Home » บทความจากผู้อ่าน » กระบวนการการปรองดองจะเกิดขึ้นได้หรือไม่

กระบวนการการปรองดองจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ - อติเทพ ไชยสิทธิ์

Blog Icon

เรื่องทั่วไป บทความจากผู้อ่าน ปรองดอง

11 October 2010

read 14608

“…อะไรคือปลายทางแห่งการอภิวัฒน์ของเรานั้นน่ะหรือ ความสงบรื่นรมย์ในเสรีภาพและความเสมอภาค ในยุคสมัยแห่งความยุติธรรมอันนิรันดร์ ซึ่งกฎจะถูกจารึก มิใช่เพียงในหินอ่อน หรือแผ่นศิลา หากแต่เป็นในหัวใจของมนุษย์ แม้กระทั่งว่าหัวใจของทาสผู้หลงลืมมันไปเสียแล้ว หรือในหัวใจของทรราชย์ผู้ปฏิเสธมัน…” - มักซิมิลง โรแบสปิแยร์, 1794

การอภิปรายถึงคำถามที่ว่ากระบวนการปรองดองจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่นั้น สมควรที่จะพิจารณาถึงปัญหาสำคัญ 2 ประการ คือ

  1. กระบวนการปรองดองคืออะไร?
  2. อะไรคือเงื่อนไขที่ทำให้เกิดกระบวนการปรองดอง?

เราต้องทำความเข้าใจก่อนเลยว่า การปรองดองโดยตัวของมันเอง ไม่ใช่กระบวนการที่มุ่งไปสู่การสร้างความยุติธรรมให้กับทุกฝ่าย หากแต่การปรองดองเป็นการ ‘ผสานผลประโยชน์ร่วมกัน’ระหว่างกลุ่มพลังทางสังคมสองกลุ่มในสังคม คือ กลุ่มผู้มีอำนาจรัฐ และ กลุ่มผู้อยู่ใต้อำนาจรัฐ โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นเพียงแค่คู่กรณีเดิมเท่านั้นที่มีบทบาทในกระบวนการปรองดองนี้ การสับเปลี่ยน หรือเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้ และจำเป็นต้องเกิดขึ้น ซึ่งผมจะกล่าวไว้ในประเด็นที่ 2 ว่านี่เป็นเงื่อนไขสำคัญอันหนึ่งที่จะทำให้เกิดการปรองดองด้วย

การผสานประโยชน์ร่วม ก็คือ ความพยายามจะสร้างเสถียรภาพทางอำนาจให้กับกลุ่มผู้มีอำนาจรัฐซึ่งมีจำนวนน้อย มีพลังอำนาจทางการเมืองสูง แต่เสถียรภาพส่วนใหญ่ของพวกเขาขึ้นอยู่กับกลุ่มพลังทางสังคมอีกกลุ่มหนึ่ง นั่นคือ การควบคุมผู้อยู่ใต้อำนาจรัฐให้ไม่ ‘กระด้างกระเดื่อง’ หรือเป็นพลเมืองที่มีความตื่นตัวในระดับที่ไม่เป็นปัญหา ในขณะเดียวกันก็เป็นความพยายามลดระดับความตรึงเครียดของสังคมลง ด้วยการตอบแทนสิ่งที่เราเรียกว่า ‘ความยุติธรรม’ บางประการให้กับผู้อยู่ใต้อำนาจรัฐ ซึ่งมีจำนวนมาก มีพลังอำนาจทางการเมืองต่ำ แต่จะมีเสถียรภาพสูงก็ต่อเมื่อพวกเขามารวมตัวกัน (นั่นคือเสถียรภาพของผู้อยู่ใต้อำนาจรัฐโดยส่วนใหญ่กลับปราศจากความเกี่ยวข้องกับรัฐ)

ความยุติธรรมในแง่นี้ คือสิ่งที่จับต้องได้ ผ่านการเยียวยา ไม่ว่าจะเป็นการตามหาผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นองเลือดแล้วนำมาพิพากษา หรือจะเป็นการเยียวยาด้วยสวัสดิการต่างๆ ชดเชยสิ่งที่สูญเสียไปในเหตุการณ์นองเลือดครั้งดังกล่าว ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะคำว่าการปรองดอง หรือ  Reconciliation นั้นมีรากศัพท์มาจากคำว่า “To Repair” หรือ “การเยียวยา” แต่คำว่าความยุติธรรมซึ่งเป็นนามธรรมและจับต้องไม่ได้นั้น มันย่อมถูกวางอยู่ในพื้นที่แห่งการแย่งชิงการให้ความหมายเสมอมา คนที่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือเท่านั้น ที่มีกลไกในการสร้างความหมายใหม่ให้กับ “ความยุติธรรม”

ถ้าจะให้เห็นภาพมากขึ้นอีก หากท่านผู้ฟังยังจำคำปรารภของโรแบสปิแยร์ ซึ่งเป็นนักปฏิวัติฝรั่งเศส ที่ผมได้กล่าวไว้ในตอนต้นของการเสวนาได้ พวกเราจะรู้หรือไม่ว่า คำว่า “ความยุติธรรม” ในสมัยนั้นหมายถึงแบบเดียวกับที่เราเข้าใจ เพราะคำว่าความยุติธรรมที่โรแบสปิแยร์เข้าใจ ย่อมไม่ใช่การเอาพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพรรคพวก ไปขึ้นศาลอาชญากรระหว่างประเทศโทษฐานที่ข้องเกี่ยวกับการสังหารหมู่ประชาชนหลายครั้ง รวมทั้งทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อความเป็นประชาธิปไตย เช่น รองรับการปฏิวัติโดยกองกำลังต่างชาติ แต่มันย่อมหมายถึง “เอาคนพวกนี้ไปกิโยตินเสีย”

แน่นอนว่าแม้แต่คำว่า “ความยุติธรรม” ก่อนสมัยปฏิวัติฝรั่งเศสเอง ก็คงหมายถึงการที่ประชาชนผู้ทำตัวกระด้างกระเดื่องจะถูกจับไปฉีกแข้งฉีกขา หรือว่าเอาน้ำมันร้อนราดให้เข็ดหลาบ ส่วนพระเจ้าหลุยส์ และพรรคพวกก็เสพสุขบนความยากแค้นของประชาราษฎรต่อไป

แล้วคำว่าความยุติธรรมก็เปลี่ยนไปอีก หลังจากยุคแห่งน่าความสะพรึงกลัว ซึ่งคนถูกตัดหัวไปด้วยนามแห่งความยุติธรรมจำนวนมาก  สถานที่ซึ่งใช้เป็นลานประหารถูกเปลี่ยนชื่อจาก “สถานที่แห่งการปฏิวัติ” ไปเป็น “สถานที่แห่งความปรองดองสมานฉันท์”

ในประเทศไทยของเราเองก็ไม่ต่างกัน “ความยุติธรรม” มันเลื่อนไหลเสมอ และความยุติธรรมของการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานอย่างการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ ก็มักจะได้รับกระสุนสังหารเป็นการตอบแทน คำว่าความยุติธรรมที่จับต้องไม่ได้จึงเลื่อนไหลไปตามยุคสมัย และมีเพียงกลุ่มผู้มีอำนาจรัฐเท่านั้น ที่สามารถยึดกุมความหมายของคำว่าความยุติธรรมไว้ได้ สิ่งที่มันจะเกิดขึ้นจากกระบวนการปรองดอง (ที่แท้จริง) ก็คือ มันเปิดโอกาสให้รัฐกำหนดความหมายของคำว่ายุติธรรมเสียใหม่ ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ผู้อยู่ใต้อำนาจรัฐเข้ามามีบทบาทในการต่อรองความหมายของคำว่ายุติธรรมเช่นกัน

ดังนั้นความยุติธรรมที่จะเกิดขึ้น ย่อมไม่ใช่ความยุติธรรมที่แน่นิ่งตายตัว แต่เป็น ผลประโยชน์ร่วมกันที่จะถูกผสานขึ้นมาจากทั้งสิ่งที่จับต้องได้ และจับต้องไม่ได้ ระหว่างผู้มีอำนาจรัฐ และผู้อยู่ใต้อำนาจรัฐ ซึ่งก็จะนำไปสู่ปัญหาว่า อะไรคือเงื่อนไขของการทำให้เกิดกระบวนการปรองดอง

ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้นได้ ให้เราลองพิจารณากันเองว่า “กระบวนการปรองดอง” ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน นับเป็นการปรองดองที่แท้จริงหรือไม่ และมันสามารถเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้าไปมีบทบาทร่วมกำหนดความหมายใหม่ของคำว่ายุติธรรมหรือเปล่า

มาสู่ประเด็นว่าอะไรคือเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เกิดการปรองดอง อย่างที่ได้กล่าวไว้ในตอนแรกแล้วว่า กระบวนการปรองดองจะต้องประกอบด้วยตัวละคร หรือพลังทางการเมืองสองกลุ่ม คือคนที่มีอำนาจรัฐ และคนที่อยู่ใต้อำนาจรัฐ รวมถึงมีกระบวนการของการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบไปพร้อมกันด้วย ซึ่งในต่างประเทศ เช่น แอฟริกาใต้ และเกาหลีใต้ เขาได้ตั้งคณะกรรมการที่ชื่อว่า “คณะกรรมการสืบค้นความจริงและการปรองดอง” (Truth and Reconciliation Commission) นั่นคือคุณต้องสืบค้นความจริง เพื่อที่จะสามารถปรองดองได้ 

มาถึงเงื่อนไขสำคัญที่สุดของเรื่องนี้ ก็คือการที่คู่กรณีในเหตุการณ์มักจะต้องหมดบทบาท หรือถอยออกไปจากความสามารถในการควบคุมกลไกอำนาจก่อน เช่น ถ้าผมจะยกเอาเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมาเป็นตัวอย่าง นั่นคือการสังหารหมู่นักศึกษาในวันที่ 6 ตุลา 2519 ซึ่งภายหลังเหตุการณ์ก็มีทั้งความพยายามในการตั้งคณะกรรมการสืบหาความจริง มีการสอบปากคำจากผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก รวมถึงการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ให้กับทั้งคนที่ฆ่า และคนที่ถูกฆ่า คำถามก็คือว่า แล้วเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ จบลงอย่างไร จบลงตรงที่บันทึกการให้ปากคำกลายเป็นเอกสารปึกเก่าๆ ที่ไม่ค่อยมีใครสนใจ ไม่สามารถสรุปได้ว่าใครอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ ผู้เกี่ยวข้องกับการสังหารหมู่หลายคนได้รับการปูนบำเน็จ ราวกับว่าไม่เคยมีประวัติเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้มาก่อน ที่มันเป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า คู่กรณี หรือผู้มีอำนาจรัฐที่ว่านี้ยังไม่หมดบทบาท มันยังสามารถควบคุมกลไกอำนาจไว้ได้สม่ำเสมอ

อย่าเพิ่งสงสัยไป เพราะสิ่งที่เราต้องเข้าใจให้ถูกก็คือว่ามันมีทั้งคู่กรณีเทียม และคู่กรณีจริง ลูกเสือชาวบ้าน, ตชด., ณรงค์, ถนอม,  ประภาส, สฤษดิ์ หรือแม้แต่อภิสิทธิ์ ก็เป็นเพียงแค่คู่กรณีเทียม เป็นหน้าฉากรับความผิดพลาดของคู่กรณีตัวจริงที่ยังคงมีอำนาจ ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ไม่แปลก ที่การตั้งคณะกรรมการปรองดองสมานฉันท์ขึ้นมาสักร้อย หรือพันคณะกรรมการก็ไม่สามารถสรุปได้ว่าใครคือฆาตกร ศาลไม่สามารถนำเอาผู้สังหารประชาชนมาพิพากษา ถ้าเรากำลังคิดว่ากระบวนการปรองดองในขณะนี้จะเกิดผลก็ขอให้คิดใหม่ให้ดี ว่ามันจะได้อะไรขึ้นมาจริงๆ หรือไม่ เพราะถึงที่สุดแล้ว คู่กรณีของเหตุการณ์ 14 ตุลา, 6 ตุลา, พฤษภาทมิฬ  53 และ 19 พฤษภา 53 ก็คือคน หรือกลุ่มคนคนเดียวกัน ที่ยังคงมีพลังอำนาจ และเครือข่ายที่เข้มแข็งผู้อย่างมาก

ที่นี้ ถ้าหากเราจะลองพิจารณาในระดับที่เล็กลง ถือซะว่าอภิสิทธิ์เป็นผู้อยุ่เบื้องหลังเหตุการณ์สังหารหมู่ประชาชนที่ราชประสงค์นี่ เราก็ต้องมาดูแล้วว่า การปรองดองมันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ในเมื่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ยังคงมีบทบาท สามารถควบคุมกลไกอำนาจ ประกาศใช้ พรก. ฉุกเฉิน และจับกุมผู้คนอย่างเมามัน เพิ่งเจอกันเมื่อไม่นานมานี้ บอกว่าจะไม่คุกคามสิทธิเสรีภาพทางวิชาการ ปรากฎว่าเมื่อคืนจีรนุช เปรมชัยพร บก. เว็บประชาไท กลับโดนจับข้อหา พรบ. คอมพิวเตอร์ และ ม. 112 ตามประมวลกฎหมายอาญา ทั้งๆที่หมายจับออกมาตั้งแต่ปี 52 แต่เพิ่งจะมาจับกันเมื่อวานนี้ ก็น่าตั้งคำถามดีเหมือนกัน แล้วนี่ก็เป็นตัวอย่างให้เราพอจะทราบได้ว่า การปรองดองภายใต้บรรยากาศของความกลัว มันไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ใครไม่เห็นด้วยกับคุณก็จะได้รับมอบกระสุนสังหาร แบบนี้มันไม่เรียกว่าปรองดอง สุดท้ายมันจะกลายเป็นแค่ คำสวยหรูติดปากไปวันๆ เท่านั้นเอง

เมื่อคู่กรณีหมดบทบาท และหลุดออกไปจากกลไกอำนาจ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการแทนที่-เปลี่ยนผ่านของผู้มีอำนาจรัฐ หากผู้มีอำนาจรัฐใหม่ต้องการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองให้ลงสู่สภาวะปกติ กระบวนการปรองดองก็เป็นวิถีทางอันหนึ่งที่จะลดความตรึงเครียดของสังคมลงได้ ส่วนนี้มันขึ้นอยู่กับกลุ่มผู้อยู่ใต้อำนาจรัฐเช่นกัน ว่าสามารถรวมตัวต่อรองได้ขนาดไหน ไม่ต้องพูดถึงกรณีที่ กลุ่มผู้ถูกปราบปรามในอดีต วันหนึ่งได้ขึ้นมาเป็นผู้มีอำนาจรัฐใหม่ ในกรณีแบบนั้นมันย่อมมีโอกาสที่จะเกิดการปรองดองขึ้นอย่างตรงไปตรงมา แต่ในกรณีที่ผู้มีอำนาจรัฐใหม่ เป็นคนที่มีความเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจรัฐเก่าเล็กน้อยล่ะ อย่างน้อยก็มีลักษณะความเป็นอิลีธร่วมกันใช่หรือไม่ หนทางเดียวที่พวกนี้จะยอมปรองดองด้วย ก็คือเพื่อสร้างความชอบธรรมของรัฐบาล หรือรัฐใหม่ และรักษาสเถียรภาพของสังคมให้คงไว้ได้เป็นปกติ ส่วนหลังนี้ถ้าเรามองพลังของตัวบุคคลเป็นสำคัญ มันก็ต้องการความกล้าหาญเช่นกัน คือกล้าหาญที่จะหลุดออกจากระบบอำนาจแบบเก่าๆ เหมือนที่กษัตริย์สเปน พระเจ้าฆวน คาร์ลอส  ที่ 2 ทรงไม่รองรับการรัฐประหารเพราะทรงต้องการออกจากการสืบทอดระบอบเผด็จการฟรังโก หลังจากนั้นพระองค์ก็สามารถนำเอาคนที่เคยต้องลี้ภัยกลับมาสู่ประเทศได้ ในท้ายที่สุดประชาชนชาวสเปนก็สรรเสริญ ว่าเป็นปิยกษัตริย์ แม้แต่พวกไม่นิยมกษัตริย์ก็เปลี่ยนท่าทีต่อการมีกษัตริย์ไป คือยังอยากให้กษัตริย์ทรงมีหน้าที่ปกป้องรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับที่ฆวน คาร์ลอสทำ นี่คือความกล้าหาญ ที่ไม่ใช่ว่าผู้มีอำนาจรัฐทุกคนจะทำได้

ลักษณะกระบวนการปรองดองที่ทำๆ กัน ก็คือ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาค้นหาความจริง ดำเนินคดีตามกฎหมายและ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งโดยปกติคณะกรรมการเหล่านี้ก็จะมีอำนาจพิเศษในการให้นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดที่นำข้อมูล-หลักฐานมามอบให้แก่คณะกรรมการสืบค้นความจริง ก็ถือว่าสมประโยชน์ร่วมกันไป คือรัฐก็ได้ความสงบของประชาชน ส่วนประชาชนก็ได้ความจริง ประชาชนที่ว่ามักไม่ใช่คู่กรณีโดยตรงเช่นกัน เหตุการณ์มันผ่านไปหลายสิบปี ผู้ที่ยังอยู่อาจเป็นเพียงญาติ หรือผู้มีประสบการณ์ร่วมในเหตุการณ์โดยตรงก็มักจะหมดความเคียดแค้นอย่างที่เคยเป็นตอนหลังเหตุการณ์ใหม่ๆ บางคนก็อาจจะกลายเป็นพวกเดียวกับคนที่เคยสั่งสารหารพวกเขาก็เป็นได้ (อันหลังนี่แปลก แต่ก็เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย)

ที่นี้มาถึงว่า เมื่อเกิดกระบวนการปรองดองแล้วมันจะนำไปสู่อะไร แน่นอนว่าถ้ากระบวนการปรองดองที่เกิดขึ้น มันมาจากเงื่อนไขของความเป็นจริง อย่างที่ผมได้อธิบายไว้ มันก็ย่อมนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก คือมีความปรองดองสมานฉันท์ในสังคมเพิ่มมากขึ้น หากแต่ถ้ามันเป็นเพียงความปรองดองปลอมๆ ซึ่งผู้มีอำนาจรัฐที่เป็นคู่กรณียังไม่จากไปไหน รวมทั้งไม่มีความกล้าหาญอีกด้วย บทสรุปก็คงจะกลายเป็นกองเอกสารเก่าๆ ที่ไม่มีใครสนใจ คณะกรรมการที่หาข้อสรุปไม่ได้ และคนตายที่ตายฟรีๆ ไปอีกครั้งหนึ่งเท่านั้น

ถ้าถามว่าแล้วเราจะเอาผู้มีอำนาจรัฐผู้เป็นคู่กรณีตัวจริงออกไปจากสนามอำนาจได้อย่างไร ก็คงจะต้องเริ่มจากที่เรากล้าหาญที่จะผลักดันให้มีการจำกัดอำนาจของคนกลุ่มนี้ ผู้นำจารีตนิยมล้าหลังที่ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเองจะได้เผชิญกับข้อเสนออย่างเป็นระบบ ในการควบคุมพวกเขา เราไม่สามารถนินทาลับหลัง พูดอ้อมค้อมอย่างที่เคยเป็น สิ่งที่เราต้องทำคือกระจายแนวคิดการจำกัดบทบาทของพวกเขาลงไป การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเชิงโครงสร้างเท่านั้นที่จะนำไปสู่การปรองดองที่แท้จริงได้ เพราะโครงสร้างแบบเดิมๆ นี้ ไม่ยินยอมรับความยืดหยุ่น ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนต่อรองความหมายของคำว่าประชาธิปไตย หรือความยุติธรรม  การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอาจเกิดจากทั้งการยึดอำนาจรัฐโดยตรงอย่างรุนแรง หรือที่เรียกว่า รัฐประหาร แต่สิ่งที่น่าจะเป็นไปได้มากกว่า คือการเห็นพ้องร่วมกันของประชาชนจำนวนมาก หลากหลายกลุ่ม ว่าประเทศเราควรจะพ้นไปจากวงจรอุบาทว์ และเครือข่ายอำนาจโบราณที่ไม่เข้าใจความเป็นสมัยใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขกฎหมาย กฎเกณฑ์ต่างๆ รวมทั้งรัฐธรรมนูญ เพื่อความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

ถ้าเราริเริ่มจากตรงนี้ กระบวนการปรองดองที่แท้จริงจึงน่าจะเกิดขึ้น มากกว่าการรอกระบวนการปรองดองจากกลุ่มคนที่เพิ่งสั่งสังหารประชาชนตลอดมา

เข้าสู่ระบบ