Home » Blog » ข่าวสาร » อนุสนธิจากจดหมายเปิดผนึกถึงผู้พิพากษาและตุลาการ

อนุสนธิจากจดหมายเปิดผนึกถึงผู้พิพากษาและตุลาการ

Blog Icon

ข่าวสาร อนุสนธิ สถิตย์ไพเราะ จดหมายเปิดผนึกถึงผู้พิพากษาและตุลาการ

05 June 2013

read 2907

 
อนุสนธิจากจดหมายเปิดผนึกถึงผู้พิพากษาและตุลาการ

หลังจากที่คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา ๑๑๒ (ครก. ๑๑๒) กลุ่ม ๒๔ มิถุนา ประชาธิปไตย คณะนักเขียนแสงสำนึก กลุ่มกวีราษฎร์ กลุ่มปฏิญญาหน้าศาล และคณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร ได้ร่วมกันจัดงาน “ศาลกับความยุติธรรมในสังคมไทย” เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๖ ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และในตอนท้ายของงาน นายสถิตย์ ไพเราะ อดีตรองประธานศาลฎีกา ได้เป็นตัวแทนของคณะผู้จัดงาน อ่านจดหมายเปิดผนึกถึงผู้พิพากษาและตุลาการนั้น ต่อมาปรากฏว่ามีปฏิกิริยาหลายประการต่อจดหมายเปิดผนึกฉบับดังกล่าว มีผู้สงสัยเนื้อความในจดหมายเปิดผนึก ได้สอบถามไปยังอาจารย์สถิตย์ซึ่งเป็นผู้อ่านจดหมายฉบับนี้ อาจารย์สถิตย์จึงได้เขียนบันทึกเป็นคำอธิบายเพิ่มเติมเผยแพร่ต่อสาธารณะ คณะนิติราษฎร์เห็นว่าบันทึกดังกล่าวมีความสำคัญ เนื่องจากมีลักษณะเป็นการขยายความเนื้อหาของจดหมายเปิดผนึกให้ชัดเจนยิ่งขึ้น อีกทั้งยังได้แสดงทัศนะของนักกฎหมายที่ซื่อตรงต่อหลักวิชาชีพกฎหมายให้เห็นประจักษ์ด้วย คณะนิติราษฎร์จึงเรียนขออนุญาตอาจารย์สถิตย์ นำบันทึกดังกล่าวเผยแพร่ในเว็บไซต์แห่งนี้ ซึ่งอาจารย์สถิตย์ได้อนุญาตแล้วด้วยความยินดี
 
000

คำอธิบายเพิ่มเติม

โดย นายสถิตย์ ไพเราะ

เมื่อผมได้อ่านจดหมายฉบับนี้ให้ท่านผู้ฟังได้ฟังแล้ว มีท่านผู้ฟังได้สอบถามเพิ่มเติม ผมได้อธิบายดังนี้

     ๑. การใช้และตีความกฎหมายขององค์กรตุลาการเป็นไปโดยสอดคล้องกับอุดมการณ์แห่ง การปกครองในระบอบประชาธิปไตย และสนับสนุนการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพอันเป็นคุณค่าพื้นฐานของหลักนิติรัฐ หรือไม่

     คำตอบคือไม่ เพราะ

     ๑.๑ วินิจฉัยว่า กฎหมายออกย้อนหลังเป็นโทษแก่บุคคลได้ อันเป็นการทำลายเสรีภาพของบุคคล ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย

     ๑.๒ ยุบพรรคการเมืองที่ประชาชนได้ให้ความไว้วางใจด้วยเสียงข้างมาก

     ๑.๓ วินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งโดยอ้างเหตุที่คนทั่วไปยอมรับไม่ ได้เพราะขัดต่อสามัญสำนึก และเมื่อนำไปประกอบกับพฤติการณ์อื่นกับคำอธิบายของประธานศาลรัฐธรรมนูญใน เวลาต่อมาว่า การวินิจฉัยคดีดังกล่าวทำแบบสุกเอาเผากิน คนทั่วไปไม่เชื่อว่าศาลได้วินิจฉัยคดีดังกล่าวโดยสุจริตใจ

     ๑.๔ การวินิจฉัยยุบพรรคการเมืองในวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๕๒ เห็นได้ว่าศาลไม่ได้ “ฟัง” คำแถลงการณ์ของคู่กรณี เพราะไม่ได้นำคำแถลงการณ์นั้นมาพิจารณาอย่างเป็นกิจจะลักษณะ แต่กลับลุกลี้ลุกลนอ่านคำวินิจฉัยในวันเดียวกับวันที่ “ฟัง” คำแถลงการณ์ โดยใช้เวลาอ่านเป็นชั่วโมง แสดงว่าได้เขียนคำวินิจฉัยมาก่อนที่จะฟังคำแถลงการณ์ และก็อ่านผิด ๆ ถูก ๆ ท่านผู้อ่านโปรดดูศาลที่เป็นศาล คือศาลโลกที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นตัวอย่าง ศาลนัดฟังคำแถลงการณ์ของไทยและกัมพูชาในเดือนเมษายน ๒๕๕๖ แต่ศาลก็ไม่ได้ตัดสินในวันเดียวกันนั้นเหมือนศาลไทย แต่ศาลเลื่อนไปอีกหลายเดือนเพื่อ “ฟัง” คำแถลงการณ์ของไทยและกัมพูชาอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ศาลรัฐธรรมนูญไทยจึงเป็นศาลเดียวในโลกที่แกล้ง “ทำเป็น” “ฟัง” แต่ความจริงไม่ได้ “ฟัง” เป็นการกระทำที่แปลกประหลาด รู้ไปถึงไหนก็อายเขาไปถึงนั่น ที่สำคัญนายวสันต์ สร้อยพิสุทธ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญยังมาพูดอีกว่า “ฯลฯ พูดตรงๆ ถ้าความเห็นของผม รับปุ๊บ รับคำชี้แจงก็ตัดสินได้เลย ไม่ต้องมานั่งตรวจพยาน ไม่ต้องมานั่งทำอะไรกันหรอก ใช่ไหมฮะ จริงๆ แล้วผมเสียดายด้วยซ้ำ ควรจะตัดสินให้เร็วกว่านั้น ฯลฯ” ประเทศไทยโชคดีได้คนที่มีหิริโอตตัปปะมาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ บ้านเมืองจึงอยู่เย็นเป็นสุขมาจนทุกวันนี้ คนทั้งปวงมีคำถามว่าเหตุใดศาลจึงทำเช่นนั้น และคนทั้งปวงนั้นก็ได้คำตอบเหมือนกันทุกคนว่าเพราะอะไร กรรมที่ศาลรัฐธรรมนูญทำเห็นเจตนาได้เป็นอย่างดี

     ๑.๕ รัฐธรรมนูญมาตรา ๖๘ การวินิจฉัยก็กระทำนอกประเด็น กล่าวคือ ตามมาตรา ๖๘ นั้น ผู้ร้องมีสิทธิร้องได้เพียงสองประเด็นเท่านั้นคือ หนึ่ง บุคคลใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือ สอง เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถี ทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ แต่ศาลกลับไปวินิจฉัยนอกประเด็นที่กล่าวมา กล่าวคือ เมื่อรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๘ จำกัดสิทธิผู้ร้องไว้เพียง ๒ ประเด็นเท่านั้น ไม่มีสิทธิร้องนอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่มีอำนาจวินิจฉัยประเด็นอื่นนอกจากนี้ แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็กลับไปวินิจฉัยถึงวิธีแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญว่าต้องทำอย่างไร การวินิจฉัยนอกประเด็นดังกล่าวไม่มีศาลใดในโลกเขาทำกัน

     นอกจากนั้นยังมีคำสั่งให้สภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติหยุดการพิจารณารัฐธรรมนูญในวาระสามอันเป็นการกระทำที่แสดงอำนาจบาตรใหญ่เหนือสภาซึ่งมาจากประชาชน

     ถ้าศาลห้ามมิให้สภาลงมติวาระสามได้ ก็ห้ามลงมติวาระสองและวาระหนึ่งได้ เมื่อทำเช่นนี้ได้ก็แสดงว่าศาลมีอำนาจห้ามสภาทำงานได้

     การใช้และตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญเช่นนี้ขัดกับหลักการปกครองแบบประชาธิปไตยอย่างแน่นอน เพราะในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้น “อำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลาย” ไม่ใช่ของศาลรัฐธรรมนูญ

     ๑.๖ นายกรัฐมนตรีทำหนังสือยินยอมให้ภริยาซื้อที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง การยินยอมและการซื้อขายกระทำอย่างเปิดเผยไม่ได้ทำในที่ลับ ผู้ขายก็อยากขายเพราะต้องการเงิน ผู้ซื้อก็อยากซื้อเพราะอยากได้ที่ดิน การชำระเงินค่าที่ดินก็เป็นไปอย่างครบถ้วนถูกต้อง ฝ่ายผู้ขายหรือบุคคลอื่นใดไม่ได้รับความ “เสียหาย” เลยแม้แต่น้อย แต่ศาลก็วินิจฉัยว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และที่สำคัญลงโทษจำคุกเสียสองปี เป็นคำวินิจฉัยที่ขัดสามัญสำนึก

     ๑.๗ นายวสันต์ สร้อยพิสุทธ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ออกมาระบุเหตุที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย ฯลฯ ว่า

แก้ตัวคำวินิจฉัยใช้ได้

     ส่วนคดียุบพรรคพลังประชาชน พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคชาติไทย ที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญแสดงความเห็นในที่ประชุมสัมมนานั้น ศาลรัฐธรรมนูญได้แถลงการณ์ชี้แจงว่าไม่ถูกต้องครบถ้วน และถอดคำพูดของนายวสันต์ว่า

     “…พูดตรงๆ ถ้าความเห็นของผม รับปุ๊บ รับคำชี้แจงปุ๊บก็ตัดสินได้เลย ไม่ต้องมานั่งตรวจพยาน ไม่ต้องมานั่งทำอะไรกันหรอก ใช่ไหมฮะ จริงๆ แล้วผมเสียดายด้วยซ้ำ ควรจะตัดสินให้เร็วกว่านั้น มันไม่ได้มีประเด็นเรื่องบุกสนามบงสนามบิน แล้วถามว่าใช้ดุลยพินิจเป็นอย่างอื่นได้หรือไม่ คำตอบคือได้ ไม่ยุบได้ไหม ได้ ถ้ามีพฤติการณ์พิเศษ ผมเคยมานั่งสมมุติกันตอนหลังนะกับพรรคพวก จะเปิดเผยกันเลยดีไหมว่า ถ้าพฤติกรรมมีการปรองดองกันในระหว่างฝ่ายรัฐบาล พรรคพลังประชาชน กับฝ่ายค้าน โอเคนะ จะประนีประนอมกันนะ เออ ตอนนั้นมีม็อบพันธมิตรฯ ม็อบเสื้อเหลืองบุกทำเนียบ มีม็อบเสื้อแดงบุกบ้านป๋านะฮะ ทำลายทรัพย์สิน ห้องแถวแถวนั้น เราจะปรองดองกันอย่างไร จับมือกันได้ไหมระหว่างนั้น ถ้าบ้านเมืองมันไปได้ตอนนั้น ผมคิดว่าเสียงส่วนใหญ่ขององค์คณะเราจะออกไปในทางว่าแม้จะผิด แต่เมื่อบ้านเมืองไปได้เห็นสมควรใช้ดุลยพินิจไปในทางไม่ยุบทั้ง ๓ พรรค มันก็เป็นไปได้ใช่ไหม แต่ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมันก็ต้องเดินไปตามนั้น ก็ดำเนินไปตามนั้นแหละ นี่คือข้อเท็จจริงไม่ได้เล่นตามกระแส”

     เห็นได้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย โดยใช้หลักดุลยพินิจ “ของกู” เป็นหลัก ไม่ได้ใช้ “ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย” ที่กำหนดไว้ในกฎหมายแต่อย่างใดเลย ผมอยากจะถามว่า การยึดสนามบิน การยึดทำเนียบรัฐบาล การบุกบ้านสี่เสา เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายใช่หรือไม่ ถ้าใช่ การกระทำดังกล่าวเป็นของกลุ่มคนเสื้อเหลือง เสื้อแดง ใช่หรือไม่ ถ้าใช่แล้วพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย ฯลฯ เขาไปเกี่ยวอะไรด้วย ศาลรัฐธรรมนูญเอาเหตุหรือกรรมที่พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย ฯลฯ ไม่ได้ทำมา “ลงโทษ” ยุบพรรคเขาได้อย่างไร แล้วผลของการกระทำของศาลรัฐธรรมนูญที่ปรากฏขณะนี้เป็นอย่างไร แต่อย่างไรก็ดี ผมไม่เชื่อที่นายวสันต์พูดแม้แต่คำเดียว กรรมที่ศาลรัฐธรรมนูญกระทำเห็นได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญทำไปเพราะอะไร กรรมชี้เจตนาครับ ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวปิดไม่มิดหรอกครับ

     ถ้านักศึกษาถามผมว่า เหตุใดศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยอย่างนี้ ผมก็จะตอบว่า “เพราะปากกาอยู่ที่ท่าน”

     อนึ่ง ผมนึกถึงนิทานอิสปเรื่องหมาป่ากับลูกแกะที่หมาป่าให้เหตุผลในการลงโทษลูกแกะ ว่า “ถึงเอ็งไม่ทำพ่อเอ็งก็ทำ” นึกถึงครั้งใดก็เกิดอุปายาสะ คือความแห้งใจครั้งนั้น

เมืองใดไร้ธรรมอำไพ
เมืองนั้นบรรลัยแน่นอน

     ท่านมองเตสกิเออ กล่าวว่า “ไม่มีความเลวร้ายใด ที่จะยิ่งไปกว่าความเลวร้ายที่ได้กระทำโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายหรือในนามของกระบวนการยุติธรรม”

“ THERE IS NO CRUELER TYRANNY
THAN WHICH IS PERPET UATED
UNDER THE SHIELD OF LAW
AND IN THE NAME OF JUSTICE ”


     ๒. คดีอากง

โจทก์ฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๔

Image 

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลอาญาสั่งปล่อยชั่วคราว ศาลอาญาสั่งยกคำร้อง โดยให้เหตุผลว่า

Image

Image

     ที่ศาลอุทธรณ์สั่งว่า “เห็นว่าข้อเท็จจริงตามข้อหาความผิดตามฟ้อง กระทบต่อความรู้สึกของประชาชนและความมั่นคงของประเทศ” หมายความว่า ศาลอุทธรณ์ “เชื่อ” ตามข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายในฟ้องแล้ว ตั้งแต่ยังไม่ได้สืบพยานโจทก์แม้แต่ปากเดียวใช่หรือไม่ ถ้าใช่ การสั่งดังกล่าวก็ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๙ วรรคสอง ที่บัญญัติว่า ในคดีอาญาต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด วรรคสาม บัญญัติว่า ก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุด แสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้

     และขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๐ (๗) ที่บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีสิทธิในกระบวนการยุติธรรมดังต่อไปนี้ ฯลฯ (๗) ในคดีอาญาผู้ต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิ ฯลฯ ได้รับการปล่อยชั่วคราว

     การที่ศาลไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นการกระทำที่ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๗ ที่บัญญัติบังคับศาลให้พิจารณาพิพากษาคดีตามกฎหมายและตามรัฐธรรมนูญ และยังไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ ที่บัญญัติว่า “สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้โดยชัดแจ้งโดยปริยายหรือโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การใช้บังคับกฎหมาย และการตีความกฎหมายทั้งปวง” อีกด้วย

     อากงไม่ตายเปล่าหรอกครับ แต่อากงตายเพื่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยจะได้คิดแก้ไขปฏิรูปปฏิสังขรณ์กันต่อไปเพื่อคนไทยรุ่นหลังๆ จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่ออีก

     ๓. การที่ศาลรัฐธรรมนูญกล่าวว่า พระมหากษัตริย์มีลักษณะพิเศษเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของราชอาณาจักรและพรรณนาความ แสดงให้เห็นถึงคุณงามความดีของพระมหากษัตริย์นั้น ไม่ใช่เหตุผลทางกฎหมายที่ศาลจะนำมาใช้ประกอบการวินิจฉัยว่ากฎหมายใดขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญได้นั้น หมายความว่า ปัญหาที่ว่า กฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ไม่ใช่ข้อเท็จจริง ฉะนั้นจะนำข้อเท็จจริงมาเป็นเหตุผลประกอบการวินิจฉัยไม่ได้ โดยเฉพาะคุณงามความดีของพระมหากษัตริย์เป็นเรื่องของแต่ละพระองค์ แต่ละรัชกาล ถ้าศาลรัฐธรรมนูญอ้างคุณงามความดีของพระมหากษัตริย์บางพระองค์มาเป็นข้ออ้างว่ากฎหมายไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้ เช่น อ้างถึงคุณงามความดีของพระบรมไตรโลกนาถ หรือพระนารายณ์มหาราชมาสนับสนุนว่ากฎหมายใดไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญได้ อีกฝ่ายหนึ่งก็อ้าง ความชั่วร้ายของพระเจ้าเสือ หรือพระเจ้าเอกทัศน์ มาสนับสนุนว่ากฎหมายนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญได้เหมือนกัน ส่วนที่อ้างว่าพระมหากษัตริย์มีลักษณะพิเศษเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของราชอาณาจักรนั้น ก็เห็นได้ว่าไม่มีกฎหมายบทใดในประเทศไทยที่บัญญัติว่าเมื่อมีการกระทำที่เกี่ยวกับความมั่นคงแล้วสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองไว้ให้ยกเลิก ศาลและผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญที่บัญญัติรับรองไว้ ฉะนั้นการวินิจฉัยปัญหานี้จึงเป็นเรื่องข้อกฎหมายและอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่ว่าอำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลาย กฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เมื่อกฎหมายรัฐธรรมนูญรับรองสิทธิหรือเสรีภาพว่าเป็นของประชาชนแล้ว คำรับรองนั้นต้องสูงสุดจะอ้างเหตุความสำคัญของบุคคลขององค์กรหรือของสถาบันตามรัฐธรรมนูญมาลบล้างไม่ได้ เพราะหากทำเช่นนั้นได้ สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ก็จะไม่เกิดผลอันใด ดังเช่นข้ออ้างของศาลอาญาที่ไม่ยอมให้จำเลยปล่อยชั่วคราว โดยอ้างว่าข้อเท็จจริงตามคำฟ้องที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ พระราชินี กระทบกระเทือนจิตใจประชาชน ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้สืบพยานโจทก์แม้แต่ปากเดียว ฯลฯเป็นต้น บุคคล องค์กร สถาบันต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ จะอยู่เหนือรัฐธรรมนูญไม่ได้.

เข้าสู่ระบบ