Home » บทความแนะนำ » พระพุทธเจ้า ประชาธิปไตย รัฐประหาร - ไพศาล ลิขิตปรีชากุล

พระพุทธเจ้า ประชาธิปไตย รัฐประหาร - ไพศาล ลิขิตปรีชากุล

Blog Icon

นิติปรัชญา บทความแนะนำ

01 December 2011

read 9540


พระพุทธเจ้า ประชาธิปไตย รัฐประหาร


โดย ไพศาล ลิขิตปรีชากุล
 
Image

ตอนที่ 1 ถอนรากถอนโคนต้นไม้พิษรัฐประหาร

เป็นไปตามที่คาดคิด เมื่อข่าวลือเรื่องพระราชกฤษฎีกาที่จะรวมอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรอยู่ในข่ายผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ทำให้เกิดความโกรธแค้นในหมู่ผู้เป็น “โรคเกลียดทักษิณ” หรือ  Thaksinophobia (โรคใหม่ที่วินิจฉัยโดยดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ii) บางคนถึงกับเรียกให้ทหารออกมาทำรัฐประหาร เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์แห่งนิติรัฐ (rule of law) โดยมิได้รู้สึกสะกิดใจแม้แต่น้อยถึงความน่าขันของข้อเรียกร้องดังกล่าว ว่าการทำรัฐประหารไม่อาจกอบกู้นิติรัฐได้ มีแต่จะประหารให้หมดสิ้นไปตามชื่อของมัน

ในขณะเดียวกัน ข่าวลือดังกล่าวก็ทำให้ผู้มีภูมิคุ้มกันต่อ “โรคเกลียดทักษิณ” เกิดความกังวลต่อนิติรัฐด้วยเหตุผลที่ต่างออกไป คนกลุ่มนี้เห็นว่า หากรัฐบาลทำจริงตามข่าวลือ ก็เท่ากับเป็นการยอมรับคำตัดสินของศาลในคดีคอรัปชั่นต่ออดีตนายกและสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐประหารปี 2549 ที่เป็นเหตุต้นนำมาสู่คำตัดสินนั้น พวกเขาต้องการให้รัฐบาลดำเนินการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 5 ปีก่อน ตามข้อเสนอเมื่อวันที่ 19 กันยายนของกลุ่มนิติราษฎร์iii

เพื่อที่จะลบล้างความชอบธรรมของรัฐประหาร ข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ คือให้การดำเนินการทางกฎหมายใด ๆ ที่เป็นผลผลิตของรัฐประหารต้อง “เสียเปล่า” โดยนิติราษฎร์ให้เหตุผลว่า ผลไม้จากต้นไม้มีพิษก็ต้องเป็นพิษด้วยเช่นกัน ดังนั้น คำตัดสินจำคุกอดีตนายกที่มาจากข้อกล่าวหาของคณะรัฐประหารจึงควรเป็นโมฆะ แต่ก็ยังสามารถเริ่มต้นดำเนินคดีใหม่ได้ในท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยเช่นในปัจจุบัน

อุปมาอุปไมย “ผลไม้พิษ” ของนิติราษฎร์นี้ เทียบเคียงจากหลักการ “Fruit of the Poisonous Tree”iv  ของระบบยุติธรรมในสหรัฐอเมริกา ที่เป็นมาตรฐานมานับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1920 ในคดีระหว่างบริษัทซิลเวอร์ธอร์นลัมเบอร์กับรัฐบาลกลางสหรัฐ (Silverthorne Lumber Company versus the United States) ซึ่งศาลสูงสหรัฐอเมริกามีคำตัดสินว่าหลักฐานที่ได้มาอย่างผิดกฎหมายไม่สามารถนำมาใช้ในศาลได้v  

จริงๆ แล้ว นิติราษฎร์จะยกอุปมาอุปไมยคล้ายๆ กันจากพระไตรปิฎกมาใช้เปรียบเทียบก็ได้ ในพีชสูตรvi ของอังคุตรนิกาย พระพุทธเจ้าตรัสว่า
“เปรียบเหมือนเมล็ดสะเดาก็ดี เมล็ดบวบขมก็ดี เมล็ดน้ำเต้าขมก็ดี บุคคลหมกไว้ในดินที่ชุ่มชื้น รสดินรสน้ำที่เมล็ดนั้นซึมซับทั้งหมด ย่อมเป็นไป เพื่อความเป็นของขม เพื่อความเผ็ดร้อน เพื่อความไม่น่ายินดี ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเมล็ดพืชนั้นเลว”vii

และเปรียบเทียบว่า ผู้ที่มีความเห็นผิดย่อมมีการกระทำทั้งกายวาจาใจที่นำไปสู่ผลที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจ ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์viii  ในทำนองเดียวกัน นิติราษฎร์สามารถยกอุปมานี้ขึ้นกล่าวได้ว่า กระบวนการที่เริ่มด้วยความเห็นที่มีอคติตั้งแต่ต้นย่อมไม่สามารถให้ผลที่เป็นธรรมได้ix   

หากประชาธิปไตยเป็นต้นไม้ คนไทยส่วนใหญ่คงเห็นพ้องต้องกันว่า ต้นไม้นี้ถูกเบียดเบียนด้วยวัชพืชของการทุจริตคอรัปชั่นมาอย่างยาวนาน แต่แทนที่จะอดทนถอนวัชพืชดังกล่าวด้วยวิถีทางประชาธิปไตยดังเช่นประเทศอารยะอื่นๆ คนไทยจำนวนมากกลับเรียกร้องหารัฐประหารจนเป็นธรรมเนียม ทำให้รัฐประหารกลายเป็นสถาบันหยั่งรากลึกในภูมิทัศน์การเมืองไทย

Image

ทหารที่ทำรัฐประหารมักจะซ่อนความมีเล่ห์เหลี่ยมไว้อยู่เบื้องหลังฉากหน้าอันน่านับถือ เหมือนกับต้นไทรที่เติบโตจากเมล็ดในผลไม้ที่นกกินแล้วบินไปถ่ายไว้บนต้นไม้อื่น พระพุทธเจ้าทรงกล่าวถึงต้นไทรในรุกขสูตร ของสังยุตตนิกาย ว่าเป็น “ต้นไม้ใหญ่ มีเมล็ดเล็ก มีลำต้นใหญ่งอกคลุมไม้ต้นทั้งหลาย ทำให้ต้นไม้ที่มันงอกคลุมแล้ว ล้มหักกระจัดกระจายวิบัติไป”

ไม่ต้องสงสัยว่า รัฐประหาร นั้นก็ไม่ต่างจากต้นไทรที่มางอกคลุมต้นไม้ประชาธิปไตย (หากเรียกว่าเป็น “ยารักษา” โรคทุจริตคอรัปชั่น ก็เป็นยาที่เลวร้ายกว่าตัวโรคด้วยซ้ำ) ดังนั้นเราจึงควรระลึกถึงอุทาหรณ์ในปลาสชาดก ที่ว่า “ดูกรสหาย ต้นไทรเกิดติดอยู่ที่ค่าคบของท่านแล้ว มันเจริญขึ้นแล้ว จะตัดชีวิตของท่านเสีย... ผู้ใดทำให้ที่พึ่งพาอาศัยพินาศไปเสีย ท่านผู้ฉลาดไม่สรรเสริญความเจริญของผู้นั้น จึงเพียรพยายามที่จะตัดรากเหง้าเสีย”xi

ไม่เพียงแต่รัฐประหารจะล้มเหลวในการกำจัดทุจริตคอรัปชั่น ผู้เขียนมองว่ารัฐประหารมีแต่จะทำให้การทุจริตคอรัปชั่นยิ่งเลวร้ายลง เพราะรัฐประหารเองก็มาจากรากเหง้าเดียวกันกับการทุจริตคอรัปชั่นนั่นเอง
ในหนังสือ  “Good, Evil and Beyond”xii  พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต หรือปัจจุบันดำรงสมณศักดิ์ พระพรหมคุณาภรณ์) ได้กล่าวถึงกิเลสสามอย่างที่ “สามารถเห็นในระดับสังคมได้ชัดเจนยิ่งกว่าในระดับปัจเจกบุคคล” ได้แก่ ตัณหา (ความปรารถนาส่วนตน), มานะ (ความทะเยอทะยานอยู่เหนือผู้อื่น) และทิฏฐิ (การยึดติดกับความเห็น)xiii  การทุจริตคอรัปชั่นก็มีสาเหตุมาจากตัณหาxiv

พระธรรมปิฎกยังกล่าวอีกว่า “มานะหรือความทะเยอทะยานอยู่เหนือผู้อื่น เมื่อมาพร้อมกับตัณหาหรือความปรารถนาส่วนตน ก็นำไปสู่การเอารัดเอาเปรียบ, ลัทธิชาตินิยม และลัทธิแผ่ขยายอำนาจ รวมถึงความวุ่นวายที่ตามมา”xv แม้พระธรรมปิฎกจะไม่ได้กล่าวถึงรัฐประหารโดยตรง แต่ไม่น่าสงสัยเลยว่าสามารถจัดรัฐประหารให้เข้าอยู่ในกลุ่มนี้ได้

คนไทยใฝ่รัฐประหารมักมองหาแต่ทางลัด โดยมิได้คำนึงถึงว่า เราไม่สามารถแก้ความผิดอย่างหนึ่งได้ด้วยความผิดอีกอย่างหนึ่ง และเป้าหมายสูงส่งไม่สามารถบรรลุได้ด้วยวิธีการอันต่ำทราม หากแต่ควรเอาแบบอย่างจากพระพุทธเจ้าที่สอนธรรมอัน “งดงามในเบื้องต้น งดงามในท่ามกลาง และงดงามในที่สุด” นั่นคือ บริสุทธิ์ทั้งความเห็นชอบ วิธีการชอบ และผลลัพธ์ชอบxvi พระธรรมปิฎกยังกล่าวว่า  “เมื่อเริ่มด้วยความเห็นผิด ทุกอย่างก็ผิดไปหมด เมื่อมีความเห็นชอบ การกระทำต่างๆ ก็เป็นไปในทางที่ชอบ”xvii

วัฒนธรรมอำนาจนิยมของสังคมไทย มักมิได้ถือว่าความถูกต้องเป็นรากฐานของอำนาจ แต่กลับถือว่าการใช้อำนาจบาตรใหญ่คือความถูกต้อง ในความเห็นของผู้เขียน วัฒนธรรมอำนาจนิยมนี้เองที่เป็นรากเหง้าวงจรรัฐประหารซ้ำซากที่ฝังลึกในจิตสำนึกของคนไทย ตามการวิเคราะห์ปฏิจจสมุปบาทของพุทธศาสนา

เมื่อวัฒนธรรมอำนาจนิยมฝังรากอยู่ในสังคมแล้ว ไม่ว่ามีข้ออ้างใดๆ ก็จะเกิดเสียงเรียกหารัฐประหารอยู่ร่ำไป เพราะมีอวิชชา คือ ความมืดบอดล้มเหลวที่จะจินตนาการทางเลือกที่ดีกว่า เมื่อเสียงเรียกร้องหนักเข้า ก็จะได้รับการตอบสนองเป็นการประกอบสร้างกรรมใหม่ (สังขาร) ได้แก่ คณะรัฐประหาร คือ คณะปฏิรูปการปกครอง ที่ฉีกรัฐธรรมนูญ และมีความระลึกตัว (วิญญาณ) ที่จะนิรโทษกรรมตนเอง ทั้งยังกำหนดมาตรการและโครงสร้างต่างๆ ทางกฎหมาย (นามรูป) เช่น คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการทำรัฐประหารและเป็นมือเป็นเท้าทำหน้าที่ตามภารกิจของคณะรัฐประหาร

กระบวนการเหล่านี้บิดเบือนต่อมความรู้สึก (สฬายตนะ) ในปริมณฑลสาธารณะ เช่น สื่อมวลชน หรือแม้แต่กระบวนการยุติธรรม ให้มีความโอนเอียงผิดพลาดต่อสิ่งกระตุ้นเริ่มต้น (คือการทุจริตคอรัปชั่น) ทำให้การข้องแวะ (ผัสสะ) ใดๆ ในประเด็นดังกล่าว เกิดความรู้สึก (เวทนา) ทุกข์ร้อนจนเกินจริงอย่างไร้เหตุผล และความต้องการ (ตัณหา) ที่จะกำจัดออกไปทุกวิถีทางไม่ว่าจะชอบธรรมหรือไม่ เพิ่มความยึดมั่น (อุปาทาน) ว่ารัฐประหารเป็นคำตอบสุดท้าย ตอกย้ำอวิชชาให้ดำมืดลงไปอีก และหมุนวงจรอุบาทว์ให้ดำเนินต่อไปอย่างซ้ำซาก จนทำให้ไทยถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่มีการรัฐประหารบ่อยที่สุดอันดับ 4 ของโลก รองจากซูดาน อิรัก และโบลิเวียเท่านั้นxviii

นอกจากรัฐประหารจะไม่สามารถกำจัดการทุจริตคอรัปชั่นได้จริง (มีแต่กำจัดนักการเมืองรายบุคคล) ในขณะที่งบกลาโหมกลับทวีคูณอย่างแทบไม่ถูกตรวจสอบ รัฐประหารยังทำให้เกิดความอยุติธรรม ทำร้ายนิติรัฐ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน อย่างเห็นได้ชัดเจนจากความขัดแย้งอย่างความรุนแรงในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา จึงถึงเวลาแล้วที่จะต้อง “หักดิบ” การเสพติดรัฐประหารของสังคมไทย

หากข้อเสนอของนิติราษฎร์ได้รับการนำมาปฏิบัติ ก่อนอื่นก็จะเป็นการโยนก้อนหินเข้าไป “แจม” วงจรอุบาทว์ให้สะดุดหยุดลง นอกจากไม่เพียงแต่จะช่วยยุติผลอันเป็นโทษของรัฐประหารมิให้ลุกลามแพร่ขยายพันธุ์เพิ่มเติมแล้ว ยังอาจหวังได้ว่าจะเป็นการเริ่มต้นกระบวนการถอนรากถอนโคนวัฒนธรรมอำนาจนิยม เพื่อมิให้เกิดรัฐประหารขึ้นอีกในอนาคต

อย่างไรก็ดี หากมีการออกพระราชกฤษฎีกาจริงตามข่าวลือ ก็จะเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะทั้งการนิรโทษกรรมหรือการขออภัยโทษเพื่อพวกพ้อง เป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมทำผิดแล้วลอยนวล ทำลายนิติรัฐ และตอกย้ำอำนาจนิยม ซึ่งเป็นรากเหง้าของปัญหามาตั้งแต่แรก

มีผู้เคยกล่าวไว้ว่า “หว่านความคิดได้การกระทำ หว่านการกระทำได้นิสัย หว่านนิสัยได้สันดาน หว่านสันดานได้ชะตากรรม” ถึงเวลาแล้วที่เราต้องช่วยกันดึงประเทศไทยให้หลุดพ้นจากวังวนชะตากรรมอันน่าอนาถ ด้วยการกำจัดต้นไม้พิษรัฐประหารที่บ่อนทำลายประชาธิปไตยไทยมายาวนานอย่างถอนรากถอนโคน

ตอนที่ 2 หมุนกลับล้อรถถัง

ชนชั้นกลางในกรุงเทพส่วนใหญ่รู้สึกว่านักการเมืองไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้กับพวกตนนอกจากโกงกินเท่านั้น ดังนั้นการทำรัฐประหารจึงเป็นการกำจัดทุจริตคอรัปชั่นอย่าง “ไม่ต้องคิด” 

ในทางกลับกัน คนชนบทในปัจจุบันกลับเห็นประชาธิปไตยเป็นเรื่องจริงจัง นับตั้งแต่การเมืองกลายเป็นเครื่องมือที่พวกเขาสามารถใช้ต่อรองการกระจายอำนาจและทรัพยากรได้อย่างยุติธรรมมากยิ่งขึ้น ดังนั้นการทำรัฐประหารเพื่อขับไล่นักการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งตามครรลองประชาธิปไตยจึงเป็นเรื่อง “อย่าได้คิด”

แล้วเราจะบริหารจัดการความคิดเห็นที่แตกต่างกันเช่นนี้ได้อย่างไร เพื่อให้สังคมเดินหน้าต่อไป พระธรรมปิฎกบรรยายไว้ว่า “ทิศทางของสังคมถูกกำหนดโดยทิฏฐิ [ความเห็น, ความเชื่อ, อุดมการณ์] การให้คุณค่ากับสิ่งใดๆ ไม่ว่าจะในระดับปัจเจกหรือระดับสังคมก็คือ ทิฏฐิxix... ในระดับสังคมจะมีทัศนคติที่สังคมยึดถือร่วมกัน เมื่อสังคมเชื่อมั่นว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาก็จะร่วมกันสนับสนุนสิ่งนั้น การสนับสนุนร่วมกันกลายเป็นคุณค่าทางสังคม หรือลักษณะที่สังคมยึดถือร่วมกัน ผลักดันให้สมาชิกอื่นๆ ของสังคมช่วยกันพิทักษ์รักษาความเชื่อหรือความชอบเหล่านั้น”xx

บางคนอาจกล่าวว่า ประชาธิปไตย ก็เป็นแค่ความเห็นทางการเมืองหนึ่งในบรรดาที่มีอยู่มากมาย ไม่ได้อยู่เหนือกว่าความเห็นอื่น และอาจอ้างว่าการปกครองแบบเผด็จการทหารบ้างเป็นสิ่งที่เหมาะสมกว่าสำหรับสังคมไทย  ความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงห้าปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงความเห็นที่แตกต่างกันอย่างลึกซึ้งในสังคมไทยเกี่ยวกับการปกครองแบบประชาธิปไตยและเผด็จการทหาร

ผู้เขียนขอแย้งว่า ประชาธิปไตยไม่ได้เป็นเพียงแค่ความคิดเห็น แต่เป็นกระบวนการหนึ่ง (และดีที่สุด) ในการบริหารจัดการความเห็นที่แตกต่างกัน พระพุทธเจ้าทรงเตือนมิให้ยึดมั่นต่อทิฎฐิ ระบอบประชาธิปไตยก็ช่วยลดการยึดมั่นต่อทิฏฐิ เพราะประชาธิปไตยให้ความเคารพต่อความหลากหลายของความคิดเห็น เสรีภาพในการแสดงออก และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ และปราศจากความรุนแรง

ในระบอบประชาธิปไตยนอกจากจะมีความเห็น (ทิฏฐิ) แตกต่างมากมาย เช่น แนวทางจัดการปัญหาน้ำท่วม (ปล่อยน้ำไปโดยไม่สกัด, ใช้พนังกั้นน้ำ, เจาะถนน, ฯลฯ) แล้วยังมีความเห็น (ที่อาจเรียกว่า “อภิทิฏฐิ”) ว่าจะบริหารจัดการแนวทางที่แตกต่างเหล่านั้นอย่างไร (“เราจะทำประชาพิจารณ์อย่างประชาธิปไตย”, “เราจะทำตามคำสั่งผู้มีอำนาจสั่งการเท่านั้น”, ฯลฯ) หรือแม้แต่ อภิ-อภิทิฏฐิ (เช่น ข้อคิดเห็นเปรียบเทียบว่าการทำประชาพิจารณ์อย่างประชาธิปไตยดีกว่าการฟังคำสั่งผู้มีอำนาจอย่างไร) แต่ในระบอบเผด็จการต่างๆ ยากที่จะมีช่องว่างให้กับความหลากหลายเช่นนี้ มีได้ก็แต่อุดมการณ์เดียวกันหมด

ที่ผ่านมาคำสอนในพุทธศาสนาถูกนำมาอ้างเพื่อสนับสนุนระบบการปกครองแบบต่างๆ กัน เนื่องจากพระพุทธเจ้าไม่มีคำสอนโดยตรงที่กล่าวเปรียบเทียบหลักการบริหารบ้านเมือง คำถามที่อาจเกิดขึ้นในใจของเราก็คือ แล้วพระพุทธเจ้าคิดอย่างไรกับประชาธิปไตย

Image

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่พระพุทธเจ้ายุติศึกชิงน้ำในแม่น้ำระหว่างญาติทางฝ่ายบิดาและฝ่ายมารดามิให้ต้องเข่นฆ่ากัน (เป็นที่มาของพระพุทธรูปปางห้ามญาติ) แน่นอนว่า คำกล่าวเตือนสติแก่ทั้งสองฝ่ายว่า การหลั่งเลือดเพื่อแย่งน้ำนั้นไม่คุ้มค่า นับเป็นคำสอนตำหนิการใช้ความรุนแรง แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น เราสามารถอ่านแนวทางเพื่อสันติของพระพุทธเจ้าได้จากสิ่งที่มิได้ทำ

ถึงแม้ถ้าจะทำก็คงได้รับการยอมรับจากทั้งสองฝ่าย แต่พระพุทธเจ้าก็มิได้ให้คำตัดสินไปว่าควรจะจัดสรรปันส่วนน้ำจากแม่น้ำกันอย่างไร และมิได้แต่งตั้งผู้ทรงศีลธรรมคนใดให้มีอำนาจตัดสินว่าความเห็นของฝ่ายใดเป็นฝ่ายถูก พระพุทธเจ้าเพียงเล่านิทานชาดกเตือนสติให้ทั้งสองฝ่ายอารมณ์เย็นลง จากนั้นก็ปล่อยให้คิดหาคำตอบกันเองด้วยการเจรจาอย่างมีเหตุผล

นอกจากนี้ เมื่อพระพุทธเจ้าก่อตั้งคณะสงฆ์ ก็มิได้ใช้รูปแบบการปกครองสงฆ์ตามอย่างราชอาณาจักรใดๆ หากแต่เลือกเอารูปแบบของสหพันธรัฐวัชชีซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นประชาธิปไตยเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเมื่อใกล้สวรรคต ก็มิได้ตั้งพระเถระรูปใดรูปหนึ่งขึ้นมาแทน หากแต่กล่าวว่า “ธรรมและวินัยอันใด เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา”xxi นับแต่นั้นมา คณะสงฆ์จึงมิได้ปกครองกันด้วยอำนาจของปัจเจก แต่ด้วยธรรมวินัยซึ่งให้มีการตรวจสอบการประพฤติปฏิบัติกันเองอย่างสม่ำเสมอมิให้ผิดพลาด ไม่ต่างจากที่นักการเมืองต้องมีการตรวจสอบกันเองมิให้คอรัปชั่นหรือลุแก่อำนาจ (ระบบสมณศักดิ์ต่างๆ นั้นเกิดขึ้นภายหลังทั้งสิ้น มิได้เป็นไปตามที่พระพุทธเจ้าบัญญัติแต่อย่างใด)

เมื่อสหพันธรัฐวัชชีตกเป็นเป้าโจมตีของพระเจ้าอชาตศัตรูแห่งราชอาณาจักรมคธ พระพุทธเจ้าได้ยกข้อดีของการปกครองแบบวัชชีว่า  ตราบใดที่เหล่าเจ้าวัชชี “(1) หมั่นประชุมกันเนืองๆ...  (2) พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม และพร้อมเพรียงกันทำกิจที่เจ้าวัชชีพึงกระทำ... (3)ไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้ ไม่ถอนสิ่งที่ได้บัญญัติไว้แล้ว สมาทานประพฤติอยู่ในวัชชีธรรมของเก่าตามที่บัญญัติไว้แล้ว พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม”xxii สองข้อแรกนั้นสามารถแปลได้ว่าหมายถึงการให้ความสำคัญต่อการใช้เหตุผลร่วมกันในระดับสาธารณะและการบริหารจัดการความคิดเห็นอย่างเป็นประชาธิปไตย ส่วนข้อหลังแปลได้ว่าหมายถึงการให้ความเคารพต่อนิติรัฐหรือการบริหารบ้านเมืองด้วยกฎหมาย

ในหนังสือ “The Argumentative Indian” นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ศาสตราจารย์ อมารตยา เซ็น ชี้ว่าประชาธิปไตยมิใช่อะไรอื่น หากแต่คือการใช้เหตุผลร่วมกันในระดับสาธารณะ (public reasoning) นั่นเอง โดยกล่าวว่า
“การใช้เหตุผลร่วมกันระดับสาธารณะนั้นรวมถึงการให้ประชาชนได้มีโอกาสอภิปรายทางการเมืองและมีบทบาทในการกำหนดทางเลือกทางสังคมร่วมกัน การลงคะแนนเสียงเป็นเพียงแค่วิธีหนึ่ง (แม้ว่าจะเป็นวิธีที่สำคัญมาก) ที่ทำให้การอภิปรายสาธารณะมีประสิทธิภาพ โดยเป็นโอกาสให้ได้ออกเสียงตัดสินใจพร้อมๆ ไปกับโอกาสให้ได้พูดและฟังโดยปราศจากความหวาดกลัว ดังนั้น ผลกระทบและประสิทธิภาพของการลงคะแนนเสียงจะมากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับโอกาสในการอภิปรายสาธารณะเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง”xxiii
ศาสตราจารย์เซ็นยังยกตัวอย่างด้วยว่า ศาสนาพุทธยุคเริ่มแรกนั้นเจริญสืบเนื่องต่อมาได้ด้วยพื้นที่ประชาธิปไตย โดยกล่าวว่า
“การทำสังคายนามีจุดมุ่งหมายเพื่อหาข้อยุติระหว่างมุมมองความคิดที่แตกต่างกัน โดยมีพระสงฆ์จากหลายที่หลายสำนักความคิดมาเข้าร่วม... การสังคายนาเหล่านี้แม้จะเกี่ยวข้องกับการคลี่คลายข้อแตกต่างด้านหลักธรรมและวิถีปฏิบัติทางศาสนาเป็นหลัก แต่เห็นได้ชัดเจนว่ายังมีการตอบรับต่อข้อเรียกร้องทางสังคมและหน้าที่พลเมือง นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมและวางรากฐานในระดับกว้างให้กับธรรมเนียมการอภิปรายอย่างเปิดเผยถึงประเด็นที่เป็นที่ถกเถียง”xxiv
ในขณะที่พุทธศาสนายุคแรกเริ่มให้คุณค่าต่อการอภิปรายอย่างเปิดเผย ประเทศที่เรียกตนเองว่าเป็น “เมืองพุทธ” ในปัจจุบันกลับมุ่งที่จะปิดปากไม่ให้มีการวิพากษ์ทางสังคมใดๆ บางแห่งปกครองเหมือนรัฐเผด็จการตำรวจ ที่ยัดเยียดอุดมการณ์และนโยบายให้กับประชาชนผ่านโฆษณาชวนเชื่อ และปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วยการเซ็นเซอร์

ในประเทศ “พุทธ” อื่นๆ ที่เหลือ ก็มักจะมีประชาธิปไตยแค่ในเชิงรูปแบบคือการเลือกตั้งเป็นครั้งๆ ไป แต่ไม่มีประชาธิปไตยในเชิงเนื้อหาสาระ เพราะการใช้เหตุผลร่วมกันระดับสาธารณะถูกอุดปากด้วยกฎหมายลิดรอนเสรีภาพ ทำให้ประเทศค่อยๆ ถอยหลังลงคลองกลับไปสู่ระบอบเผด็จการรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ดังนั้น จึงเป็นเรื่องไม่น่าแปลกใจที่หนึ่งในข้อเสนอของนิติราษฎร์คือเสนอให้มีการทบทวนแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือประหัตประหารทางการเมือง มากกว่าเพื่อปกป้องสถาบันฯ ตามเจตนาเดิม

เมื่อพระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนาธัมมจักกัปปวัตตนสูตร หรือ “หมุนกงล้อแห่งธรรม” นับเป็นการให้ความหมายใหม่ต่อภาษาสัญลักษณ์ของคำว่า “จักร” ในอินเดียโบราณ ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่ได้หมายถึงล้อธรรมดาๆ แต่หมายถึงล้อของรถศึกxxv (เทียบได้กับล้อรถถังในปัจจุบัน) ในยุคนั้นมีพิธีพราหมณ์ เช่น พิธีอัศวเมธ เพื่อเฉลิมฉลองอำนาจเหนือราชอาณาจักรของ “จักรพรรดิ” ซึ่งแปลตรงตัวว่า “ผู้ทำให้กงล้อ (จักร) หมุนไป”xxvi แต่ในทางกลับกัน พระพุทธเจ้ากลับถอว่าสมาชิกในสังคมทุกคนเป็นผู้หมุนกงล้อของสังคมร่วมกัน โดยกล่าวไว้ในวาเสฏฐสูตรว่า “การกระทำทำให้โลกหมุนไป การกระทำทำให้คนแต่ละรุ่นหมุนไป มนุษย์ทั้งหลายถูกผูกโยงไว้ด้วยกันด้วยการกระทำ เหมือนลิ่มสลักของรถที่กำลังแล่นไป”xxvii

ถึงแม้รัฐบาลอาจจะเพิกเฉยต่อข้อเสนอนิติราษฎร์ แต่นั่นก็ไม่อาจยับยั้งภาคประชาชนมิให้นำข้อเสนอเหล่านี้มาริเริ่มปฏิบัติเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ  “คำประกาศว่าด้วยคุณค่าอันเป็นรากฐานของระบอบเสรีประชาธิปไตย”xxviii ซึ่งถึงแม้นิติราษฎร์จะยอมรับว่าอาจไม่สามารถหยุดรถถังไม่ให้มาวิ่งในเมืองหลวงได้ แต่จะช่วยหมุนกลับล้อรถถังในจิตสำนึกของประชาชน 

Image

คำประกาศเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยอย่างมีส่วนร่วมและสิทธิมนุษยชน จะเป็นทางเลือกแทนการรัฐประหารในการต่อสู้กับโรคร้ายทางสังคมและการเมืองรวมถึงการทุจริตคอรัปชั่น ช่วยกัดกร่อนอวิชชาหรือความล้มเหลวทางจินตนาการที่มองไม่เห็นทางเลือก และเปิดทางไปสู่การสร้างและการเสริมความเข้มแข็งให้กับโครงสร้างทางสังคมและการเมือง (สังขาร) ที่ให้ความสำคัญต่อสิทธิของประชาชนเป็นอันดับแรกในจิตสำนึกสาธารณะ (วิญญาณ) และมีองคาพยพทางกฎหมาย (นามรูป) ที่ช่วยทำให้สิทธิดังกล่าวสัมฤทธิผลอย่างแท้จริง

สิ่งเหล่านี้จะช่วยขัดเกลาต่อมความรู้สึก (สฬายตนะ) ระดับสาธารณะ เช่นสื่อมวลชนให้กลายเป็นผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนและเสรีภาพ เมื่อสิทธิดังกล่าวพัฒนาก้าวหน้าขึ้นก็จะเกิดความรู้สึก (เวทนา) มีความสุขยินดีร่วมกันในสังคม มีความปรารถนาที่จะรักษาคุณค่าเช่นนี้ไว้ และความยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษย์นิยมว่าเป็นแกนหลักในการยึดโยงสังคมไว้ด้วยกันแทนวัฒนธรรมอำนาจนิยม (นั่นคือ ถือว่าความถูกต้องเป็นรากฐานของอำนาจ มิใช่ถือว่าการใช้อำนาจบาตรใหญ่คือความถูกต้อง)

เหล่านี้จะกลายเป็นผลย้อนกลับเชิงบวกช่วยหมุนวงจรคุณธรรมไปข้างหน้าขับไล่อวิชชาให้หมดไป  เมื่อปฏิจจสมุปบาทแห่งประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนหยั่งรากลึกลงไปในจิตสำนึกสาธารณะเช่นนี้แล้ว ก็จะไม่สามารถถูกฉีกทำลายได้ด้วยรัฐประหารอีกต่อไป

คำว่า “รัฐ” กับ “ราษฎร์” ต่างมาจากคำในภาษาสันสกฤตคำเดียวกัน คือ “ราษฺฏฺร” เพราะรัฐคือราษฎร และราษฎรคือรัฐ วันหนึ่งที่สังคมไทยเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น ก็จะขอบคุณ “นิติราษฎร์” ที่ช่วยเตือนให้เราระลึกได้ว่า นิติรัฐย่อมต้องเป็นนิติราษฎร์ นั่นคือ การบริหารบ้านเมืองด้วยกฎหมายที่ไม่มากไม่น้อยไปกว่า “ของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน”

---------------------------------------

i)  แปลและปรับปรุงจากบทความ “Uprooting the poisonous tree of the coup d’état” ที่ตีพิมพ์เป็นสองตอนในนสพ. The Nation ฉบับวันที่ 23 และ 24 พฤศจิกายน 2554 ตามลิงก์ http://www.nationmultimedia.com/opinion/Uprooting-the-poisonous-tree-of-the-coup-detat-30170428.html  และ http://www.nationmultimedia.com/opinion/Uprooting-the-poisonous-tree-of-the-coup-detat-30170428.html

ii)  ในฉบับที่ลงในนสพ.The Nation เขียนว่าเป็นดร.เกษียณ เตชะพีระ ผู้เขียนขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้

iii)www.enlightened-jurists.com/blog/44

iv) http://law.jrank.org/pages/7042/Fruit-Poisonous-Tree.html

v) http://caselaw.lp.findlaw.com/scripts/getcase.pl?court=US&vol=251&invol=385

vi) www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=20&A=884&Z=949

vii) คำว่า “พีช” ในภาษาบาลี แปลว่า พืชก็ได้ เมล็ดก็ได้

viii) www.accesstoinsight.org/tipitaka/an/an10/an10.104.than.html

ix)  คำว่า “ผล” มาจากภาษาบาลีที่มีความหมายได้ทั้ง ผลไม้ ผลผลิต และผลลัพธ์ การพูดถึงเรื่องเหตุผลในภาษาไทยที่รับเอาคำว่า “ผล” มาจากภาษาบาลีจึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงอุปมาอุปไมยต้นไม้ได้เลย นอกจากนี้เรายังมักพูดถึงการเริ่ม “ต้น” หรือ “รากเหง้า” ของปัญหาอีกด้วย

x)  รุกขสูตร โพชฌงคสังยุตต์ มหาวรรค สังยุตตนิกาย (ต้นไม้อื่นที่ถูกกล่าวถึงในลักษณะนี้ คือ ต้นโพธิ์ใบ ต้นมิลักขุ ต้นมะเดื่อ ต้นกัจฉกะ ต้นมะสัง) www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=19&A=2915&Z=2940 

xi)  http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_line.php?B=27&A=3697

xii) ข้อความจากหนังสือ Good, Evil and Beyond ที่อ้างอิงถึงในบทความนี้ ส่วนใหญ่มาจากบทที่ 4 “กรรมในระดับสังคม” ซึ่งไม่มีอยู่ในหนังสือ “พุทธธรรม” ฉบับภาษาไทย แต่พระธรรมปิฎกได้อธิบายละเอียดมากยิ่งขึ้นในภายหลัง (ดูคำอธิบายในย่อหน้าสุดท้าย หน้า xi) ผู้เขียนบทความจึงแปลจากภาษาอังกฤษที่ปรากฏในหนังสือ Good, Evil and Beyond กลับเป็นภาษาไทยอีกทีหนึ่ง

xiii) หน้า 69

xiv) หน้า 70

xv) หน้า 70

xvi) http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=9&i=91&p=4

xvii) หน้า 71

xviii) http://www.siamintelligence.com/thai-forth-coup-0f-the-world/ http://www.whereisthailand.info/2011/09/world-coup-list/

xix) หน้า 71

xx) หน้า 71-2

xxi)  มหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย หน้า 141 http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=10&A=1888&Z=3915

xxii)  มหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย หน้า 68 http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=10&A=1888&Z=3915

xxiii)  Amartya Sen, The Argumentative Indian, หน้า 14

xxiv)  Amartya Sen, The Argumentative Indian, หน้า 15

xxv) พจนานุกรมไทย-ไทย อ.เปลื้อง ณ นคร ให้ความหมายหนึ่งของ “จักร” ว่าหมายถึง “ล้อราชรถอันกลิ้งไปรอบราชอาณาเขตซึ่งเรียกว่าราชอาณาจักร”

xxvi)   พจนานุกรมไทย-ไทย อ.เปลื้อง ณ นคร ให้ความหมายว่า “ผู้ไปได้ทุกแห่งปราศจากสิ่งติดขัด, ผู้ใช้จักรเคลื่อนรถไปได้ทุกสถานไม่มีเครื่องกีดขวาง, พระราชาธิราช, พญาของโลก, ผู้ครองจักรหรือประเทศ อันท่านแสดงว่ากว้างใหญ่ไพศาลจากทะเลด้านโน้นจดทะเลด้านนี้”

xxvii) กมฺมุนาวตฺตติโลโก กมฺมุนาวตฺตติปชา กมฺมนิพนฺธนาสตฺตา รถสฺสาณีวยายโต  “การกระทำ” ในที่นี้คือ กมฺม หรือ กรรม นั่นเองwww.84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_line.php?B=13&A=11070

xxviii) http://www.enlightened-jurists.com/blog/50

เข้าสู่ระบบ