Home » บทความจากผู้อ่าน » อัยการไม่ค่อยทำงาน แล้วทำอะไร ศาลปกครองมีคำตอบ

อัยการไม่ค่อยทำงาน แล้วทำอะไร ศาลปกครองมีคำตอบ - ไพร่แขนขาว

Blog Icon

กฏหมายมหาชน บทความจากผู้อ่าน ไพร่แขนขาว อัยการ อนุญาโตตุลาการ

05 September 2011

read 11675

อัยการไม่ค่อยทำงาน แล้วทำอะไร
ศาลปกครองมีคำตอบ

 

ไพร่แขนขาว

“กระบวนการยุติธรรมไทยแย่ไม่ต่ำกว่า ๓ ด้าน ประสิทธิภาพแย่ คุกคามสิทธิมาก และมีราคาแพงที่สุด ในด้านงานตรวจสอบความจริง ชั้นเจ้าพนักงาน ตำรวจ อัยการ ดีเอสไอ ป.ป.ช. ไม่ร่วมมือกันทำงานและยังทะเลาะกันเอง อัยการก็ไม่ค่อยทำงาน พฤติกรรมที่น่ารังเกียจของบุคคลในกระบวนการยุติธรรม คือไม่กระฉับกระเฉงในการทำงาน ขี้กลัว และชอบประจบ ทุกหน่วยงานกินของเก่า ไม่สร้างบุญบารมีเพิ่ม ซึ่งน่ากลัวเพราะของเก่ากำลังจะหมดไป ขณะที่การตรวจสอบความจริงชั้นไต่สวนมูลฟ้องของศาลยังไม่มีประสิทธิภาพ หลายคดีที่พิพากษายกฟ้อง แม้แต่คดียิงกันในผับต่อหน้าคนเยอะแยะก็ยกฟ้อง”

นายคณิต ณ นคร
ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย1

 

ข้อความที่ยกมาข้างต้นนี้มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่หลายเรื่อง แต่ที่จะนำมากล่าวในที่นี้เป็นเรื่องเล็กๆ ที่ท่านอาจารย์คณิต ณ นคร แสดงความเห็นว่า “อัยการก็ไม่ค่อยทำงาน”

เรื่องจริงเป็นอย่างไรขอให้ประชาชนช่วยกันสอดส่องดูกันตามอัธยาศัย ส่วน “ไพร่แขนขาว” นั้นบังเอิญได้อ่านคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดฉบับหนึ่ง มีเนื้อหาที่อาจจะเป็นคำตอบส่วนหนึ่งให้แก่ท่านอาจารย์คณิตได้ ว่าเมื่ออัยการไม่ค่อยทำงานแล้วท่านไปทำอะไรกัน

คำพิพากษาดังกล่าว คือ คำสั่งที่ ค.๒/๒๕๕๔ ซึ่งศาลปกครองสูงสุดได้ตัดสินเมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ ที่ผ่านมานี้เอง เรื่องโดยย่อที่สุดมีอยู่ว่า ในข้อพิพาทระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กับ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) นั้น ทีโอทีได้แต่งตั้งพนักงานอัยการท่านหนึ่งเป็นอนุญาโตตุลาการ ฝ่ายทรูคอร์ปเห็นว่าพนักงานอัยการไม่อาจเป็นอนุญาโตตุลาการที่มีความเป็นกลางและเป็นอิสระได้ จึงคัดค้านมาโดยตลอด จนท้ายที่สุดเรื่องก็มาสู่การพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด

ถึงแม้ว่าประเด็นในทางเทคนิคแห่งคดีจะอยู่ที่พนักงานอัยการจะเป็นอนุญาโตตุลาการที่มีความเป็นกลางและเป็นอิสระตาม พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้หรือไม่ แต่ประเด็นที่แท้จริงอยู่ที่พนักงานอัยการซึ่งเป็นองค์กรในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาซึ่งมีภารกิจหลักในการฟ้องร้องคดีจะเป็นอนุญาโตตุลาการ ได้หรือไม่

เรื่องนี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างหรือปัญหารากฐานของความเป็นสถาบันอัยการ ที่ต้องมีอำนาจและหน้าที่พอเหมาะพอสมตามวัตถุประสงค์แห่งการดำรงอยู่ขององค์กรเท่านั้น จะว่าไปแล้วก็เป็นคำถามเชิงหลักการต่อองค์กรทั้งหมดของรัฐที่ปรากฏตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญว่ามีขอบเขตแห่งอำนาจหน้าที่เพียงใด ไม่ว่าองคมนตรี นายกรัฐมนตรี สมาชิกวุฒิสภา ผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือคณะกรรมการในองค์กรอิสระต่างๆ จะเป็นอนุญาโตตุลาการในระหว่างที่ตนดำรงตำแหน่งนั้นๆ ได้หรือไม่ ด้วยเหตุผลและเงื่อนไขใด

สำหรับประเด็นเรื่องการที่พนักงานอัยการใช้เวลาราชการไปเป็นอนุญาโตตุลาการ และรับค่าตอบแทนอนุญาโตตุลาการเป็นเงินได้ส่วนตัวนั้น แม้เป็นประเด็นรองในทางหลักการ แต่ในทางสาธารณะแล้วกลับเป็นเรื่องหลักวิชาชีพและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งเหล่านั้นที่อาจถูกครหาจนบั่นทอนเกียรติศักดิ์ของสถาบันอัยการเป็นอย่างมาก หากผู้มีส่วนได้เสียในเรื่องนี้ไม่หลอกตัวเองจนเกินไป

อัยการมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเท่านั้น

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. ๒๕๕๐) มาตรา ๒๕๕ วรรคแรก บัญญัติให้ “พนักงานอัยการมีอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้และตามกฎหมายว่าด้วยอำนาจและหน้าที่ของพนักงานอัยการและกฎหมายอื่น”

ผู้ที่มีใจเป็นธรรม แม้ไม่ใช่นักกฎหมาย เมื่ออ่านบทบัญญัตินี้ก็เข้าใจได้ว่าพนักงานอัยการไม่ใช่บุคคลธรรมดา ใครก็ตามเมื่อมาดำรงตำแหน่งมีเงินเดือนและสวัสดิการอย่างพนักงานอัยการแล้ว จะทำอะไรตามอำเภอใจแม้จะเจตนาดีก็ไม่ได้ เพราะเหตุว่าพนักงานอัยการมีหน้าที่หลักในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในฐานะองค์กรรัฐที่ปรากฏตามรัฐธรรมนูญหมวด ๑๑ และยังใช้อำนาจของฝ่ายบริหารในการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายด้วย การจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของคนอื่น โดยเฉพาะเรื่องของนักธุรกิจหรือผู้ประกอบการซึ่งมิใช่เรื่องของประชาชนทั่วไป จึงเป็นการกระทำที่ขัดกับสถานะของการเป็นพนักงานอัยการ

ด้วยเหตุนี้ พนักงานอัยการจะดำเนินการใดๆ ได้ ก็ต่อเมื่อมีกฎหมายกำหนดอำนาจหน้าที่ไว้เท่านั้น หากไม่มีกฎหมายกำหนดอำนาจหน้าที่ไว้ พนักงานอัยการก็ย่อมไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะดำเนินการ จะไปอ้างความรักชาติบ้านเมืองเอาเองมาเป็นฐานในการดำเนินการต่างๆ ไม่ได้ เพราะเกณฑ์ที่จะชี้ว่าอะไรเป็นการรักชาติบ้านเมืองที่พนักงานอัยการสมควรปฏิบัติงานสมกับเงินเดือนอันมาจากภาษีประชาชนนั้น ก็คือกฎหมายที่ออกโดยรัฐสภาอันมีที่มาจากประชาชนนั่นเอง

ไม่มีกฎหมายกำหนดให้อัยการมีอำนาจหน้าที่เป็นอนุญาโตตุลาการ

เท่าที่ปรากฏในคำพิพากษาดังกล่าว ดูเหมือนข้อเท็จจริงจะเป็นที่ยุติว่า ประเทศไทยไม่มีกฎหมายใดที่กำหนดให้พนักงานอัยการมีอำนาจหรือหน้าที่ในการเป็นอนุญาโตตุลาการให้แก่หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือบริษัทเอกชน แต่จะมีเพียงระเบียบภายในของสำนักงานอัยการสูงสุดเท่านั้นที่สถาปนาอำนาจให้อัยการสูงสุดในการแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นอนุญาโตตุลาการ ทั้งนี้ระเบียบภายในดังกล่าวย่อมไม่อาจถือเป็นกฎหมายตามที่รัฐธรรมนูญระบุไว้ได้เลย

การไม่มีกฎหมายกำหนดอำนาจหน้าที่ไว้นั้น แทนที่พนักงานอัยการจะเป็นอนุญาโตตุลาการไม่ได้ กลับทำให้ศาลปกครองสูงสุดอนุญาตให้พนักงานอัยการเป็นอนุญาโตตุลาการได้ ด้วยเหตุผลดังจะกล่าวตามลำดับไป

อนุญาโตตุลาการมิใช่เรื่องอำนาจหน้าที่ของอัยการ

แต่เป็นเรื่องสิทธิของบุคคล

เมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดให้อำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการในเรื่องนี้ไว้ ก็มีผู้ตีความเห็นต่างกันอย่างน้อย ๒ ฝ่าย

ฝ่ายหนึ่งยึดหลักการตามรัฐธรรมนูญโดยเห็นว่า “ไม่มีกฎหมายอนุญาต จึงทำไม่ได้” เพราะพนักงานอัยการไม่ใช่บุคคลธรรมดาทั่วๆ ไป แต่เป็นผู้มีหน้าที่หลักในการฟ้องร้องและดำเนินคดีแทนรัฐในกระบวนการยุติธรรม การเป็นอนุญาโตตุลาการของพนักงานอัยการจะก่อให้เกิดข้อครหาด้านการขัดแย้งกันทางหน้าที่ในเชิงหลักการ หมวกใบหนึ่งเป็นทนายความแผ่นดิน หมวกอีกใบหนึ่งเป็นผู้ชี้ขาดข้อพิพาทเอกชน  หากพนักงานอัยการจะทำหน้าที่พนักงานอัยการให้ดี ก็จะทำหน้าที่อนุญาโตตุลาการที่ดีไม่ได้ และในทางกลับกัน (แม้จะเป็นคนละคดีกันก็ตาม)

อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าเมื่อ “ไม่มีกฎหมายห้าม ย่อมทำได้” อันเป็นความเห็นเดียวกันกับศาลปกครองสูงสุดที่เห็นว่าการเป็นอนุญาโตตุลาการเป็น “สิทธิ” ของบุคคลธรรมดา (ผู้ดำรงตำแหน่งพนักงานอัยการก็เป็นบุคคลธรรมดาด้วยเช่นกัน) มิใช่ “อำนาจ” (หรือ “หน้าที่”) ตามมาตรา ๒๕๕ วรรคแรก โดยศาลให้เหตุผลดังนี้

“การเป็นอนุญาโตตุลาการของพนักงานอัยการมิได้เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของฝ่ายปกครองที่มีลักษณะบังคับต่อเอกชนอันจะต้องมีบทบัญญัติของกฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้อย่างชัดเจน การเป็นอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นไปตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งถือว่าเป็นสิทธิตามกฎหมายอย่างหนี่งของนาย ... [ชื่อบุคคลซึ่งเป็นพนักงานอัยการ] เมื่อไม่ปรากฏว่ามีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามไม่ให้พนักงานอัยการเป็นอนุญาโตตุลาการ การเป็นอนุญาโตตุลาการของนาย ... [ชื่อบุคคลซึ่งเป็นพนักงานอัยการ] จึงไม่ขัดต่อกฎหมายแต่อย่างใด”

 

การตีความข้างต้นนี้เป็นการตีความที่น่าสนใจมาก เพราะรัฐธรรมนูญห้ามอัยการกระทำการนอกอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด แต่ศาลกลับตีความว่ากรณีนี้เป็นเรื่อง “สิทธิ” จึงมิใช่นอกอำนาจ

มีข้อสังเกตว่าศาลกล่าวถึงเฉพาะประเด็นเรื่อง “อำนาจ” โดยละไม่กล่าวถึงประเด็นเรื่อง “หน้าที่” ทั้งๆ ที่หากไม่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ไว้ พนักงานอัยการก็ไม่อาจกระทำการได้ แต่ผลของคำพิพากษาทำให้ต้องเข้าใจว่าศาลปฏิเสธทั้งสองเรื่อง เพราะเป็นการพิจารณาประเด็นการมีกฎหมายหรือไม่ตามมาตรา ๒๕๕ วรรคแรก กรณีจึงเท่ากับว่าศาลปกครองสูงสุดเห็นว่าพนักงานอัยการมีสถานะเฉกเช่นเดียวบุคคลธรรมดาอื่นๆ ทั่วไปในเรื่องนี้ โดยไม่ต้องนำกฎหมายหรือมาตรา ๒๕๕ วรรคแรกของรัฐธรรมนูญมาคำนึงถึงว่าสถานะของพนักงานอัยการจะมีอยู่เป็นพิเศษอย่างไร

อนุญาโตตุลาการมิใช่อาชีพหรือวิชาชีพ

เมื่อตีความว่าบุคคลอาจใช้ “สิทธิ” เป็นอนุญาโตตุลาการได้แล้ว คำถามตามมาก็คือ การใช้ “สิทธิ” เป็นอนุญาโตตุลาการโดยรับค่าตอบแทนเป็นการส่วนตัวนี้เป็นการ “ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ หรือกระทำกิจการใดอันเป็นการกระทบกระเทือนถึงการปฏิบัติหน้าที่ หรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งตำแหน่งหน้าที่ราชการ” ตามมาตรา ๒๕๕ วรรคหก หรือไม่

ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า “การเป็นอนุญาโตตุลาการนั้นเกิดจากการที่คู่พิพาทในสัญญาได้แต่งตั้งให้เป็นผู้ชี้ขาดระงับข้อพิพาทตามกระบวนการที่พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ กำหนดไว้ จึงไม่อาจถือได้ว่าการเป็นอนุญาโตตุลาการเป็นการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ”

ประเด็นนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ อีกเช่นกัน เกณฑ์ที่ศาลใช้ในการชี้ว่างานอนุญาโตตุลาการมิใช่อาชีพหรือวิชาชีพ อาจเข้าใจได้ว่ามีอยู่ ๓ ประการ คือ งานนั้นเกิดจากการแต่งตั้งของคู่สัญญา งานนั้นเป็นการชี้ขาดข้อพิพาท และงานนั้นได้ทำตามกระบวนการตามกฎหมาย

อย่างไรก็ดี ศาลไม่ได้ให้เหตุผลว่าเหตุใดเกณฑ์ทั้งสามข้อนี้ถึงทำให้งานอนุญาโตตุลาการไม่เป็นอาชีพหรือวิชาชีพ อาชีพทั้งหมดที่มีอยู่ในโลกมนุษย์โดยส่วนใหญ่แล้วเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ทางสัญญา หลายกรณีคู่สัญญาก็แต่งตั้งบุคคลที่สามเพื่อดำเนินการต่างๆ เช่น การประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ซึ่งก็เป็นอาชีพอย่างหนึ่ง ส่วนอาชีพที่เกี่ยวกับงานของรัฐนั้นจะมีที่มาจากฐานทางกฎหมาย

ส่วนงานเกี่ยวกับการชี้ขาดข้อพิพาทตามกระบวนการของกฎหมายนั้น จะว่าไม่ใช่อาชีพหรือวิชาชีพก็แปลกอยู่มาก หากใช้เกณฑ์นี้ การตัดสินคดีของผู้พิพากษาและตุลาการไม่ว่าจะเป็นศาลใด ก็ย่อมจะไม่ใช่ “อาชีพ” หรือ “วิชาชีพ” เช่นกัน หนังสือ “หลักวิชาชีพนักกฎหมาย” ที่เขียนโดยศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ ไม่ว่าจะเป็นการตีพิมพ์ครั้งที่เท่าใด ก็ไม่อาจนำมาใช้แก่บุคคลที่ทำการชี้ขาดระงับข้อพิพาทดังว่านี้ หรือว่าการให้เหตุผลแบบนี้เป็นการใช้นิติวิธีแบบไทยๆ ที่แตกต่างไปจากนานาอารยประเทศ แต่นักกฎหมายชาตินิยมยกย่องชื่นชม

น่าสงสัยว่าบุคคลทั่วไปจะอาศัยการเป็นอนุญาโตตุลาการเป็นอาชีพไม่ได้ละหรือ หากไม่ใช่อาชีพแล้ว เขาจะได้รับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในการประกอบอาชีพตามส่วนที่ ๖ ของรัฐธรรมนูญได้อย่างไร หรือศาลจะหมายความเพียงว่าบุคคลทั่วไปประกอบอาชีพอนุญาโตตุลาการได้ แต่หากเป็นพนักงานอัยการแล้วจะไม่ถือเป็นอาชีพหรือวิชาชีพ

กิจการหนึ่งๆ จะถือเป็นอาชีพหรือไม่ ควรจะดูว่ากิจการดังกล่าวสามารถให้ผลตอบแทน (ไม่ว่ามากหรือน้อย) แก่ผู้ที่ทำกิจการดังกล่าวหรือไม่ หรือจะตีความแบบไทยๆ โดยเปิดพจนานุกรมก็ยังน่าจะดีกว่า

การเก็บขยะได้วันละไม่กี่สิบบาท ไม่ว่าจะมีใครแต่งตั้งหรือจ้างให้มาเก็บขยะหรือไม่ ยังถือเป็นอาชีพที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ แต่พนักงานอัยการขอเสนอตัวและได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอนุญาโตตุลาการโดยได้ค่าตอบแทนเป็นการส่วนตัวสำหรับคดีหนึ่งๆ อาจถึงจำนวนหลายล้านบาท หากไม่ถือเป็นอาชีพหรือวิชาชีพแล้วจะให้ถือเป็นการปฏิบัติธรรมละหรื

อนุญาโตตุลาการไม่เป็นเรื่องเสื่อมเสีย

เมื่อการเป็นอนุญาโตตุลาการของพนักงานอัยการมิใช่การประกอบอาชีพหรือวิชาชีพแล้ว ประเด็นต่อมาคือจะถือเป็น “การกระทำกิจการใดอันเป็นการกระทบกระเทือนถึงการปฏิบัติหน้าที่ หรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งตำแหน่งหน้าที่ราชการ” ตามมาตรา ๒๕๕ วรรคหก หรือไม่

ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า “พนักงานอัยการมิได้มีอำนาจหน้าที่แต่เพียงดำเนินคดีแพ่งหรือว่าต่างแก้ต่างคดีแทนรัฐแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีหน้าที่อื่นรวมถึงหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนด้วย เมื่อการเป็นอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นกระบวนการหนึ่งในการระงับข้อพิพาทตามที่กฎหมายกำหนด การเป็นอนุญาโตตุลาการของพนักงานอัยการจึงไม่ได้เป็นกิจการที่กระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือทำให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ตำแหน่งหน้าที่ราชการแต่อย่างใด”

ประเด็นนี้ก็น่าสนใจอีกเช่นกัน เพราะในคราวที่ควรต้องวินิจฉัยว่าการเป็นอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นการใช้อำนาจนอกกฎหมายหรือเป็นการปฏิบัติหน้าที่นอกกฎหมาย หรือไม่ ศาลกลับอธิบายการเป็นอนุญาโตตุลาการไม่ใช่การใช้อำนาจ ตามกฎหมาย โดยสรุปรวมกันไปว่าเป็นการใช้ “สิทธิ” อย่างหนึ่งในฐานะบุคคลธรรมดาเท่านั้น แต่พอถึงประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าเป็น “การกระทำกิจการอันกระทบกระเทือนถึงการปฏิบัติหน้าที่ หรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งตำแหน่งหน้าที่ราชการ” หรือไม่ ศาลกลับเห็นว่าการเป็นอนุญาโตตุลาการเป็นการทำ “หน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน” ซึ่งเป็นหนึ่งในอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการ จึงไม่เป็นกิจการที่เสื่อมเสีย

หากการเป็นอนุญาโตตุลาการเป็นการคุ้มครองเสรีภาพและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนจริง เราก็ควรใช้เหตุผลนี้สนับสนุนให้นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีหรือแม้แต่ผู้พิพากษาให้มาทำหน้าที่เป็นอนุญาโตตุลาการกันบ้าง

หน้าที่ช่วยเหลือประชาชน แต่รับค่าตอบแทนส่วนตัวได้

เหตุผลของศาลฟังดูไพเราะอย่างมากที่ว่าอนุญาโตตุลาการเป็นการช่วยเหลือประชาชน แต่ในความเป็นจริง ข้อพิพาทที่ใช้อนุญาโตตุลาการนั้น มักจะเป็นข้อพิพาททางธุรกิจที่มีทุนทรัพย์สูง ระหว่างนักธุรกิจหรือผู้ประกอบการเท่านั้น ซึ่งคู่พิพาทก็เป็นองค์กรที่มีงบประมาณมากเพียงพอที่จะต่อสู้คดีกัน โดยคู่พิพาทหวังว่าจะยุติข้อพิพาทได้โดยไม่ต้องดำเนินคดีระหว่างกันที่ศาล อันเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายของคู่พิพาท อนุญาโตตุลาการจึงไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับประชาชนทั่วไปหรือผู้ที่หาเช้ากินค่ำ และมิใช่เรื่องที่พนักงานอัยการมีความจำเป็นที่จะต้องเข้าไปช่วยเหลือประชาชนตามที่อ้าง ประชาชนคงอยากให้พนักงานอัยการช่วยเหลือในกรณีเดือดร้อนหรือได้รับความไม่เป็นธรรมอื่นๆ มากกว่า นอกจากนี้ หากจะอ้างว่าการเป็นอนุญาโตตุลาการเป็นการทำหน้าที่ช่วยเหลือประชาชน แต่เหตุใดการปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนในกรณีนี้ถึงทำให้พนักงานอัยการได้เงินค่าตอบแทนเพิ่มเติมจากเงินเดือนประจำซึ่งมาจากภาษีประชาชนได้อีก

ข้อครหากลายเป็นการเชิดชูเกียรติศักดิ์แก่สถาบันอัยการได้อย่างไร

ส่วนประเด็นเรื่องการกระทบกระเทือนถึงการปฏิบัติหน้าที่หรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งตำแหน่งหน้าที่ราชการนั้น ก็เป็นเรื่องที่สามารถอภิปรายกันได้อีกมาก แต่จะขอกล่าวพอสังเขปเท่านั้น

เรื่องนี้อาจทำความเข้าใจได้สองระดับ ระดับส่วนบุคคลที่พนักงานอัยการแต่ละคนอาจกระทำการไม่เหมาะสมซึ่งจะพิจารณาเป็นรายกรณีไป กับระดับองค์กรที่แม้ว่าพนักงานอัยการนั้นอาจจะมิได้กระทำใดไม่เหมาะสม แต่โดยสภาพของกิจการงานที่ทำนั้นขัดกับสถานะของการเป็นพนักงานอัยการ

ตามที่ปรากฏในคำพิพากษา “สำนักงานอัยการสูงสุดได้วางหลักเกณฑ์ว่าพนักงานอัยการหนึ่งท่านใน ๑ ปี จะเป็นอนุญาโตตุลาการเกิน ๓ เรื่องมิได้” การที่พนักงานอัยการแต่ละคนใช้สิทธิไปรับงานอนุญาโตตุลาการปีละไม่เกิน ๓ เรื่อง โดยรับค่าตอบแทนเป็นการส่วนตัว บางคดีก็หลายล้านบาท อาจจะมากกว่าเงินเดือนของอัยการเสียอีก คงจะเป็นการยากที่จะห้ามสาธารณชนทั่วไปจะเรียกพฤติกรรมเหล่านี้ว่าเป็นการรับงานนอก หรือไม่ก็เป็นอาชีพเสริม แม้กระทั่งการทำไซด์ไลน์ การกล่าวเช่นนี้อาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริงเสียทั้งหมด เพราะกรณีการเป็นอนุญาโตตุลาการของพนักงานอัยการนั้นเป็นการรับงานนอกในเวลาราชการ ซึ่งดูจะหนักข้อยิ่งกว่าเสียอีก

ข้อครหาเช่นนี้มีอยู่ได้เสมอ แม้ว่าพนักงานอัยการท่านนั้นๆ จะประพฤติตนได้อย่างเป็นกลาง อิสระ เที่ยงธรรม และเป็นคนดี เพียงแต่รับเงินได้ส่วนตัวซึ่งอาจมีจำนวนนับล้านบาท อันเกิดจากการใช้สิทธิส่วนบุคคลไปรับงานนอกราชการ แต่ทำในเวลาราชการ ซึ่งองค์กรอัยการเองคงจะมองเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น

เป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจที่พนักงานอัยการซึ่งมีส่วนได้เสียในค่าตอบแทนเหล่านี้ จะยืนยันว่าการเป็นอนุญาโตตุลาการเป็นเรื่องการรักษาผลประโยชน์ของรัฐและเป็นการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนทั่วไป (แบบได้เงินค่าตอบแทนเพิ่ม นอกเหนือจากเงินเดือนประจำซึ่งมาจากภาษีของประชาชน) และยังอ้างว่า “เป็นการเชิดชูเกียรติศักดิ์” แก่ข้าราชการอัยการ ถึงขนาดต้องต่อสู่กันจนถึงศาลปกครองสูงสุดเพื่อให้ได้สิทธิส่วนบุคคลอันนี้ ว่ากันตามจริงแล้ว พนักงานอัยการน่าจะใช้เวลาอันมีค่าไปต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนทั่วๆ ไปมากกว่า 

กลับกรมกอง (สำนักงาน) ไปทำงานในอำนาจหน้าที่เถิด

การกล่าวถึงสถาบันอัยการในที่นี้ได้กระทำขึ้นด้วยความประสงค์ดี และเจตนาดี ที่อยากเห็นสถาบันอัยการเป็นหลักแก่บ้านเมือง ตามครรลองที่ควรจะเป็น โดยไม่ต้องการให้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนบุคคลไม่ว่าจะมากหรือน้อย

งานในอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการนั้นก็น่าจะมีอยู่มากมายจนทำงานกันไม่ไหวอยู่แล้ว หากท่านยังคงมีเวลาว่างเหลืออยู่ก็อาจไปทำงานอันเป็นการบำเพ็ญประโยชน์แก่สาธารณะ และหากยังมีเวลาว่างเหลืออยู่อีก ก็จำเป็นต้องพิจารณาปรับลดอัตราตำแหน่งลงอันเป็นการประหยัดเงินภาษีอากรของประชาชน

การที่อดีตอัยการสูงสุดให้ความเห็นว่า “อัยการก็ไม่ค่อยทำงาน” นั้น ฟังแล้วรู้สึกปวดหัวใจยิ่ง และเมื่อได้อ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดแล้วก็ยิ่งเศร้าใจหนักขึ้น เพราะผลของคำพิพากษาเป็นการยืนยันให้พนักงานอัยการใช้เวลาราชการไปเป็นอนุญาโตตุลาการได้ โดยรับค่าตอบแบบเป็นการส่วนตัวด้วย

อย่างไรก็ดี แม้ศาลปกครองสูงสุดจะอธิบายค่อนข้างสับสนระหว่าง “สิทธิ” “อำนาจ” และ “หน้าที่” แต่อย่างน้อยศาลก็กล่าวไว้ชัดเจนว่า การเป็นอนุญาโตตุลาการนั้นมิได้อยู่ในอำนาจของพนักงานอัยการ เพียงแต่เป็นสิทธิของบุคคลที่อาจกระทำได้ตาม พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ ส่วนการจะใช้สิทธินี้ได้ปล่อยให้เป็นเรื่องภายในองค์กรที่สำนักงานอัยการสูงสุดจะใช้ดุลยพินิจบริหารจัดการตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ถึงแม้ว่าคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดจะเป็นที่สุดแล้วสำหรับคดีนี้ แต่ด้วยข้อบกพร่องต่างๆ ที่ได้กล่าวมาข้างต้น  ก็มิควรยึดถือคำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานถาวร หากมีโอกาสที่เหมาะสม ก็สมควรพิจารณาทบทวนและใช้นิติวิธีตีความกฎหมายในลักษณะที่วางหลักการที่ถูกต้องเหมาะสมแก่ระบบยุติธรรมของประเทศ

ในทางปฏิบัติเพื่อมิให้มีข้อครหาในเรื่องนี้อีกต่อไป สำนักงานอัยการสูงสุดควรเร่งปรับปรุงระเบียบให้สอดคล้องกับหลักการที่ถูกต้องโดยทันที ไม่ควรกล่าวอ้างสิทธิตามกฎหมายของบุคคลธรรมดา มาเป็นหลักในการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ทั่วไปของพนักงานอัยการซึ่งมีสถานะพิเศษตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ หมวด ๑๑

พนักงานอัยการที่ยังอยู่ในตำแหน่งหน้าที่คงต้องคิดทบทวนให้ดีว่าเหตุใดจึงมีผู้อยากให้ตนใช้สิทธิเป็นอนุญาโตตุลาการ เป็นความสามารถเฉพาะตัวจริงๆ หรือด้วยเหตุผลอื่นเกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ การหวังผลทางคดีต่างๆ การสร้างความได้เปรียบเชิงคดี ฯลฯ พนักงานอัยการ ผู้พิพากษา ตุลาการ ที่อยู่นอกราชการแล้วก็มีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย บุคคลเหล่านี้ด้อยความสามารถกว่าพนักงานอัยการในระหว่างดำรงตำแหน่งหรืออย่างไร ลองอดใจพิสูจน์เรื่องนี้เมื่อถึงวัยอันควรในยามที่พ้นตำแหน่งแล้ว ว่าผู้เกี่ยวข้องยังจะเลือกตนเป็นอนุญาโตตุลาการด้วยเหตุความสามารถของตนอยู่หรือไม่ หรือว่าเขาจะเลือกบุคคลที่ยังดำรงตำแหน่งหน้าที่

หวังว่าคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่กล่าวมานี้คงจะเป็นคำอธิบายส่วนหนึ่งต่อข้อสังเกตอันน่าเศร้าของท่านศาสตราจารย์ ดร.คณิต ณ นคร

ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ทุกท่าน สวัสดี

________________________________________

เชิงอรรถ

1 สัมมนาเรื่อง “ศาลอาญาระหว่างประเทศกับสังคมไทย จากวิวาทะการเมืองสู่นโยบายแห่งรัฐ” จัดโดย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๔, “"คณิต" สับเละยุติธรรมไทย "ทะเลาะกันเอง-อัยการไม่ทำงาน" บีบให้สอบฆ่าตัดตอน ๒.๕ พันศพสุดท้ายเรื่องเงียบ”
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1313672569&grpid=00&catid=01

เข้าสู่ระบบ