Home » บทความจากผู้อ่าน » โต้ เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ : ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ประวัติศาสตร์ของใคร?

โต้ เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ : ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ประวัติศาสตร์ของใคร?

Blog Icon

ประวิติศาสตร์ บทความจากผู้อ่าน

23 June 2012

read 5244


โต้ เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ
๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ประวัติศาสตร์ของใคร?


ดอม ด่านตระกูล

สืบเนื่องมาจากหนังสือเรื่อง เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ ของ วิมลพรรณ  ปีตธวัชชัย  ที่มีการนำมาลงเป็นตอนๆในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์รายวัน   และยังไม่มีผู้ใดนำเสนอข้อมูลอีกด้านเพื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลที่หนังสือเล่มนี้กล่าวถึง  ทำให้มีการติดต่อมายังผู้เขียนว่าควรทำหน้าที่นำข้อมูลหลักฐานมาชี้แจง  เพราะก่อนหน้านี้ผู้เขียนเคยโต้แย้งเรื่องกรณีสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอนันทมหิดล มาแล้วครั้งหนึ่ง   ฉะนั้นเนื้อหาในส่วนอื่นๆของหนังสือเล่มนี้ก็ควรนำมาโต้แย้งด้วยเช่นกัน   เพื่อรักษาความถูกต้องของประวัติศาสตร์มิให้ถูกกลบ ลบเลือนไป  

และเนื่องจากขณะที่เขียนบทความนี้อีกไม่กี่วันจะถึงวันที่ ๒๔ มิถุนายน แล้ว  และเป็นปีที่มีความสำคัญคือครบรอบ ๘๐ ปี ของการอภิวัฒน์   ฉะนั้นต้องขอหยิบยกประเด็นเรื่องวันชาติ ที่หนังสือเอกกษัตริย์ฯ  กล่าวถึงมาชี้แจงเป็นอันดับแรก

หนังสือเอกกษัตริย์ฯ บทที่ ๑๔ หน้า ๑๘๙  อ้างว่า

รัฐบาลหลวงพิบูลสงครามได้สร้างความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อในแผ่นดินสยาม เช่นหลังจากที่เข้าบริหารประเทศได้เพียง ๖ เดือน ก็ได้กำหนดให้วันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๒ อันตรงกับวันครบรอบวันเปลี่ยนแปลงการปกครองมาได้ ๗ ปีพอดีนั้น เป็นวันชาติแทนการใช้วันเฉลิมพระชนมพรรษาดังที่เคยเป็นมา


แต่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี  ในราชกิจจานุเบกษา บันทึกไว้ว่า

ด้วยคณะรัฐมนตรีประชุมปรึกษาและลงมติว่า วันที่ ๒๔ มิถุนายน ย่อมถือว่าเป็นวันชาติตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปประกาศมา ณ วันที่ ๑๘  กรกฎาคม  พุทธศักราช  ๒๔๘๑

พ.อ. พหลพลพยุหเสนา
นายกรัฐมนตรี


ประกาศนี้มีขึ้นในขณะที่พ.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นนายกรัฐมนตรี ฉะนั้นจึงมิใช่รัฐบาลหลวงพิบูลสงคราม  แต่การเฉลิมฉลองวันชาติครั้งแรกนั้นมีขึ้นในปีถัดไป คือ วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๘๒  ทั้งฉลองวันเปลี่ยนแปลงการปกครองและยังเป็นวันฉลองเอกราชด้วย เพราะก่อนหน้านั้นรัฐบาลได้มอบหมายให้หลวงประดิษฐ์มนูธรรมเดินทางไปพบปะเจรจากับผู้นำในประเทศต่างๆเพื่อแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม  ทำให้เรามีเอกราชสมบูรณ์เป็นครั้งแรก  นอกจากเฉลิมฉลองแล้ว ยังได้มีการสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย  เพื่อระลึกถึงความเป็นเอกราชและประชาธิปไตยอีกด้วย   และต่อมาในปี ๒๔๘๓  จึงมีเพลงวันชาติ ๒๔ มิถุนายน  โดยครูมนตรี  ตราโมท เป็นผู้ประพันธ์

แต่ ๒๑ ปีต่อมา วันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๓ จอมพลสฤษดิ์   ธนะรัชต์ ได้ประกาศให้ยกเลิกวันชาติที่ ๒๔ มิถุนายน นั้นเสีย และให้ถือเอาวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์เป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทยต่อไป  ฉะนั้นอาจพูดได้ว่า  กำหนดให้วันเฉลิมพระชนมพรรษาเป็นวันชาติแทนการใช้วันที่ ๒๔ มิถุนายน  ไม่ใช่ กำหนดให้วันที่ ๒๔ มิถุนายนเป็นวันชาติแทนการใช้วันเฉลิมพระชนมพรรษาดังที่เคยเป็นมา อย่างที่หนังสือเอกกษัตริย์ฯ กล่าวอ้าง เพราะสยามเพิ่งจะได้มีการประชุมสภาฯ และลงมติกำหนดเรื่องวันชาติกันในปี ๒๔๘๑ ในรัฐบาลพระยาพหลฯ  ก่อนหน้านั้นยังมิได้เคยมีการลงมติกำหนดให้วันใดวันหนึ่งเป็นวันชาติ

หลังจากประกาศยกเลิกวันชาติ ต่อมาได้มีประกาศยกเลิกการหยุดราชการในวันที่ ๒๔ มิถุนายน  รวมทั้งยกเลิกระเบียบการชักธงชาติ และการประดับธงในวันนั้นด้วยเช่นกัน   ทั้งนี้ทั้งนั้นถึงแม้จะอ่านประวัติศาสตร์อย่างผิวเผินก็สามารถตีความได้ว่า กลุ่มอนุรักษ์นิยมไม่ต้องการให้บันทึกวันที่ ๒๔ มิถุนายน ไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ชาติไทย  และนอกจากการล้มล้างเรื่องวันชาติ ๒๔ มิถุนายน ที่เป็นสัญลักษณ์ของระบอบการปกครองแบบใหม่แล้ว  ยังมีการพยายามถอนหมุดคณะราษฎรที่เป็นสัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครองออก  หลังจากนั้นยังมีการทำลายเจตนารมณ์ของคณะราษฎรด้วยสารคดี  เรื่องเล่า นวนิยายฯลฯ ที่ล้วนแต่บิดเบือนความจริงอีกมากมาย

ในหนังสือเอกกษัตริย์ฯ บทที่ ๒ หน้า ๔๖  เขียนว่า

รัฐธรรมนูญฉบับของคณะราษฎรที่ว่ากันว่าร่างโดยหลวงประดิษฐ์มนูธรรมนั้น น่าจะมีจุดมุ่งหมายให้พระมหากษัตริย์เป็นประมุขสูงสุด และเป็นเพียงสัญลักษณ์ของประเทศเท่านั้น  พระราชอำนาจต่างๆในด้านการบริหารการปกครองจึงมีอยู่อย่างจำกัด ในขณะที่อำนาจแท้จริงไปตกอยู่ในมือของคณะผู้ยึดอำนาจเสียเป็นส่วนใหญ่


ในเนื้อความนี้มีความจริงปนความเท็จ  พระราชอำนาจต่างๆในด้านการบริหารการปกครองของพระมหากษัตริย์ มีอยู่อย่างจำกัด  ข้อความนี้เป็นความจริง  เพราะเป็นเรื่องปกติของพระมหากษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญที่ย่อมต้องดำรงพระเกียรติยศไว้เหนือการเมือง แต่ประโยคต่อมาว่า อำนาจแท้จริงไปตกอยู่ในมือของคณะผู้ยึดอำนาจเสียเป็นส่วนใหญ่ ประโยคนี้เป็นความเท็จ  เพราะในรัฐธรรมนูญฉบับแรก  ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕  ในมาตราแรก คือ มาตรา ๑ ระบุไว้ชัดเจนว่า อำนาจสูงสุดนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย   และมาตรา ๗ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังยืนยันถึงอำนาจของราษฎรว่าการกระทำใดๆของกษัตริย์ต้องมีกรรมการราษฎรผู้หนึ่งผู้ใดลงนามด้วย  โดยได้รับความยินยอมของคณะกรรมการราษฎร  จึงใช้ได้ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ   เห็นได้ชัดเจนว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก้าวหน้า และให้อำนาจแก่ราษฎรมากเพียงใด 

ในวันที่ ๒๘ มิถุนายน มีการเปิดประชุมสภาฯ ขึ้น และสภาฯมีมติตั้ง พระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็นประธานกรรมการราษฎร  และพระยามโนปกรณ์ฯ เป็นผู้เสนอรายนามแต่งตั้งคณะกรรมการราษฎร  ๑๔   ท่าน  (คณะกรรมการราษฎร ก็คือ คณะรัฐมนตรี   กรรมการราษฎร คือ รัฐมนตรี   ประธานกรรมการฯ คือนายกรัฐมนตรี)

พระยามโนปกรณ์ฯ เป็นขุนนางเก่า ผู้มีบทบาทสำคัญในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์  ดังนี้แล้ว ผู้มีใจเป็นธรรมคงมองเห็นชัดเจนว่า คณะราษฎรมีเจตจำนงอันบริสุทธ์เพียงต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองเพื่อให้เป็นแบบประชาธิปไตยเหมือนนานาอารยประเทศเท่านั้น  มิได้มุ่งหวังจะยึดกุมอำนาจมาเป็นของตน  ถ้าจะยึดอำนาจจริงๆแล้วไฉนเลยจะต้องเสนอชื่อ พระยามโนปกรณ์ฯ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี

มาดูอีกหนึ่งเรื่องเล่าที่เรามักได้ยินกันเสมอๆว่า  คณะราษฎรชิงสุกก่อนห่าม  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เตรียมการที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ปวงชนชาวไทยอยู่แล้ว

ในหนังสือเอกกษัตริย์ฯ บทที่ ๓ หน้า ๕๑  ได้ตอกย้ำเรื่องเล่านี้ว่า

ว่ากันว่าโดยแท้จริงแล้วคำว่ารัฐธรรมนูญก็ดี  สภาผู้แทนราษฎรหรือว่าระบอบประชาธิปไตยก็ตามล้วนแต่ไม่ใช่ของใหม่สำหรับชนชั้นสูงของไทยในเวลานั้น เพราะก่อนหน้านั้นเพียงไม่นานพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้เคยมีพระราชดำริที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญมาก่อนแล้ว ตั้งแต่พ.ศ.๒๔๗๒


มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นความจริงที่พระองค์ทรงเตรียมพระราชทานรัฐธรรมนูญ  ซึ่งได้โปรดเกล้าฯ ให้พระยากัลยาณไมตรีร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเปลี่ยนรูปการปกครองขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ  ในปีพ.ศ.  ๒๔๖๙  และอีกฉบับหนึ่งได้ร่างขึ้นโดยพระยาศรีวิสารวาจา และเรย์มอนด์ บี. สตีเวนส์  ซึ่งเป็นที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศชาวอเมริกัน ในปีพ.ศ. ๒๔๗๔   แต่ในหนังสือเอกกษัตริย์ฯ มิได้นำเนื้อหาของรัฐธรรมนูญมาลงไว้ เพียงกล่าวอ้างว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้เคยมีพระราชดำริที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญมาก่อนแล้ว ตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๗๒  ในบทความนี้จึงขอคัดเนื้อหาสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญที่กล่าวอ้างมาลงไว้เพื่อความสมบูรณ์ของเรื่องเล่าที่พูดต่อๆกันมานาน

ทั้ง ๒ ฉบับ มีสาระสำคัญที่คล้ายคลึงกัน คือ   -อำนาจอธิปไตยเป็นของพระมหากษัตริย์  - พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและถอดถอนได้ตามพระราชอัธยาศัย   -ในปัญหาทั้งปวงอันเกี่ยวด้วยนโยบายทั่วไปและไม่ว่าจะเป็นประการใดก็ตามนายกรัฐมนตรีต้องกราบบังคมทูลพระมหากษัตริย์เพื่อขอพระบรมราชวินิจฉัย  -พระมหากษัตริย์มีอำนาจเหนือสภานิติบัญญัติ  สภาอภิรัฐมนตรี และฝ่ายบริหาร  -การเข้าสู่และการพ้นจากตำแหน่งของฝ่ายบริหารและสภาอภิรัฐมนตรีเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์  -สภานิติบัญญัติอาจมาจากการแต่งตั้งหรือเลือกตั้งก็ได้  แต่พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจในการยุบสภาฯ โดยเด็ดขาด

ข้างต้นนี้คือสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริที่จะพระราชทานให้แก่ปวงชนชาวไทย   อ่านเพิ่มเติม:  วิษณุ   เครืองาม,กฎหมายรัฐธรรมนูญ (กรุงเทพฯ: แสวงสุทธิการพิมพ์,๒๕๒๓)/  แถมสุข  นุ่มนนท์,การเมืองและการต่างประเทศในประวัติศาสตร์ไทย (กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช,๒๕๒๔)

หนังสือเอกกษัตริย์ฯ บทที่ ๔ หน้า ๔๖ กล่าวว่า

สภาผู้แทนราษฎรสมัยแรกนั้นสมาชิกทั้งหมดล้วนมาจากการแต่งตั้งโดยคณะราษฎร  ซึ่งมีอำนาจมากทั้งในด้านการบริหารและการพิจารณาร่างกฎหมาย  อำนาจของสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเห็นได้ว่าที่แท้แล้วก็คืออำนาจของคณะราษฎรนั่นเอง


ข้อความนี้เป็นความจริงปนความเท็จอีกเช่นกัน   ความจริงคือคณะราษฎรเป็นผู้แต่งตั้งผู้แทนราษฎรชั่วคราวจำนวน  ๗๐ คน  ความเท็จคือพอแต่งตั้งไปแล้ว  อำนาจของสภาฯ ไม่ได้เป็นอำนาจของคณะราษฎรตามที่หนังสือเอกกษัตริย์ฯ กล่าวอ้าง  เพราะคณะราษฎรมิได้มีเจตจำนงที่จะยึดอำนาจมาเป็นของตน  รายชื่อของผู้แทนฯ ชั่วคราวในสมัยแรกนั้น จึงมีรายชื่อของคณะราษฎรแท้ๆเพียง ๓๑ ท่าน อีก ๓๙ ท่าน เป็นบุคคลที่ล้วนมาจากระบอบเก่า  ตามที่ท่านปรีดีฯ ได้เขียนสาส์นชี้แจงถึงอดีตนายกรัฐมนตรีสัญญา  ธรรมศักดิ์ ว่าดังนี้

“ผมขอให้นิสิต นักศึกษา  นักเรียน และมวลราษฎรที่สนใจ  โปรดอ่านราชกิจจานุเบกษาว่า  ผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารในนามคณะราษฎร  มิได้แต่งตั้งพวกของตัวเท่านั้น  หากตั้งท่านผู้มีฐานันดรศักดิ์จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นส่วนมากกว่าสมาชิกคณะราษฎรเอง  คือ เจ้าพระยา ๓ ท่าน (มหาอำมาตย์เอกเจ้าพระยาวงศานุประพันธ์  ผู้ซึ่งเป็นพระอัยกา (ตา) ของสมเด็จพระบรมราชินีนาถองค์ปัจจุบัน   มหาอำมาตย์เอกเจ้าพระยาพิชัยญาติ   มหาอำมาตย์เอกเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี)  รองลงไปมีนายพลตรีมหาเสวกตรี  มหาอำมาตย์ตรีและโทที่มีบรรดาศักดิ์พระยา ๑๕ คน รองต่อไปมีนายพันเอก นายนาวาเอก นายพันตำรวจเอก อำมาตย์เอก ที่มีบรรดาศักดิ์พระยา ๖ คน  ที่มีบรรดาศักดิ์พระ ๓ คน ที่มีบรรดาศักดิ์หลวง ๒๐ คน นอกนั้นไม่มีบรรดาศักดิ์ 

มีเชื้อราชตระกูลหลายท่าน  คือท่านเจ้าพระยาวงศาฯ แห่งราชตระกูล  “สนิทวงศ์”  ท่านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์ แห่งราชตระกูลเทพหัสดินฯ   ท่านเจ้าพระยาพิชัยญาติ แห่งราชนิกุล “บุนนาค” พระยาอุดมพงศ์เพ็ญสวัสดิ์ แห่งราชตระกูล “อิศรศักดิ์” หลวงเดชาติวงศ์ฯ  แห่งราชตระกูล  “เดชาติวงศ์ฯ”  หลวงสุนทรเทพหัสดิน  แห่งราชตระกูล “เทพหัสดินฯ”  หลวงดำริอิศรานุวรรตแห่งราชตระกูล  “อิศรางกูรฯ”  หลวงเดชสหกรณ์ และหม่อมหลวงอุดมฯ แห่งราชตระกูล  “สนิทวงศ์”  ซึ่งทั้ง ๒ ท่านหลังนี้ เป็นพระมาตุลา (ลุง) ของสมเด็จพระบรมราชินีนาถองค์ปัจจุบัน”


ส่วนในเรื่องที่หนังสือเอกกษัตริย์ฯ กล่าวว่าคณะราษฎรมีอำนาจมากในการพิจารณาร่างกฎหมายนั้น  จากรายงานการประชุมสภาฯ ครั้งที่ ๑/๒๔๗๕  วันอังคารที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๔๗๕ บันทึกไว้ว่า  ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร  คณะดังกล่าว มีพระยามโนปกรณ์นิติธาดา   พระยาเทพวิทุรพหุลศรุตาบดี  พระยามานวราชเสวี   พระยานิติศาสตร์ไพศาล  พระยาปรีดานฤเบศร์   หลวงประดิษฐ์มนูธรรม  หลวงสินาดโยธารักษ์    ต่อมาในการประชุมสภาฯ ครั้งที่ ๒๗/ ๒๔๗๕ พระยามโนปกรณ์ฯ ประธานร่างรัฐธรรมนูญ ได้เสนอขอแต่งตั้งอนุกรรมการอีก ๒ ท่าน คือ พระยาศรีวิสารวาจา  และ พระยาราชวังสัน  

ในจำนวนรายชื่อทั้ง ๙ ท่านนั้น มีหลวงประดิษฐ์มนูธรรมเพียงท่านเดียวที่มาจากฝ่ายคณะราษฎร ส่วนอีก ๘ ท่านนั้นในกาลต่อมาล้วนแสดงบทบาทชัดเจนว่าเป็นผู้ฝักใฝ่ในระบอบเก่า  ดังนี้แล้วจะว่าคณะราษฎรมีอำนาจมากในการร่างกฎหมายได้อย่างไร

เรื่องการสละราชสมบัตินั้น หนังสือเอกกษัตริย์ ฯ บทที่ ๗ หน้า ๙๗ กล่าวว่า

ภายหลังที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงสละราชสมบัติอย่างเป็นทางการ  ฝ่ายรัฐบาลได้ระดมรวบรวมเอกสารจำนวนมากจัดทำเป็นหนังสือของราชการชื่อ “แถลงการณ์เรื่องพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกฯ ทรงสละราชสมบัติ”  โดยเน้นเรื่องราวว่าการสละราชสมบัติในครั้งนี้มีสาเหตุมาจาก “การต่อรอง” ในเชิงของอำนาจระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับรัฐบาล  หนังสือเล่มนี้ได้มีการพิมพ์ขึ้นมาแจกจ่ายนับเป็นแสนเล่ม ซึ่งส่งผลให้เห็นกลยุทธ์ทางการเมืองของผู้มีอำนาจในบ้านเมืองขณะนั้นอย่างชัดแจ้ง


หลังการสละราชสมบัติ  รัฐบาลได้จัดรวบรวมเอกสารบันทึกการเข้าเฝ้าของคณะผู้แทนรัฐบาล  บันทึกไขความของรัฐบาล โทรเลขโต้ตอบระหว่างคณะผู้แทนฯกับรัฐบาลและ ฯลฯ  ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่นับวันจะหาอ่านได้ยาก ถ้ารัฐบาลไม่ได้รวบรวมไว้  ป่านนี้ข้อมูลเหล่านั้นคงกระจัดกระจายยากแก่การติดตาม และยากแก่การทำความเข้าใจให้กระจ่างสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาเรื่องมูลเหตุของการสละราชสมบัติให้รอบด้านในอนาคต  ดังนั้นจะถือว่าเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองของผู้มีอำนาจในบ้านเมืองขณะนั้นอย่างชัดแจ้ง  ดังที่หนังสือเอกกษัตริย์ฯ ว่าไว้ได้อย่างไร?   เพราะทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการรวบรวมเอกสารสำคัญยิ่งทางประวัติศาสตร์มิใช่หรือ? 

ตัวอย่างเช่น ในหนังสือเอกกษัตริย์บทที่ ๔ หน้า ๖๐ เขียนว่า

เมื่อสมาคมคณะชาติได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาติจัดตั้ง  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกลับไม่ทรงเห็นด้วย  โดยมีพระราชหัตถเลขาเป็นความบางตอนดังนี้

“สำหรับประเทศสยามซึ่งเพิ่งจะมีรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ยังหาถึงเวลาสมควรที่จะมีคณะการเมืองเช่นเขาไม่  ด้วยประชาชนส่วนมากยังไม่เข้าใจวิธีการปกครองแบบรัฐธรรมนูญเสียเลย.....”


และอีกย่อหน้าหนึ่ง ในหน้าเดียวกันกล่าวว่า

พระยามโนปกรณ์นิติธาดาได้นำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี..........จึงได้มีคำสั่งออกไปยังหน่วยราชการต่างๆห้ามมิให้ข้าราชการรวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหลายเข้าเป็นสมาชิกสมาคมการเมือง หรือหากเป็นอยู่แล้วก็ให้ลาออกเสียในทันที  คำสั่งนี้ย่อมส่งผลกระทบถึงสมาคมคณะราษฎรที่ตั้งมาก่อนหน้านี้ด้วยอย่างรุนแรง  เพราะคณะราษฎรเห็นว่าเท่ากับพระยามโนปกรณ์นิติธาดาถือโอกาสยุบสมาคมคณะราษฎรไปด้วยในเวลาเดียวกัน

เรื่องนี้ต่อมาแม้ว่าหลวงประดิษฐ์มนูธรรมจะดำเนินการให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถที่จะระงับยับยั้งเอาไว้ได้เพราะไม่ชอบด้วยกฎหมาย  จนคณะรัฐมนตรีต้องถอนคำสั่งนี้ออกไปในที่สุด  ทว่าความแตกแยกก็ได้ตั้งเค้าขึ้นแล้วอย่างน้อยก็ระหว่างหลวงประดิษฐ์มนูธรรมกับนายกรัฐมนตรี


แต่ในหนังสือเล่มเดียวกันบทที่ ๖ หน้า ๘๔ กลับบอกว่า

พระองค์ไม่ทรงเห็นด้วยที่รัฐบาลจำกัดเสรีภาพบางอย่างของประชาชน หรือการห้ามตั้งสมาคมการเมือง โดยมีพระราชบันทึกขอร้องรัฐบาลในเรื่องต่างๆ.........ในเวลานี้ยังตั้งสมาคมการเมืองไม่ได้  ควรอนุญาตให้ตั้งได้ถ้าวัตถุประสงค์ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ


เห็นหรือไม่ว่าผู้อ่านจะงุนงงขนาดไหน  เพราะหนังสือเอกกษัตริย์ฯได้ตัดตอนเหตุการณ์ตรงนั้นตรงนี้มาเรียงกัน ทำให้ ๒ เหตุการณ์นี้ดูขัดแย้งกันอย่างเป็นคนละเรื่อง  แต่เพราะหนังสือ“แถลงการณ์เรื่องพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกฯ ทรงสละราชสมบัติ”  นี้เองทำให้ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ได้ไขข้อข้องใจหลายๆอย่าง

ในพระราชหัตถเลขาที่มีถึงพระยามโนปกรณ์นิติธาดา   มีความตอนหนึ่งว่า
   
“คณะการเมืองจะทำประโยชน์จริงให้แก่ประชาชนได้  ก็เมื่อประชาชนมีความเข้าใจในวิธีการปกครองแบบรัฐธรรมนูญแล้ว  ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าในเวลานี้อย่าให้มีสมาคมการเมืองเลยดีกว่า  แต่โดยเหตุที่บัดนี้รัฐบาลได้ยอมอนุญาตให้มีสมาคมคณะราษฎรเสียแล้ว  จึงเป็นการยากที่จะกีดกันห้ามหวงมิให้มีคณะการเมืองขึ้นอีกคณะหนึ่งหรือหลายคณะได้ อย่างดีที่สุดข้าพเจ้าเห็นว่า สมควรที่จะเลิกสมาคมคณะราษฎรและคณะอื่นทีเดียว”


จากพระราชหัตถเลขาฉบับนี้ มีเนื้อความแสดงให้เห็นชัดเจนว่าพระปกเกล้าฯมีพระราชประสงค์ให้เลิกสมาคมคณะราษฎร  ไม่ใช่ตามที่วิมลพรรณฯ เขียนว่า คณะราษฎรเห็นว่าเท่ากับพระยามโนปกรณ์นิติธาดาถือโอกาสยุบสมาคมคณะราษฎรไปด้วยในเวลาเดียวกัน  เพราะในเมื่อเป็นพระราชประสงค์แล้วคณะราษฎรจะเห็นว่าเป็นการถือโอกาสของพระยามโนปกรณ์ฯได้อย่างไร  

และจากถ้อยความต่อมาของวิมลพรรณฯ ในหน้าเดียวกันที่ว่า

ต่อมาหลวงประดิษฐ์มนูธรรมดำเนินการให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถที่จะระงับยับยั้งเอาไว้ได้เพราะไม่ชอบด้วยกฎหมาย  จนคณะรัฐมนตรีต้องถอนคำสั่งนี้ออกไปในที่สุด


เนื้อความนี้ทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่า สมาคมคณะราษฎร คงยังมีอยู่ไม่ได้ถูกยกเลิกไปตามพระราชประสงค์ เพราะหลวงประดิษฐ์ฯ ได้ดำเนินการยับยั้ง  แต่จากบันทึกของรัฐบาลที่ได้กราบบังคมทูลชี้แจงเรื่องที่พระปกเกล้าฯทรงมีพระราชบันทึกในเรื่องการอนุญาตให้ตั้งสมาคมการเมืองนั้น มีความว่า 

ข้อนี้รัฐบาลยังข้องใจ  และที่ยังมิได้อนุญาตให้มีคณะการเมืองก็เพราะคำนึงถึงพระราชหัตถเลขาที่ ๒/๑๒๘  ถึงพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ว่าไม่ทรงโปรดให้มีคณะพรรคการเมือง  และทรงให้เลิกคณะราษฎรในฐานะที่เป็นคณะการเมืองเสีย  รัฐบาลในครั้งกระนั้นก็ได้ปฏิบัติตาม

นี้คือคุณูปการของหนังสือ “แถลงการณ์เรื่องพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกฯ ทรงสละราชสมบัติ” ที่ได้เก็บรวบรวมเอกสารสำคัญในครั้งกระนั้นไว้ทั้งหมด ทำให้คนรุ่นหลังมีโอกาสได้สืบค้นความจริง  มิใช่ฟังความข้างเดียวจากประวัติศาสตร์ของฝ่ายอนุรักษ์นิยม 

หนังสือเอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญเป็นหนังสือชุดเรื่องยาว มีจำนวนถึง ๓ เล่มด้วยกัน  บรรยายเรื่องราวตั้งแต่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ จนถึงเหตุการณ์ในยุคปัจจุบัน คือ เรื่องตุลาการภิวัฒน์   ผู้เขียนต้องใช้เวลาในการอ่านและตรวจสอบข้อมูลที่คลาดเคลื่อนอยู่พอสมควร  แต่จะทยอยนำข้อมูลอันมีหลักฐานข้อเท็จจริงที่ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้มาเผยแพร่เพื่อประโยชน์แห่งการศึกษาในโอกาสต่อๆไป  และผู้เขียนยินดีน้อมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้อ่านทุกท่าน  หากขอให้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานข้อมูล  มิใช่อารมณ์  ความเชื่อ หรืออคติส่วนตัว

เข้าสู่ระบบ