Home » เอกสารประวัติศาสตร์ » เรื่อง คำว่า "ราชการ" ควรเปลี่ยนศัพท์เป็น "รัฏฐการ" หรือ "รัฐการ"

เรื่องคำว่า ราชการ ควรเปลี่ยนศัพท์เป็น รัฏฐการ หรือ รัฐการ

Blog Icon

ประวิติศาสตร์ เอกสารประวัติศาสตร์ รัฐการ

26 November 2011

read 6742



เรื่อง คำว่า "ราชการ" ควรเปลี่ยนศัพท์เป็น "รัฏฐการ" หรือ "รัฐการ"


 
ดาวน์โหลดเอกสารประวัติศาสตร์www.enlightened-jurists.com/download/61
 

บรรณานุกรม

หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. สร.๐๒๐๑.๒๕/๖๓. เอกสารสำนักนายกรัฐมนตรี กองกลาง สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี. เรื่อง นายบุญเนื่อง  อะโนมะศิริ ความเห็น ๑.เปลี่ยนศัพท์ "ราชการ" เป็น "รัฏฐการ" หรือ "รัฐการ" , ๒.ออกสตางค์ ๑/๒ และ ๑/๔ ให้ราษฎรใช้. (พ.ศ.๒๔๗๕).
 
..............................................................
 
 
บทเกริ่นนำเอกสารประวัติศาสตร์ :  ความเห็นที่ ๑/๒๔๗๕ ของนายบุญเนื่อง อโนมะศิริ เรื่อง คำว่า "ราชการ" ควรเปลี่ยนศัพท์เป็น "รัฏฐการ" หรือ "รัฐการ"

 
พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล


๑.บริบทความคิดร่วมสมัยในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕
 
ภายใต้กระแสความคิดในยุคร่วมสมัยของการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินและสถาปนารัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรขึ้นในประเทศสยาม  เป็นบรรยากาศภายหลังสงครามโลกคราวแรกยุติลง  การสถาปนารัฐเอกราชขึ้นใหม่ได้ปรากฏขึ้นเป็นจำนวนมาก จากการแยกตัวจากดินแดนที่เคยอยู่ในอาณัติของเยอรมัน, จากเขตแคว้นที่แยกตัวออกเป็นอิสระภายหลังการล่มสลายของสหภาพของรัฐออสเตรีย – ฮังการี, จักรวรรดิออตโตมัน และการปฏิวัติในรัสเซียแล้วสถาปนาสหภาพสาธารณรัฐโซเวียต เป็นต้น  บรรดา ‘รัฐที่ก่อกำเนิดขึ้นใหม่’ จำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่เป็นรูปธรรมยืนยันสถานะอำนาจอธิปไตยของรัฐตน วิธีการดังกล่าวคือ การจัดทำรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อประกาศอำนาจอธิปไตยของรัฐตนในทางระหว่างประเทศ และยืนยันอำนาจภายในรัฐของสถาบันการเมืองต่างๆ โดยแสดงให้ปรากฏผ่านเอกสารทางกฎหมาย สะท้อนอำนาจภายในรัฐ (Constitution - Reflet ; รัฐธรรมนูญกระจก)[๑] รัฐธรรมนูญที่ถือกำเนิดขึ้นในยุคนี้จึงมีลักษณะที่ไม่ทำลายล้าง “องค์กรทางการเมืองในระบอบเก่า” ภายในรัฐ  ผ่านวิธีการต่างๆ เช่น การรับรองสถาบันทางการเมืองเดิมให้ดำรงอยู่ แล้วประนีประนอมให้ ตัวแทนองค์กรทางการเมืองในระบอบเก่า’ เป็นผู้ใช้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ด้วยความยินยอม หรือ จำนนยอม กระทำการตามวัตถุประสงค์ของผู้ก่อการ (Pacte) ดังเช่นปรากฏในการสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิมของสยาม เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕
 


๒.มุมมองทางกฎหมายรัฐธรรมนูญในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับดั้งเดิม ๒๗ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕
 
เมื่อคณะราษฎรก่อการยึดอำนาจพระมหากษัตริย์ได้สำเร็จ ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ เป็นอันยุติการปกครองวิธีเผด็จการโดยรูปแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อาจสังเกตุว่าระหว่างวันที่ ๒๔ – ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕  [ยังไม่มีการสถาปนารัฐธรรมนูญ] ประเทศสยามดำรงความสืบเนื่องภายในของรัฐไปพลางก่อนด้วยการปกครองโดย “คณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร” ซึ่งเป็นหน่วยหนึ่งของคณะราษฎร เพื่อควบคุมสถานการณ์และทำความตกลงกับฝ่ายอำนาจเก่า  อันจะนำมาสู่การเปลี่ยนผ่านอำนาจรัฐอย่างเป็นกิจจะลักษณะ  กล่าวคือ คณะราษฎรได้เคลื่อนตำแหน่งของ “อำนาจรัฐ” จากเดิมที่เคยสถิตอยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์, ให้เคลื่อนมาดำรงอยู่ที่ราษฎรทั้งหลาย (ปวงชน) โดยประกาศยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรในรูปของเอกสารทางกฎหมาย ที่เป็น “รัฐธรรมนูญ” เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕”


ทั้งนี้ กระบวนการทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้นโดยการใช้อำนาจในสภาวะว่างเปล่าหรือปราศจากพันธะอ้างอิงจากอำนาจอื่นใดในการจัดทำรัฐธรรมนูญ เราเรียกอำนาจดังกล่าวว่า “อำนาจก่อตั้งหรืออำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญแบบดั้งเดิม” (Pouvoir Constituant Originaire) และ ผู้ใช้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญดังกล่าว (๒๗ มิ.ย.) ได้แก่ “พระปกเกล้าฯ” (กษัตริย์ในระบอบเก่า) โดยอาศัย “อำนาจที่(พระปกเกล้าฯ)ได้รับมอบหมาย” (Attribution)  มาจาก “คณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร” ดังนั้น การสถาปนารัฐธรรมนูญ ฉบับลงวันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ มิใช่การใช้ “อำนาจเก่า” (Prerogative) ของ “พระปกเกล้าฯ” ในฐานะพระมหากษัตริย์ผู้ทรงอำนาจตามระบอบเดิม ในการสถาปนารัฐธรรมนูญฉบับนั้น เพราะ “หน่วยอำนาจรัฐ” ได้เคลื่อนตำแหน่งแห่งที่ ไปจากองค์พระมหากษัตริย์แล้ว (ตั้งแต่วันที่ ๒๔ มิ.ย.) หากแต่เป็น "พระราชอำนาจ" (Attribution ; อำนาจที่[พระมหากษัตริย์]ได้รับมอบหมายให้กระทำการ)[๒] โดยได้รับมอบหมายหน้าที่จาก "คณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร"



๓.การต่อสู้ทางการเมือง ผ่าน การตกค้างทางภาษา (จากระบอบกษัตริย์)
 
เมื่อได้มีการจัดทำ "รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร" ซึ่งประกาศ "ผู้ทรงอำนาจรัฐ" [ขณะนั้นคือ ราษฎรทั้งหลาย] และ วางกฎเกณฑ์ขั้นมูลฐานของรัฐ  แน่นอน "กฎเกณฑ์" ดังกล่าวย่อมครอบคลุมถึง บรรดากฎเกณฑ์ทั้งปวง เช่น กฎเกณฑ์ทางภาษา ซึ่งกฎเกณฑ์ทางภาษา เป็นเครื่องมือแสดงอำนาจในทางหนึ่ง ที่แปรเปลี่ยนตามอำนาจในการกำหนดนิยามของถ้อยคำในแต่ละยุคสมัย
 
 
จากการค้นคว้า สันนิษฐานว่า คณะราษฎรก็คงพยายามเลี่ยงไม่ใช้ถ้อยคำในระบอบการปกครองเก่าอยู่เช่นกัน  ดังเช่นปรากฏในรัฐธรรมนูญดั้งเดิม หรือ “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕” อาทิ การใช้คำว่า "กรรมการราษฎร" (ผู้เขียนสันนิษฐานว่า) เป็นการประดิษฐ์ถ้อยคำใหม่โดยเลี่ยงไม่ใช้ถ้อยคำหรือนามองค์กรในระบอบเก่า เช่น คำว่า "เสนาบดี" , "รัฐมนตรี"  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำว่า "รัฐมนตรี" เพราะรัฐมนตรีเป็นชื่อตำแหน่งที่มีสถานะตาม "ระบอบเก่า" คือ ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาในเรื่องที่กษัตริย์พระราชทานให้ "รัฐมนตรี" คิดทำกฎหมาย ในเรื่องที่กษัตริย์มอบหมายในแต่ละคราว[๓]  เมื่อคณะราษฎรสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิมแล้ว ก็อาศัยอำนาจ "สภาผู้แทนราษฎร" ตรา "พระราชบัญญัติยกเลิกพระราชบัญญัติรัฐมนตรี" ลงวันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕[๔]  เป็นอันว่า การดำรงอยู่ของรัฐมนตรีเดิมได้ยุติลง  ถัดจากนั้น "รัฐธรรมนูญ" ฉบับลงวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๗๕ เปลี่ยนถ้อยคำจาก "กรรมการราษฎร" มาใช้คำว่า "รัฐมนตรี"
 
 
สำหรับเอกสารประวัติศาสตร์ที่ คณะนิติราษฎร์ นำเสนอฉบับนี้  เป็นบันทึกความคิดเห็นของ นายบุญเนื่อง อโนมะศิริ  เกี่ยวกับ "การใช้ถ้อยคำ" ให้สอดคล้องกับ "อำนาจที่เปลี่ยนแปลงไป" คือ ให้ใช้คำว่า "รัฏฐการ" หรือ "รัฐการ" แทนที่ถ้อยคำเดิมว่า "ราชการ" ซึ่ง "ศัพท์" ที่นายบุญเนื่อง ตั้งข้อวิตกนี้ ได้ถูกนำไปใช้เป็นถ้อยคำทั่วไปเรียก "องค์กรเจ้าหน้าที่รัฐ"  แต่เป็น "ศัพท์" ที่คณะราษฎรอนุโลมให้นำมาใช้ (อาจเป็นไปเพื่อความสะดวกหรือจากความเคยชิน)  ด้วยเหตุนี้ ยังคงปรากฏรูปศัพท์ "ข้าราชการ" เรื่อยมา  และ คำๆ นี้ ก็มักถูกหยิบยกขึ้นใช้อ้างอิงอำนาจของกษัตริย์ในระบอบเก่า จากฝ่ายโต้อภิวัตน์ฟื้นฟูอำนาจเก่าของระบอบกษัตริย์ ผ่านการอ้างอิง "ถ้อยคำภาษา" ตราบจนทุกวันนี้.
 

_______________________________


เชิงอรรถ

[๑] Prof. Paul BASTID ได้จำแนก "แนวความคิด" เกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร ในยุคสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่๑ อยู่ในกลุ่มที่เป็น Constitution - Reflet ซึ่ง ดร.วิษณุ วรัญญู แปลว่า "รัฐธรรมนูญกระจก" กล่าวโดยสังเขปว่า เป็นแนวคิดที่จัดทำรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษรในรูปของเอกสารทางกฎหมายที่มุ่งสะท้อนให้เห็นถึงอำนาจหนึ่งๆ ในรัฐ เมื่อมองไปที่รัฐธรรมนูญแล้วสามารถเห็นได้เลยว่า พลังอำนาจในสังคมนั้นอยู่ที่ใคร เป็นแนวคิดที่ใช้กันมากในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่๑ : โดยดู วิษณุ วรัญญู. หลักการพื้นฐานรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง. หน้า ๙ ใน กลุ่มวิเคราะห์กฎหมายและคดี, สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ. รวมสรุปคำบรรยายในโครงการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ,[เอกสารอัดสำเนา]. (โครงการฝึกอบรมเรื่องเทคนิคปฏิบัติงานด้านวิเคราะห์กฎหมายและคดี, ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๒ เวลา ๑๓.๐๐ - ๑๖.๐๐ นาฬิกา, ห้องประชุมใหญ่ ชั้น ๔ อาคารบ้านเจ้าพระยา).


[๒] ในปี ๒๔๗๗, นายเดือน บุนนาค และ นายไพโรจน์ ชัยนาม อธิบายเรื่อง การใช้อำนาจของพระมหากษัตริย์” หรือ “พระราชอำนาจ” โดยกำกับเป็นภาษาอังกฤษด้วยคำว่า Attribution เพื่ออธิบายว่าเป็นอำนาจที่พระมหากษัตริย์ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรี ; โดยดู  เดือน บุนนาค, ไพโรจน์ ชัยนาม. คำอธิบายกฎหมายรัฐธรรมนูญ (รวมทั้งกฎหมายการเลือกตั้งด้วย) : ภาค ๒ รัฐธรรมนูญสยาม. พิมพ์ครั้งที่๑. พระนคร : นิติสาส์น. ๒๔๗๗. หน้า ๕๓.

ต่อมาในปี ๒๔๙๓, นายหยุด แสงอุทัย, นายเพียร ราชธรรมนิเทศ และพระยาศรีวิสารวาจา ทั้งสามท่านเป็นกรรมาธิการพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญ (๒๔๙๒) ได้ร่วมกันแปล “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” (ลงวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ.๒๔๙๒) ฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษ สำหรับคำว่า “พระราชอำนาจ” ด้วยคำว่า Prerogative (อาทิ มาตรา ๑๒, มาตรา ๘๓, มาตรา ๙๗, มาตรา๑๕๒ – ๑๕๗,  มาตรา ๑๗๔) ; โดยดู พระยาศรีวิสารวาจา.และคณะ. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (๒๔๙๒) และ คำแปลภาษาอังกฤษ. พิมพ์เพื่อเป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ มหาอำมาตย์โท พระยาเทพวิทุรพหุลศรุตาบดี (บุญช่วย วณิกกุล) ณ  เมรุหลวงวัดเทพศิรินทราวาศ วันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ.๒๔๙๓. คำว่า Prerogative ความหมายโดยตรงจะหมายถึง “อำนาจอภิสิทธิ์ของพระมหากษัตริย์” [Dictionary ร่วมสมัยนั้น, สอ เสถบุตร ให้ความหมายว่า สิทธิพิเศษ, พระราชอำนาจพิเศษ]

จากการแปลดังกล่าว นายไพโรจน์ ชัยนาม ในปี ๒๔๙๕ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า “ความจริงพระราชอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหมายถึงอำนาจหน้าที่บางอย่าง…โดยทางคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเท่านั้น จะทรงใช้โดยลำพังพระองค์เองมิได้ มิฉะนั้นจะเป็นการผิดต่อระบอบการปกครองโดยรัฐสภาไป” ; โดยดู ไพโรจน์ ชัยนาม. คำอธิบายกฎหมายรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบ (โดยสังเขป) เล่ม ๒ กฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ตอนที่ ๑. พิมพ์ครั้งที่๑. พระนคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ๒๔๙๕. หน้า ๑๘๖.

ควรกล่าวด้วยว่า แม้รัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๙๒ บังคับใช้ได้ในระยะเวลาอันสั้น  แต่ "คำแปลรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (๒๔๙๒) เป็นภาษาอังกฤษ" ก็เป็นต้นแบบในการแปลรัฐธรรมนูญในสมัยต่อๆ มา รวมทั้ง กลายเป็น ถ้อยคำทางตำรา เดินตามในยุคต่อมาจนถึงปัจจุบัน, การให้ความหมาย "พระราชอำนาจ" ผ่านการอ้างอิง Prerogative ยิ่งสร้างความไม่เข้าใจให้แก่บุคคลทั่วไปหรือผู้ศึกษา เนื่องจากเป็นศัพท์เทคนิคซึ่งมีบริบทเบื้องหลังคำอธิบายความหมาย , การทำความเข้าใจ Prerogative นั้นจำเป็นต้องอาศัยคำอธิบายร่วมไปด้วย ทั้งที่จริง ถ้อยคำในทางตำราเดิม ; Attribution มีความหมายชัดแจ้งลำพังโดยถ้อยคำอยู่แล้ว, อาจกล่าวได้ว่า เป็นการสร้างหมอกควันต่อมุมมอง "พระราชอำนาจ" ให้บิดผันไปจากความหมายที่แท้จริง (Attribution ; อำนาจที่ [พระมหากษัตริย์] ได้รับมอบหมายให้กระทำ).


[๓] โดยดู "พระราชบัญญัติรัฐมนตรี รัตนโกสินทรศก ๑๑๓"


[๔] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๔๙ ประกาศวันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๗๕



..............................................................


[คัดลอกเอกสารประวัติศาสตร์]

 
ความเห็นที่ ๑/๒๔๗๕ ของนายบุญเนื่อง อโนมะศิริ
เรื่อง คำว่า "ราชการ" ควรเปลี่ยนศัพท์เป็น "รัฏฐการ" หรือ "รัฐการ"

.........................................
 
ตามความแห่งมาตรา ๑ ในพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม พ.ศ.๒๔๗๕  ความว่า  อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย  คือประเทศเป็นของราษฎร  ปกครองโดยราษฎร  และเพื่อประโยชน์ของราษฎร  แต่คำว่า "ราชการ" ที่ใช้อยู่ในเวลานี้ตามศัพท์ ซึ่งมีความหมายว่า การงานของพระเจ้าแผ่นดิน หรือของกษัตริย์  โดย "ราช" เป็นคำมคธ แปลว่าพระเจ้าแผ่นดิน  ตรงกับคำสันสกฤตว่า "ราชน์"  มูลศัพท์นี้ เริ่มใช้ในสมัยที่รัฐบาลเป็นของกษัตริย์  กษัตริย์เป็นผู้ปกครองประเทศ  โดยสถาปนารัฐบาลของพระองค์เองขึ้นให้อำนวยกายปกครองแผ่นดิน.  แต่ในยุคนี้ รัฐบาลเป็นของราษฎรดังกล่าวแล้ว.
 
ดังนี้ คำว่า ราชการ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้  ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่ตรงกับความหมาย  ควรแก้ไขให้ถูกต้องตามกาลสมัยด้วย.
 
อาศัยเหตุผลที่กล่าวแล้วข้างต้น  ข้าพเจ้าเห็นว่า  ถ้าใช้ศัพท์มคธ "รัฏฐ์" หรือ "รัฐ" ซึ่งแปลว่า  ชาวเมือง  แว่นแคว้น  แผ่นดิน (ตรงกับราษฎรตามศัพท์)  เปลี่ยนแทนคำ "ราช" จะตรงความหมายเหมาะกว่าคำอื่นๆ ทั้งหมด  เช่น
 
ข้าราชการ  เปลี่ยนเป็น  ข้ารัฏฐการ  หรือ  ข้ารัฐการ
รับราชการ  เปลี่ยนเป็น  รับรัฏฐการ  หรือ  รับรัฐการ
ในราชการ  เปลี่ยนเป็น  ในรัฏฐการ  หรือ  ในรัฐการ
 
เหล่านี้เป็นต้น.
 
ตามความเห็นของข้าพเจ้านี้  ถ้าไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของคณะราษฎร์ด้วยประการใด ๆ ขอประทานอภัย.
 

วันที่ ๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๗๕
บุญเนื่อง อโนมะศิริ

เข้าสู่ระบบ