Home » บทความแนะนำ » 50 ปีการประหารชีวิตฯ - สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

50 ปีการประหารชีวิตฯ - สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

Blog Icon

ประวิติศาสตร์ บทความแนะนำ กรณีสวรรคต

10 October 2010

read 69952

เรื่อง 50 ปีการประหารชีวิต 17 กุมภาพันธ์ 2498

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

เผยแพร่ครั้งแรกใน นิตยสารฟ้าเดียวกัน

เช้ามืดของวันพฤหัสบดีที่ 17 2498 นักโทษชายที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางบางขวาง 3 คน ได้ถูกนำตัวไปยังหลักประหารของเรือนจำ นี่ไม่ใช่การประหารชีวิตธรรดา ๆ เพราะผู้ถูกประหารทั้งสาม คือ เฉลียว ปทุมรส ชิต สิงหเสนี และบุศย์ ปัทมศริน ผู้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนลอบปลงพระชนม์ในหลวงอานันท์ รัชกาลที่ 8 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 หรือเกือบ 9 ปีก่อนหน้านั้น

การสวรรคตของในหลวงอนันท์ เป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์สังคมและการเมืองไทย ถ้าเราไม่มองว่าสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้วในประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นเช่นนั้นเสมอไป เมื่อเปรียบเทียบกับความเป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดสิ่งอื่นหรือในแบบอื่น เราก็จะเห็นผลสะเทือนของกรณีสวรรคว่ามหาศาลเพียงใด พูดง่าย ๆ คือ ลองคิดว่า "หากไม่เกิดกรณีสวรรคต..." (ในบรรดาความเป็นไปได้ต่าง ๆ ที่อาจจะตามมาจากการไม่เกิดกรณีสวรรคต คือการสถาปนาอย่างมั่นคงของรัฐบาลพลเรือนในประชาธิปไตยรัฐสภา เป็นต้น) มองในแง่นี้อาจกล่าวได้ว่า ไม่มีกรณีใดในประวัติศาสตร์ที่มีลักษณะขัดแย้งกันเอง (paradox) ระหว่างความสำคัญอันใหญ่หลวง กับ การเงียบงันไม่พูดถึง มากเท่ากับกรณีสวรรคตอีกแล้ว กรณีสวรรคตเป็นจุดสูงสุดของหัวข้อที่พูดไม่ได้ (ultimate tabooed subject)

เกี่ยวกับประเด็นนี้ ในทัศนะของผม ไม่เป็นความจริงทั้งหมดที่ว่า เรื่องเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ไม่สามารถพูดได้ในสังคมไทย ถ้าพิจารณาให้ดีจะพบว่า ไม่มีกรณีใดเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ก่อนกรณีสวรรคตที่เป็นหัวข้อต้องห้ามในลักษณะที่กรณีสวรรคตเป็น ผมขอเสนอว่า อันที่จริงภาวะที่กลายเป็นหัวข้อที่พูดไม่ได้ของกรณีสวรรคต ก็ไม่ไช่สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นเสมอไป แต่เป็นผลของบริบททางประวัติศาสตร์ คือสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ในขณะที่เกิดกรณีสวรรคตขึ้น น่าคิดว่า หากเหตุการณ์อย่างกรณีสวรรคตเกิดขึ้นในต้นทวรรษ 2480 เมื่อคณะราษฏรยังมีความเข้มแข็งรวมหมู่ (collective political strength) สูงสุดไม่มีศัตรูคู่แข่งที่สามารถท้าทายได้ (เพราะติดคุกหรือลี้ภัยหมด) และสามารถที่จะใช้ความเข้มแข็งนี้มารับมือกับเรื่องนี้ร่วมกัน (แบบเดียวกับศาลพิเศษ 2482 ที่ในทางปฏิบัติวินิจฉัยว่ารัชกาลที่ 7 เป็นกบฎด้วยการบ่อนทำลายระบบใหม่และช่วยเหลือกบฎบวรเดช1) เหตุการที่ตามมาคงจะเป็นคนละอย่าง และกรณีสวรรคตก็อาจจะไม่ได้มีสถานะดังที่เป็นอยู่ แต่ในความเป็นจริง บริบทของการเกิดกรณีนี้เป็นอีกอย่างหนึ่ง (การสิ้นสุดอำนาจของคณะราษฏร การแตกหักระหว่างพิบูลกับปรีดี และการเริ่มกลับมามีบทบาทของกลุ่มที่เสียอำนาจไปเมื่อ 2475) กรณีสวรรคตจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นและสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่สร้างจารีตการพูดเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ไม่ได้ขึ้นมา

ในความเงียบเรื่องนี้ ผู้ที่ได้รับผลโดยตรงที่สุดก็คือ ผู้ที่ถูกประหารชีวิตไปเมื่อ 50 ปีก่อนทั้ง 3 คนนั่นเอง ในแง่หนึ่ง การรณรงค์เพื่อกู้ชื่อปรีดีจากการถูกใส่ความกรณีสวรรคตซึ่งสุพจน์ ด่านตระกูล เป็นผู้บุกเบิกตั้งแต่ทศวรรษ 2510 และหลังทศวรรษ 2520 ได้ประสบความสำเร็จ (คือ เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าปรีดีไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสวรรคต) เป็นสิ่งชอบธรรม แต่ถึงที่สุดแล้ว สามารถอภิปรายได้ว่า ปรีดี พนมยงค์มีบทบาทต่อการเมืองไทยสมัยใหม่มากเกินกว่าที่จะกลบชื่อเขาได้ตลอดไป และปรีดีเองขณะที่ต้องสูญเสียอำนาจทางการเมืองและเสียชื่อเสียงเป็นเวลาหลายปี ก็ไม่ได้สูญเสียอย่างถึงที่สุด คือชีวิต ต่างกับผู้ถูกประหารทั้งสาม ลักษณะ "ให้ความสำคัญกับชนชั้นนำ" (elitist) ของสังคมไทยแสดงออกแม้ในกรณีนี้ (ผมตระหนักว่า การรณรงค์กู้ชื่อให้เฉพาะปรีดี มีประเด็นมากกว่าเรื่อง elitist นี้ แต่ลักษณะนี้เป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์อย่างไม่ต้องสงสัย) 

ในประเทศไทย ไม่มีประเพณีการแก้คำตัดสินที่ผิดของศาลฏีกา หรือรื้อฟื้นชื่อเสียงอย่างเป็นทางการให้กับผู้ที่ถูกตัดสินไปผิด ๆ โดยเฉพาะถ้าคดีผ่านไปหลาย 10 ปี อย่างกรณีนี้ แต่การที่เฉลียว ชิต และบุศย์ ถูกตัดสินว่ามีส่วนในการลอบปลงพระชนม์ เป็นการตัดสินที่ผิดอย่างแน่นอน ในปี 2523 ปรีดีได้ตีพิมพ์สำนวนคำฟ้องที่เขาเขียนขึ้นในคดีที่เขาเป็นโจทก์ฟ้องหมิ่นประมาทชาลี เอี่ยมกระสินธุ์ กับพวก โดยให้ชื่อหนังสือที่ตีพิมพ์ว่า คำตัดสินใหม่ กรณีสวรรคต ร. 8 แน่นอนว่า นั่นเป้นการเรียกเกินจริง เพราะแม้แต่คำพิพากษาของศาลแพ่งในคดีนั้นเอง ก็เพียงแต่รับรองสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างปรีดีกับจำเลยเท่านั้น "คำตัดสินใหม่" ดังกล่าวจึงเป็นเพียงสำนวนคำฟ้องของปรีดีเอง อย่างไรก็ตามในสำนวนคำฟ้องนั้น ปรีดีได้เสนอประเด็นที่ฟังขึ้นว่าคำพิพากษาคดีสวรรคตควรถือเป็นโมฆะ เพราะทั้งศาลชั้นต้นและศาลฏีกา ได้ทำผิดกระบวนการพิจารณาคดีตามกฎหมาย2

 

คลิ๊กเพื่อดาวน์โหลด 50 ปีการประหารชีวิต 17 กุมภาพันธ์ 2498 ฉบับเต็ม


1. กรมโฆษณาการ, คำพิพากษาศาลพิเศษ พุทธศักราช 2482 เรื่องกบฎ, หน้า 26, 30-31, 353-354 ประเด็นของผมในที่นี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าข้อกล่าวหารัชกาลที่ 7 (หรือเจ้าระดับสูงอย่างกรมขุนชัยนาท) ของศาลพิเศษถูกต้องหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าคณะราษฎรมีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะดำเนินการแบบนี้ เป็นความจริงด้วยว่า คำพิพากษานี้ทำขึ้นหลังรัชกาลที่ 7 สละราชย์แล้วกว่า 4 ปี ไม่ใช่ขณะยังครองราชย์อยู่

2. ดู สันติสุข โสภณศิริ (บก.), คำตัดสินใหม่กรณีสวรรคต ร. 8 ฉบับพิมพ์เนื่องในโอกาส 100 ปีชาตกาลนายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส, 2543, หน้า 106-125. การทำผิดกระบวนการพิจารณาตามกฎหมายของศาลที่ปรีดีเสนอ ได้แก่ ศาลชั้นต้นไม่ยอมให้จำเลยตามไปสืบพยานซักค้านในหลวงและพระราชชนนีที่สวิตเซอร์แลนด์, ไม่มีการเรียกประชุมใหญ่ศาลฏีกาเพื่อวินิจฉัยคดี, วินิจฉัยกล่าวหาปรีดีลับหลังอย่างผิดความจริง และตัดสินประหารชีวิตจำเลยทั้ง ๆ ที่ไม่สามารถระบุว่าใครคือผู้ยิงรัชกาลที่ 8 อย่างไรก็ตาม เฉพาะประเด็นแรกนั้น ปรีดีพลาดอย่างสำคัญ เขากล่าวถึง 2 ครั้งว่า "ในการที่ศาลอาญาเดินเผชิญสืบ ในหลวงองค์ปัจจุบันและสมเด็จพระราชชนนี (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันที่ 12 และ 15 พฤษภาคม 2493 นั้น ศาลอาญาไม่อนุญาตให้จำเลยในคดีสวรรคตได้ไปเฝ้าขอพระราชทานกราบทูลถาม 2 พระองค์นั้น" (หน้า 108) และ "พระราชกระแสในหลวงองค์ปัจจุบันที่ได้ให้การเป็นพยานโจทก์ในคดีสวรรคตเมื่อวันที่ 12 และ 15 พฤษภาคม 2493... การเดินเผชิญสืบในหลวงองค์ปัจจุบันที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ตามวันดังกล่างนั้น ศาลอาญาได้ให้ผู้พิพากษาและอัยการโจทก์ไปเดินเผชิญสืบโดยไม่อนุญาตให้จำเลยในคดีสวรรคตไปขอพระราชทานพระราชกระแส (หน้า 121) ความจริง การสืบพยานในหลวงเมื่อวันที่ 12 และ 15 พฤษภาคม 2493 นั้น กระทำในเมืองไทย เพราะระหว่างนั้นทรงเสด็จกลับมาพื่อประกอบพระราชพิธีต่าง ๆ ที่รู้จักกันดี คือ ถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงอานันท์ (29 มีนาคม), อภิเษกสมรส (28 เมษายน) และฉัตรมงคล (5 พฤษภาคม) ตัวบทคำให้การของในหลวงในหนังสือ ในหลวงอานันท์กับคดีลอบปลงพระชนม์ ของชาลี เอี่ยมกระสินธุ์ ที่ถูกปรีดดีฟ้องและให้อ้างอิงนั้น พิมพ์ตกหล่อนอย่างสำคัญ คือ ตกคำว่า "ทรงตอบททนายจำเลย" ทำให้ดูราวกับว่ามีเพียงโจทก์ซักถามเท่านั้น ไม่มีฝ่ายจำเลยอยู่ด้วย แต่ความจริงจำเลยอยู่ด้วย และทนายจำเลยได้ซักค้านด้วย ดูตัวบทที่ตีพิมพ์ใน สยามนิกร 18 พฤษภาคม 2493 ส่วนที่ทรงตอบการซักค้านของทนายจำเลย เริ่มตั้งแต่ประโยคที่ว่า "คนที่ฉันเห็นวิ่งผ่านประตูห้องบันไดไปนั้น เขาผ่านโดยเร็ว ฉันไม่รู้ว่าเป็นใคร" และดูรายงานข่าวการสืบพยานในหลวงครั้งแรกใน สยามนิกร ฉบับวันที่ 14 พฤษภาคม ซึ่งพาดหัวว่า "บรรทึกเสียงเผชิญสืบในหลวงทรงให้การอย่างช้า ๆ องค์มนตรีนั่งฟังในหลวงครบชุด" และบรรยายว่าจำเลยทั้ง 3 คนพร้อมด้วยทนายคือ ฟัก ณ สงขลา และเครือพันธ์ ปทุมรส ได้เข้าร่วมการสืบพยานด้วย คุณเครือพันธ์ (ปทุมรส) บำรุงพงศ์ ลูกเฉลียว ปทุมรส ได้ยืนยันกับผม (สนทนาทางโทรศัพท์ 3 มีนาคม 2548) ว่า เธอจำได้ว่าได้ไปร่วมสืบพยานในหลวงที่วังสวนจิตรลดาด้วย สรุปแล้ว มีเพียงพระราชชนนีที่สืบพยานในสวิตเซอร์แลนด์ โดยทำกันในวันที่ 31 สิงหาคม 2493 และฝ่ายจำเลยไม่ได้ไปด้วยจริง ในคำแถลงปิดคดี ฟัก ณ สงขลา ทนายจำเลยได้ยกประเด็นการสืบพยานโดยจำเลยไม่ได้อยู่ด้วยเฉพาะกรณีพระราชชนนี ไม่ได้พูดถึงกรณีในหลวง "การที่ศาลให้มีการดำเนินกระบวนพิจารณาในต่างประเทศ ซึ่งจำเลยไม่สามารถที่จะติดตามไปฟังฟังการพิจารราได้ ศาลก็ยอมจะถือเอาพยานหลักฐานในการดำเนินการพิจารณานอกประเทศนั้นประกอบเป็นหลักฐานลงโทษจำเลยไม่ได้" ซึ่งต่อมาศาลอุทธรณ์โต้แย้งว่า "การไปเฝ้าเผชิญสืบสมเด็จพระราชชนนี ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์นับตามกฎหมายศาลจะทำการสืบพยานนอกศาล ณ ที่ใดก็ได้" (ดู คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลฏีกา คดีประทุษฐ์ร้ายต่อพระบาทสมเด็จพระปรเมทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8, กรุงสยามการพิมพ์, 2523, หน้า 201 และ 379-380)

เข้าสู่ระบบ