Home » บทความจากผู้อ่าน » เมื่อเท้าคนเราไม่เท่ากัน - สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ

เมื่อเท้าคนเราไม่เท่ากัน - สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ

Blog Icon

เรื่องทั่วไป บทความจากผู้อ่าน

29 January 2012

read 5762



เมื่อเท้าคนเราไม่เท่ากัน


โดย สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ*

ข้อเสนอของนิติราษฎร์ทำให้เกิดข้อถกเถียงขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอแก้ไขมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา หรือข้อเสนอให้พระมหากษัตริย์ต้องสาบานตนว่าจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและพิทักษ์ไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญก่อนเข้ารับตำแหน่ง

หากเราพิจารณาข้อโต้แย้งของฝ่ายที่เห็นแย้งกับข้อเสนอของนิติราษฎร์ โดยเฉพาะที่มาจากฟากฝั่งของสยามประชาภิวัฒน์ ไม่ว่าจะเป็นการให้เหตุผลว่า นิติราษฎร์ไม่เข้าใจ “จิตวิญญาณประชาชาติ” (Volksgeist) หรือ ข้อเสนอของนิติราษฎร์ไม่ได้พิจารณาบริบททางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมไทย โดย “เอากรอบคิดของตะวันตกมาใช้มาใช้ในประเทศของเราซึ่งมีพื้นฐานต่างกันมาก พอเอามาผลเลยต่างกัน กฎหมายไม่ได้ลอยอยู่ในอากาศอย่างอิสระ แต่ต้องเชื่อมโยงกับสังคม การคิดเปลี่ยนแปลงกฎหมายต้องไม่ทำลายคุณค่าที่ดำรงอยู่ในสังคมด้วย”

ในขณะที่ฟากฝั่งของนิติราษฎร์ยืนยันว่าการเสนอแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมาย หรือข้อเสนอกรอบเนื้อหารัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนสากล

ข้อถกเถียงเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงวิวาทะในวาทกรรมสิทธิมนุษยชนที่เริ่มมีขึ้นตั้งแต่ในขั้นตอนของการร่างปฎิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กล่าวคือวิวาทะระหว่าง Human Rights Universalism VS Cultural/ Moral Relativism

Universalism VS Relativism

สิทธิมนุษยชนชนเป็นสิทธิที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่ในฐานะที่เป็นมนุษย์ โดยคำนิยามความหมายของสิทธิมนุษยชนเองแสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าสิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิที่มนุษย์มีในทุกสังคม วัฒนธรรม ในความหมายของการสามารถใช้ได้อย่างเป็นสากล (Universal Applicability) แนวคิดความเป็นสากลของสิทธิมนุษยชนนี้ถูกโต้แย้งจากทางฟากฝั่งแนวคิดสัมพัทธนิยมในทางศีลธรรมหรือวัฒนธรรมว่าคุณค่าทั้งหลายที่สังคมแต่ละแห่งยึดถือนั้นเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับบริบททางสังคม ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ของแต่ละสังคมนั้นเอง ด้วยเหตุนี้สิทธิมนุษยชนจึงไม่ใช่คุณค่าที่เป็นสากล หรือข้อโต้แย้งในทำนองที่ว่าสิทธิมนุษยชนเป็นผลิตผลทางประวัติศาสตร์ความคิดของตะวันตก การพยายามยัดเยียดให้สังคมนอกตะวันตกต้องยอมรับคุณค่าสิทธิมนุษยชนจึงมีลักษณะที่เป็นจักรวรรดินิยมในทางวัฒนธรรม (Cultural Imperialism) รวมไปถึงข้อโต้แย้งที่ไม่ได้ปฏิเสธคุณค่าสิทธิมนุษยชน แต่หากตั้งคำถามในระดับของการบังคับใช้แนวคิดสิทธิมนุษยชนซึ่งมีลักษณะที่เป็นนามธรรมจนเกินไป จนไม่อาจกำหนดเนื้อหาได้หากว่าเราไม่พิจารณาบริบททางสังคม การเมืองประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ ของแต่ละสังคม

ในบริบทวาทกรรมสิทธิมนุษยชนในปัจจุบัน แทบจะทุกฝ่ายยอมรับตรงกันว่าแนวคิดสิทธิมนุษยชนเป็นผลิตผลทางความคิดของตะวันตก หรืออย่างน้อยที่สุดก็ได้รับอิทธิพลจากตะวันตกเป็นอย่างมาก ภายใต้การยอมรับข้อเท็จจริงเหล่านี้ วาทกรรมสิทธิมนุษยชนได้เปิดพื้นที่ให้แนวคิดโดยเฉพาะจากประเทศโลกที่สามหรือประเทศกำลังพัฒนาได้มีพื้นที่มากยิ่งขึ้นในการถกเถียงแลกเปลี่ยนซึ่งเห็นได้จากข้อถกเถียงเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในยุคที่สาม เช่น สิทธิในการพัฒนา สิทธิชนพื้นเมือง แม้ว่าในเชิงเทคนิคกฎหมายยังมีประเด็นที่จะต้องถกเถียงกันต่อไปเพื่อให้สิทธิเหล่านี้มีบังคับใช้ได้ หรือแม้หากจะมีข้อถกเถียงในทำนองว่าสิทธิมนุษยชนในยุคที่สามควรจะได้รับการยอมรับในฐานะสิทธิมนุษยชนหรือไม่ก็ตาม อย่างน้อยที่สุดวาทกรรมสิทธิมนุษยชนได้เปิดพื้นที่ให้กับแนวคิดนอกสังคมตะวันตกได้มีบทบาทและพื้นที่มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้กระบวนการเคลื่อนไหวทางสิทธิมนุษยชนในปัจจุบันยอมรับว่าการจะประสบความสำเร็จในการบังคับใช้สิทธิมนุษยชนขึ้นอยู่กับเงื่อนไขปัจจัยหลายประการ และยอมรับว่าในบางครั้งคุณค่าพื้นฐานบางอย่างของสังคมนอกตะวันตกก็จำเป็นต้องปรับเปลี่ยน แม้จะไม่ถึงกับจะต้องละทิ้งไปเสียทีเดียวก็ตาม การพิจารณาแนวคิดสิทธิมนุษยชนสากลจึงไม่ใช่การพิจารณาความเป็นสากลในตัวเองของสิทธิมนุษยชน แต่เป็นการพิจารณาปัจจัยเงื่อนไขความเป็นไปได้ใน “การทำให้เป็นสากล” (Universalization) ในแง่นี้กระบวนการเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนได้พิจารณาบริบทในทางสังคม ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับสังคมนอกตะวันตกจากการนำเสนอประเด็นสิทธิมนุษยชน กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือกระบวนการเคลื่อนไหวทางสิทธิมนุษยชนในปัจจุบันทำหน้าที่ในลักษณะของการนำเสนอทางเลือกให้กับสังคมนอกตะวันตก ส่วนปัญหาที่สังคมนอกตะวันตกจะเลือกรับ หรือรับโดยปรับเปลี่ยนความหมายไปอย่างใด เป็นเรื่องที่สังคมดังกล่าวต้องตัดสินใจเอง ทั้งนี้เพื่อป้องกันข้อครหาว่าผู้รณรงค์แนวคิดสิทธิมนุษยชนทำตัวในลักษณะที่เป็น paternalistic หรือ imperialistic ซึ่งเป็นท่าทีที่ขัดแย้งกับแนวคิดสิทธิมนุษยชนเสียเอง

วาทกรรมสิทธิมนุษยชนในปัจจุบันจึงเปิดพื้นที่ให้ความหลากหลายมากยิ่งขึ้น เกิดการยอมรับมากยิ่งขึ้นว่าการบังคับใช้สิทธิมนุษยชนในสังคมที่แตกต่างกัน อาจให้ผลที่แตกต่างกันออกไปได้  ผลจากการนี้ทำให้ในวงการกฎหมาย ยอมรับหลักการ Margin of Appreciation ซึ่งศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปได้นำมาปรับใช้ป็นครั้งแรก ในคดี Handyside v. United Kingdom (5493/72) ซึ่งถูกตัดสินในปี 1976 แนวคิดความเป็นสากลของสิทธิมนุษยชนในปัจจุบันจึงยอมรับสิทธิมนุษยชนในฐานะคุณค่าสากลที่ปกป้องปัจเจกบุคคลจากการล่วงละเมิดของรัฐ ซึ่งเหล่านี้ปรากฎให้เห็นชัดเจนในรัฐธรรมนูญของรัฐต่างๆมากมายรวมทั้งไทย รวมถึงการอ้างความชอบธรรมโดยใช้ภาษาสิทธิมนุษยชนของผู้นำทางการเมือง แต่อย่างไรก็ตามการบังคับใช้สิทธิมนุษยชนที่เป็นสากลนี้ ก็ไม่ได้เป็นไปในลักษณะที่เป็นรูปแบบเป็นอันหนึ่งอันเดียว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริบททางสังคม วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และคุณค่าอื่นๆที่แตกต่างและอาจขัดแย้งกับคุณค่าสิทธิมนุษยชนได้ สิทธิมนุษยชนสากลในปัจจุบันจึงมีลักษณะที่เป็น Universality without Unifomity โดยคำถามสำคัญเกี่ยวกับการสร้างดุลยภาพระหว่างคุณค่าอื่นกับคุณค่าสิทธิมนุษยชนที่ขัดแย้งกันนั้นเป็นปัญหาที่แต่ละสังคมต้องตอบด้วยตนเอง โดยมีสังคมระหว่างประเทศคอยจับตาดูและวิพากษ์วิจารณ์

ในส่วนของแนวคิดสัมพัทธนิยมทางศีลธรรมหรือวัฒนธรรมนั้น มักจะถูกโจมตีโดยข้อกล่าวหาสำคัญ 3 ข้อ คือ ข้อแรก แนวคิดสัมพัทธนิยมมักจะถูกกล่าวอ้างโดยชนชั้นนำทางการเมืองและถูกนำมาใช้เป็นข้อแก้ตัวในทางการเมืองเพื่อให้ความชอบธรรมกับพฤติกรรมที่ล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือปกปิดโครงสร้างสังคมที่มีลักษณะกดขี่ ข้อสอง ซึ่งสัมพันธ์กับข้อแรกก็คือ ผู้ที่กล่าวอ้างแนวคิดสัมพัทธนิยมมักมีแนวโน้มที่จะกินรวบการนิยามหรือตีความคุณค่าที่สังคมของตนยึดถือ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือมักจะอ้างว่าตนเป็นผู้มีความชอบธรรมในการนิยามความหมายคุณค่าที่สังคมของตนยึดถือ และเป็นการปกปิดความหลากหลายของคุณค่าภายในสังคมของตน รวมถึงบิดเบือนกระบวนการต่อรองทางวัฒนธรรมและ การปะทะปฎิสัมพันธ์ข้ามสังคมวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นเป็นปกติในชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคม และข้อสุดท้าย ข้อกล่าวอ้างสัมพัทธนิยมในทางศีลธรรม/วัฒนธรรมโดยเฉพาะที่มาจากฟากฝั่งของชนชั้นนำมักจะมีลักษณะที่ขัดแย้งกับสมมุติฐานพื้นฐานของตนเอง กล่าวคือมีความขัดแย้งกันในตัวเอง ในด้านหนึ่งในข้อโต้เถียงของแนวคิดนี้ที่กล่าวอ้างว่าแนวคิดสิทธิมนุษยชนไม่มีความเป็นสากลมาจากข้อเท็จจริงพื้นฐานว่าบนโลกใบนี้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ตะวันตกยึดถือคุณค่าหนึ่ง ตะวันออกยึดถืออีกคุณค่าหนึ่งที่แตกต่างกันออกไป ในขณะที่เวลากล่าวอ้างคุณค่าที่สังคมวัฒนธรรมของตนยึดถือมักจะกล่าวอ้างในทำนองที่วัฒนธรรมสังคมของตนยึดถือคุณค่าที่เป็นหนึ่งเดียว และเพิกเฉยต่อข้อเท็จจริงที่ว่าภายในสังคมของตนก็มีคุณค่าที่ปัจเจกแต่ละคนยึดถือแตกต่างกันไป

ในวงการวิชาการปัจจุบัน วัฒนธรรมได้รับการพิจารณาในลักษณะที่มีพลวัต มิใช่ในลักษณะหยุดนิ่งตายตัว และมิได้พิจารณาวัฒนธรรมในลักษณะที่เป็นเอกภาพที่อีกต่อ หากแต่มีลักษณะที่หลากหลาย ยอมรับตัวละครที่เดิมมักอยู่ชายขอบของสังคมเข้าสู่การพิจารณามากยิ่งขึ้น และภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ที่การแลกเปลี่ยน  การปฏิสัมพันธ์กับวัฒนธรรมอื่น รวมถึงภายในวัฒนธรรมของตนเองเป็นไปได้รวดเร็วขึ้น ผู้คนในสังคมได้ยินได้เห็นได้รับฟังคุณค่าที่แตกต่างไปจากที่ตนยึดถือ  ผ่านสื่อ ผ่านองค์กรพัฒนาเอกชน ผ่านนักวิชาการ ในทางกลับกันกระแสโลกาภิวัฒน์ก็มิได้มีลักษณะของการรับเข้าอย่างเดียว หากแต่มีลักษณะของการต่อต้าน เลือกรับ ดัดแปลงความหมาย กล่าวคือมีกระบวนการทำให้เป็นท้องถิ่น (Localisation) กระบวนการปะทะปฏิสัมพันธ์ทั้งระหว่างวัฒนธรรมและภายในวัฒนธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของปัจเจกชนแต่ละคน และนี่คือข้อเท็จจริงในทางสังคมวิทยาซึ่งฝ่ายผู้ที่อ้างแนวคิดสัมพัทธนิยมทางวัฒนธรรมต้องกล่าวถึงด้วยเช่นกัน หากไม่ต้องการถูกกล่าวหาว่าตนกำลังกินรวบการนิยมความหมายคุณค่าและวัฒนธรรมที่สังคมยึดถือ หรือใช้ข้ออ้างทางวัฒนธรรม(ที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นหนึ่งเดียว)เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง

และภายใต้ความหลากหลายเหล่านี้เราจะหาข้อยุติได้ก็แต่โดยกระบวนการที่ยอมรับร่วมกัน กล่าวคือสุดท้ายแล้วมันต้องมีจุดที่ต้องตัดสินใจ  (Das Moment einer Rechtschaffenden Dizision) ว่าสุดท้ายแล้วแต่ละสังคมจะยึดถือคุณค่าใด และจะจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างคุณค่าที่หลากหลายเหล่านี้ซึ่งอาจขัดแย้งกันได้อย่างไร โดยที่แม้จะมีการตัดสินใจไปแล้ว พื้นที่ของความหลากหลายเห็นต่างยังไม่ถูกปิดลง และอาจจะมีการตัดสินใจครั้งใหม่ได้ในอนาคต

ภายใต้ความเข้าใจแบบนี้ จะทำให้เราเข้าใจข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากข้อเสนอของนิติราษฎร์แตกต่างไปจากเดิม แทนที่เราจะต้องเลือกระหว่างตัดเท้าเราให้เท่ากับเกือก หรือตัดเกือกเราให้เข้ากับเท้าเรา เราควรจะปล่อยให้ปัจเจกบุคคลเลือกเกือกที่เหมาะกับเท้าของเขาไม่ดีกว่าหรือ เพราะเท้าคนเราแต่ละคนมันไม่เท่ากัน และสิ่งที่สำคัญไปกว่าก็คือเราน่าจะมาช่วยกันทำให้บรรดาปัจเจกชนทั้งหลายที่มีเท้าไม่เท่ากันนี้เดินอยู่บนทางสายเดียวกันที่กว้างขวางพอที่จะเดินไปด้วยกันได้โดยไม่ต้องเหยียบกันตาย โดยเฉพาะในบริบทของสังคมที่ส่อเค้าของความรุนแรงอยู่เบื้องหน้า โดยการยืนยันจริยธรรมพื้นฐานทางการเมืองซึ่ง Hannah Arendt กล่าวยืนยันไว้ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง คือ "สิทธิในฐานะสมาชิกของชุมชนทางการเมือง" ( Das Recht darauf, überhaupt Mitglied in einer politischen Gemeinschaft zu sein) ที่สามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดความเป็นไปในทางการเมืองซึ่งตนเป็นสมาชิกแม้ว่าจะมีความคิดเห็นแตกต่างจากความคิดเห็นหรืออุดมการณ์ที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการก็ตาม

-------------------------
* นักศึกษาปริญญาเอก Eberhard Karls Universität, Tübingen, Germany

เข้าสู่ระบบ