Home » Blog » ข่าวสาร » ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ ๔๒ (ปูนเทพ ศิรินุพงศ์)

ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ ๔๒ (ปูนเทพ ศิรินุพงศ์)

Blog Icon

ข่าวสาร ประกาศนิติราษฎร์ ยุบเลิกศาลรัฐธรรมนูญ ผลพวงรัฐประหาร มาตรา๖๘

07 April 2013

read 3471

ปัญหาการตีความรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๘ ของศาลรัฐธรรมนูญ

ปูนเทพ ศิรินุพงศ์

     แม้ไม่มีบทบัญญัติใดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีเขตอำนาจในการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐ ธรรมนูญของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญได้รับวินิจฉัยกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ว่าได้ดำเนินการไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่โดยอาศัยเขตอำนาจตามมาตรา ๖๘ ที่บัญญัติเกี่ยวกับเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีการใช้สิทธิพิทักษ์รัฐ ธรรมนูญโดยประชาชน

     รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยว่าการใช้สิทธิเสรีภาพของบุคคลเป็นไปเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่ หากบุคคลใดได้ใช้สิทธิเสรีภาพอันเข้าลักษณะที่ต้องห้ามไว้ ย่อมเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว หากปรากฏว่ามีผู้ทราบการกระทำได้เสนอเรื่องต่ออัยการสูงสุด และอัยการสูงสุดได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ
    
     ศาลรัฐธรรมนูญได้อาศัยอำนาจตามมาตรานี้ เพื่อเข้ามาพิจารณาว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่อยู่ในกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมอันผ่านความเห็นชอบในวาระสอง และรอการลงมติในวาระสามนั้น มีลักษณะเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเป็นการได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ แม้ในท้ายที่สุด ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่ากระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผู้ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตามมาตรา ๖๘ นั้นยังไม่เข้าลักษณะตามที่มาตรา ๖๘ เองได้บัญญัติไว้ จึงมีคำสั่งยกคำร้อง ซึ่งหมายความว่าศาลรัฐธรรมนูญได้ประกาศเขตอำนาจของตนในการเข้ามาตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ท่ามกลางข้อโต้แย้งและข้อสังเกตหลายประการต่อการใช้อำนาจดังกล่าว ซึ่งอาจพิจารณาได้ดังนี้
    
     การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ถือเป็นอำนาจหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้แก่รัฐสภา ซึ่งดำเนินการไปตามวิถีทางที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙๑ ดังนั้น กรณีดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ อนึ่ง การใช้สิทธิเสรีภาพตามความหมายของมาตรา ๖๘ หมายถึงเฉพาะแต่สิทธิเสรีภาพของประชาชนตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหมวดที่ ๓ สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยและตามบทบัญญัติมาตราอื่น ๆ ของรัฐธรรมนูญเท่านั้น ไม่อาจตีความให้หมายความรวมไปถึงบรรดาการใช้อำนาจหน้าที่ขององค์กรของรัฐต่าง ๆ ที่ได้กำหนดกระบวนการตรวจสอบไว้เป็นการเฉพาะแล้ว หากตีความว่าสิทธิและเสรีภาพย่อมหมายความรวมไปถึงอำนาจหน้าที่ขององค์กรของรัฐด้วย นั่นเท่ากับว่าต่อไปการใช้อำนาจใด ๆ ขององค์กรต่าง ๆ ของรัฐ ย่อมสามารถถูกฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ทั้งสิ้น โดยไม่ต้องคำนึงถึงบทบัญญัติมาตราอื่น ๆ ในรัฐธรรมนูญ เช่น กระบวนการบัญญัติพระราชบัญญัติของรัฐสภา หรือกระบวนการตัดสินคดีของศาล อาจถูกฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยอาศัยมาตรา ๖๘ แม้จะมีบทบัญญัติกำหนดเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในแต่ละกรณีเอาไว้หรือไม่ก็ตาม
    
     นอกจากนี้ มาตรา ๖๘ ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญเข้าไปตรวจสอบการใช้สิทธิเสรีภาพของบุคคลหรือพรรคการเมืองเท่านั้น แต่การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้นดำเนินการไปโดยองค์กรของรัฐ คือ รัฐสภา ซึ่งเป็นองค์กรที่รัฐธรรมนูญกำหนดอำนาจหน้าที่ไว้โดยเฉพาะว่าเป็นองค์กรที่มีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยรัฐสภา จึงมิใช่การกระทำไปในฐานะบุคคลหนึ่งบุคคลใดคนหนึ่งหรือหลายคน หรือพรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่งหรือหลายพรรค เมื่อมิได้ดำเนินการไปในนามของบุคคลหรือพรรคการเมือง ก็จึงมิใช่กรณีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ
    
     ในส่วนเนื้อหานั้น โดยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญก็ไม่อาจเป็นกรณีที่จะเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ได้ เนื่องจาก โดยอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น มาตรา ๒๙๑ ได้กำหนดเอาไว้อย่างชัดเจนว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจะกระทำมิได้ ดังนั้นหากเป็นการดำเนินการโดยอาศัยอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑ จึงไม่มีโอกาสแต่อย่างใดที่การดำเนินการตามกระบวนการขั้นตอนนี้จะเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามมาตราดังกล่าวถูกจำกัดในตัวเองอยู่แล้วว่าไม่สามารถที่จะทำเช่นนั้นได้
    
     หากจะกล่าวว่าเป็นการได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ การจะกล่าวเช่นนี้ก็ย่อมขัดและเป็นไปไม่ได้ต่อสภาพหลักกฎหมายและตามสภาพความเป็นจริง กล่าวคือ บทบัญญัติดังกล่าวนี้มีขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้มีการล้มล้างรัฐธรรมนูญโดยวิถีทางนอกรัฐธรรมนูญ แต่การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้นเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดเอาไว้ ดังนั้นการเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจึงเป็นไปตามวิถีทางในรัฐธรรมนูญ จึงไม่มีทางที่จะนับได้ว่าเป็นความผิดอันมีลักษณะตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๖๘ แต่อย่างใด
    
     อนึ่ง ในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๘ – ๒๒/๒๕๕๕ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญอาศัยมาตรา ๖๘ เข้ามาตรวจสอบกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ปรากฏเหตุผลอย่างใด ๆ ของศาลรัฐธรรมนูญที่ได้อธิบายว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยรัฐสภานั้นถือได้อย่างไรว่าเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพของบุคคล แต่ศาลรัฐธรรมนูญได้เข้าไปวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีแล้วทั้ง ๆ ที่ประเด็นซึ่งเป็นเขตอำนาจของตนนั้นยังไม่สามารถตอบได้ว่าการกระทำตามที่ถูกร้องไปนั้นเข้าองค์ประกอบที่ศาลจะมีเขตอำนาจในการพิจารณาหรือไม่ อย่างไร ดังนั้น นอกจากจะถือว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวของศาลรัฐธรรมนูญเป็นคำวินิจฉัยที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและโครงสร้างระบบกฎหมายรัฐธรรมนูญโดยชัดแจ้งแล้ว ในแง่ของการทำคำวินิจฉัยก็ต้องถือว่าเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่สมบูรณ์ในแง่ของการให้เหตุผลในคำวินิจฉัย
    
     อย่างไรก็ตาม ประเด็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้นถูกพิจารณาว่าเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพของบุคคลหรือพรรคการเมือง ปรากฏอยู่ในคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๒ ท่าน คือ นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ และนายเฉลิมพล เอกอุรุ โดยได้อธิบายว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นสิทธิเสรีภาพ ไม่ใช่หน้าที่ เนื่องจากถ้าเป็นหน้าที่แล้วบรรดารัฐสภาทุกชุดที่เข้าดำรงตำแหน่งย่อมต้องแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น กรณีเช่นนี้ถือว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ท่านมิได้แยกลักษณะระหว่าง “สิทธิเสรีภาพ” และ “อำนาจหน้าที่” โดยความหมายของอำนาจหน้าที่นั้นนอกจากในส่วนที่องค์กรของรัฐมีหน้าที่ใด ๆ ซึ่งต้องปฏิบัติในทุก ๆ กรณีแล้ว องค์กรของรัฐยังมีอำนาจในการดำเนินการต่าง ๆ ได้ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดซึ่งเป็นดุลพินิจในการตัดสินใจว่าจะใช้อำนาจดังกล่าวหรือไม่ เช่น การที่นายกรัฐมนตรีมีอำนาจยุบสภา หรือพระมหากษัตริย์มีอำนาจยับยั้งร่างพระราชบัญญัติ กรณีเช่นนี้ถือว่าเป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งนายกรัฐมนตรีหรือพระมหากษัตริย์มีดุลพินิจในการที่จะใช้อำนาจดังกล่าวหรือไม่ก็ได้ และก็ไม่ใช่หน้าที่ของนายกรัฐมนตรีหรือพระมหากษัตริย์ เพราะมิใช่ว่านายกรัฐมนตรีทุกคนจะต้องยุบสภาหรือพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์จะต้องยับยั้งร่างพระราชบัญญัติทุกฉบับ จึงกล่าวได้ว่าการใช้อำนาจขององค์กรของรัฐนั้นมิใช่สิทธิเสรีภาพของบุคคลตามความหมายของมาตรา ๖๘ และการพิจารณาการใช้อำนาจและสิทธิเสรีภาพก็แตกต่างกัน กล่าวคือ อำนาจนั้นจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีกฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดแจ้งให้องค์กรของรัฐมีอำนาจ และถ้าไม่มีกฎหมายก็ไม่มีอำนาจ แต่สิทธิเสรีภาพนั้น ถือว่าโดยหลักแล้วประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ จะถูกจำกัดได้ก็แต่โดยกฎหมายเท่านั้น
        
     หากจะตีความดังเช่นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ท่านว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพแล้ว ย่อมหมายความต่อไปว่าการใช้อำนาจใด ๆ ขององค์กรของรัฐ ไม่ว่าจะโดยคณะรัฐมนตรี รัฐสภา ศาล หรือแม้แต่พระมหากษัตริย์ ต้องอยู่ในเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๖๘ ทั้งสิ้น

     การตีความเช่นนี้นอกจากจะขัดต่อเจตนารมณ์พื้นฐานของบทบัญญัติมาตรา ๖๘ แล้วยังเป็นการตีความที่ทำลายระบบกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งระบบด้วย ดังที่ได้กล่าวไว้ทั้งหมดนี้ อาจสรุปได้ว่า โดยโครงสร้างของบทบัญญัติ โดยเจตนารมณ์ และโดยลักษณะของการใช้อำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยกระบวนการที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดเอาไว้นั้น ไม่ได้อยู่ในความหมายของมาตรา ๖๘ ที่ให้เขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาตรวจสอบการกระทำของบุคคลอันเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด ดังนั้น การที่ศาลรัฐธรรมนูญได้อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวเข้ามาพิจารณาการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจึงเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และเป็นเขตอำนาจที่ศาลรัฐธรรมนูญได้สถาปนาขึ้นมาด้วยตนเองซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดเอาไว้

     ภายหลังจากคำวินิจฉัยดังกล่าว ปรากฏกรณีซึ่งมีการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงตามมาตรา ๖๘ เกิดขึ้นหลายกรณี และปรากฏชัดเจนว่าศาลรัฐธรรมนูญอาศัยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๘ โดยอำเภอใจและไร้ซึ่งเหตุผลต่อการพิจารณารับเรื่องใด ๆ ไว้พิจารณา ตัวอย่างเช่นปรากฏในเอกสารข่าวศาลรัฐธรรมนูญที่ ๒๓/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ว่ากรณีตามคำร้องของนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย “ไม่ใช่เป็นการกระทำเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๖๘” จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้อง ซึ่งน่าสงสัยว่าศาลรัฐธรรมนูญได้ลงไปวินิจฉัยในเนื้อหาของคดีได้อย่างไรว่าการกระทำตามคำร้องนั้นไม่ใช่กรณีตามมาตรา ๖๘ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาและไม่ได้มีการไต่สวนข้อเท็จจริงใด ๆ

     หรือกรณีปรากฏในเอกสารข่าวศาลรัฐธรรมนูญที่ ๒๔/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ซึ่งมีผู้ยื่นคำร้องตามมาตรา ๖๘ ว่าการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญจากกรณีตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๘ – ๒๒/๒๕๕๕ เป็นกรณีซึ่งศาลรัฐธรรมนูญกระทำความผิดตามมาตรา ๖๘ เสียเอง แต่ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญกลับกล่าวอ้างข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับหลักความเป็นกลางหรือความมีส่วนได้เสียปฏิเสธคำร้องดังกล่าว โดยไม่มีฐานทางกฎหมายใด ๆ รองรับ และกลายเป็นว่าศาลรัฐธรรมนูญสามารถละเมิดรัฐธรรมนูญได้โดยไม่มีใครตรวจสอบ

     มาตรา ๖๘ ไม่ได้ให้อำนาจอำเภอใจแก่ศาลรัฐธรรมนูญในการเลือกจะไม่รับหรือรับพิจารณาคดีใดคดีหนึ่งแต่อย่างใด กล่าวคือ หากอ่านมาตรา ๖๘ ตามแนวคำวินิจฉัย (ที่ไม่ชอบด้วยระบบรัฐธรรมนูญ) ของศาลรัฐธรรมนูญ หากมีกรณีปรากฏผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าเป็นการล้มล้างการปกครองฯ หรือไม่นั้น ไม่อาจวินิจฉัยได้โดยไม่มีคำสั่งรับคำร้อง ศาลรัฐธรรมนูญหากจะไม่รับคำร้องก็ได้แต่เพียงในส่วนหลักเกณฑ์ในการเสนอคำร้องเท่านั้น  แต่ดูเหมือนว่าศาลรัฐธรรมนูญเองก็ไม่ได้สนใจแนวคำวินิจฉัยที่ตนได้วางไว้แต่อย่างใด กล่าวคือ นอกจากจะไม่สนใจรัฐธรรมนูญแล้ว ยังไม่สนใจต่อแนวบรรทัดฐาน (ที่ไม่ชอบ) ของตนอีกด้วย หรือนี่จะหมายถึง “หลักความเป็นอิสระของศาลรัฐธรรมนูญ” ตามโครงสร้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข?

     การอ้างความเป็นกลางหรือความมีส่วนได้เสียของศาลรัฐธรรมนูญเพื่อปฏิเสธไม่รับคำร้องนั้น น่าสนใจว่าหากต่อไปมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างศาลรัฐธรรมนูญเอง ศาลรัฐธรรมนูญจะยังคงบรรทัดฐานที่ไม่เข้าไปตรวจสอบอีกหรือไม่ เพราะถือว่ากระทบต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ทำหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยเช่นกัน

     หรืออีกกรณีคือเมื่อปรากฏม็อบ “แช่แข็ง” ของพลเอกบุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ตามเอกสารข่าวศาลรัฐธรรมนูญที่ ๓๘/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ก็เป็นอีกครั้งที่ศาลลงไปวินิจฉัยในเนื้อหาของคดีแล้วว่าการกระทำไม่เป็นการล้มล้างการปกครองฯ ตามมาตรา ๖๘ โดยไม่ได้รับคำร้องไว้พิจารณาก่อนแต่อย่างใด เช่นนี้แล้วดูเหมือนว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำเภอใจอย่างยิ่ง (โดยทั่วไปแล้วในทางกฎหมายอาจใช้คำว่าดุลพินิจ แต่จากข้อเท็จจริงที่ผ่านมานั้นคำว่าอำเภอใจดูจะเหมาะสมและคู่ควรกับศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้อย่างยิ่ง) ที่จะรับเรื่องใด ๆ ตามกรณีมาตรา ๖๘ หรือไม่ก็ได้

     เมื่อมาตรา ๖๘ มีปัญหาความไม่ชัดเจนจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ รัฐสภาจึงเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๘ ให้ชัดเจน แต่การณ์กลับปรากฏว่ามีผู้ยื่นคำร้องตามมาตรา ๖๘ ให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาตรวจสอบ และศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำสั่งรับคำร้องตามมาตรา ๖๘ อีกครั้ง ตามเอกสารข่าวศาลรัฐธรรมนูญที่ ๗/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๖

     ปัญหาเกี่ยวกับมาตรา ๖๘ นี้ในอีกไม่นานก็จะครบหนึ่งปี แต่ดูเหมือนว่าปัญหาดังกล่าวไม่ได้มีทิศทางที่จะปฏิบัติใช้อย่างถูกต้องตามหลักการกฎหมายที่ถูกต้องและควรจะเป็นแต่อย่างใด การจะแก้ไขบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๘ ในรูปแบบใดก็ตาม คงไม่สามารถแก้ไขปัญหาในระบอบรัฐธรรมนูญที่เสื่อมโทรมในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ หากไม่แก้ไขถึงองค์กรซึ่งเป็นสาเหตุของการทำลายระบอบรัฐธรรมนูญในกรณีนี้ซึ่งก็คือศาลรัฐธรรมนูญ

     เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๕ คณะนิติราษฎร์ได้เสนอข้อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเพื่อยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญและจัดตั้งคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งข้อเสนอนี้ยังคงจำเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน หากต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่เป็นผลพวงจากการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ มิเช่นนั้นแล้วตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันซึ่งหมดความชอบธรรมใด ๆ ในฐานะองค์กรผู้พิทักษ์ความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ก็จะยังคงทำหน้าที่ของตนต่อไปอย่างเข้มแข็ง นั่นคือพิทักษ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นผลพวงประการหนึ่งจากการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ (ที่ตุลาการรัฐธรรมนูญบางส่วนร่วมร่างอยู่ด้วย)

เข้าสู่ระบบ