด้วยการฉีกรัฐธรรมนูญ หรือบิดเบือนรัฐธรรมนูญไปในทางที่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย แต่การแก้ไขนี้ เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปตามระบอบ และนำไปสู่การยอมรับโดยทุกฝ่าย ทั้งกษัตริย์ รัฐบาล รัฐสภา ตลอดจนถึงประชาชน
   
เพราะอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ดังนั้น การใช้อำนาจโดยองค์กรใดๆก็ตามของรัฐ ย่อมต้องเคารพเจตจำนงประชาชน
   
ในขณะเดียวกัน กษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยนั้น หลายๆประเทศได้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์เพื่อธำรงไว้ซึ่งสถาบันกษัตริย์ให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักการที่กล่าวว่า “The king can do no wrong” นั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีอยู่ในระบอบประชาธิปไตย
   
กล่าวคือ เพื่อพิทักษ์กษัตริย์ให้ปลอดจากความรับผิดชอบทางการเมือง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ “The King” จะต้อง “do nothing”
   
ด้วยเหตุนี้ ในระบอบประชาธิปไตย จึงไม่มีโอกาสแต่อย่างใดเลยที่ “The King” จะ “do wrong” ได้ แม้ “The King” ประสงค์จะ “do wrong” เพียงใดก็ตาม
   
ด้วยเหตุที่ว่า “The King” ในระบอบประชาธิปไตยนั้น “ต้อง” “do nothing” มิใช่เพียงว่า “The King” “ไม่จำเป็นต้อง” “do” แต่อย่างใด

เชิงอรรถ

[๑] Luc Frieden, “Luxembourg : Parliament abolishes royal confirmation of laws,” ICON, volume 7, Number 3, p.540.

[๒] Luc Frieden, “Luxembourg : Parliament abolishes royal confirmation of laws,” ICON, volume 7, Number 3, p.541.

[๓] Luc Frieden, “Luxembourg : Parliament abolishes royal confirmation of laws,” ICON, volume 7, Number 3, p.541.


เอกสารอ้างอิง


Luc Frieden, “Luxembourg : Parliament abolishes royal confirmation of laws,” ICON, volume 7, Number 3, pp. 539 – 543

“Luxembourg constitutional crisis averted”, online http://admdl.wollt.net/data/352.pdf


เข้าสู่ระบบ