Home » Blog » ข่าวสาร » ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ ๓๘ (ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล)

ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ ๓๘ (ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล)

Blog Icon

ข่าวสาร

17 November 2012

read 1767

ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ ๓๘

ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สังคมไทยได้รับฟังแนวคิดบางอย่างเกี่ยวกับ “การแช่แข็ง” ซึ่งเท่าที่ผู้เขียนเข้าใจ ก็คงจะหมายความในทำนองว่า จะต้องหันกลับไปใช้วิธีการ “เก็บรักษา” สิ่งซึ่งตนต้องการไว้ใน “ลักษณะฝืนต่อเงื่อนไขของความเปลี่ยนแปลง” ในทุก ๆ ทางที่เป็นไปได้ อีกนัยหนึ่ง ผู้เสนอความคิดนี้นั้นไม่คำนึงเลยว่า “สภาพความเป็นจริงที่เห็นประจักษ์ชัด” อยู่นั้นจะเป็นเช่นไร หวังเพียงการแช่แข็งจะช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับการเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี ซึ่งก็อาจจะเป็นประสบการณ์ส่วนตัวและทัศนคติที่ถูกปลูกฝังมายาวนานของผู้กล่าวก็เป็นได้

ในทัศนะของผู้เขียน จึงใคร่ที่จะตั้งปัญหาว่าเราจะสามารถ “แช่แข็ง” ทุกสิ่งทุกอย่างได้ตามความปรารถนาของเรากระนั้นหรือ
บังเอิญว่า ผู้เขียนเคยสนใจอ่านชีวประวัติและงานของชาร์ลส์ ดาร์วิน อยู่บ้าง เลยทำให้นึกถึงสิ่งที่ดาร์วินได้เคยอธิบายโดยตนเองพอจะจับใจความได้ว่า การที่สิ่งมีชีวิตหนึ่ง ๆ ต้องต่อสู้เพื่อปรับตัวให้เข้ากับบรรดาสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นและสภาพทางภูมิศาสตร์กายภาพอื่น ๆ ที่แวดล้อมตนอยู่นั้นได้ก่อให้เกิดความหลากหลายและความเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์ในเวลาต่อมา และนี่คือกุญแจสำคัญของความอยู่รอด ซึ่งย่อมแสดงว่าตามกฎธรรมชาติแล้ว การดำรงชีวิตของสรรพสัตว์ย่อมอาศัยการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมอยู่เสมอ และจะต้องพร้อมอยู่เสมอด้วยเช่นกันสำหรับความเปลี่ยนแปลง เพราะผู้ที่เหมาะสมและสนองตอบต่อความเปลี่ยนแปลงได้ที่สุดเท่านั้นจึงจะยังคงมีชีวิตรอดได้

ที่ว่ามานั้นเป็นกฎธรรมชาติทางชีววิทยาโดยตรง แต่หากเราลองหันกลับมาสำรวจมนุษย์กันบ้าง

คำถามก็คือ การอยู่ร่วมกันเป็นสังคมหนึ่ง ๆ ของหมู่มนุษย์นั้น สังคมมนุษย์ไม่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงกระนั้นหรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเปลี่ยนแปลงในมิติต่าง ๆ ที่น่าจะเห็นกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เช่น สภาพเศรษฐกิจ สังคม และในด้านสัมพันธภาพของอำนาจทางการเมือง และยิ่งถ้าใช้ความคิดเรื่องแช่แข็งมาพิจารณาด้วยแล้ว เราจะแช่แข็งสังคมมนุษย์เพื่อไม่ให้เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงใด ๆ เลยได้หรือไม่

ผู้เขียนไม่ประสงค์จะตอบคำถามที่ตนเองได้ตั้งไว้ข้างต้น เพราะคงไม่ยากนักที่วิญญูชนปกติทั่วไปจะให้คำตอบในเรื่องนี้ได้ แต่ถ้าถามไปยังเจ้าของความคิดเรื่องแช่แข็งก็อาจจะได้คำตอบอีกลักษณะหนึ่งที่กลั่นจากมันสมองและประสบการณ์อันยาวนานส่วนบุคคล และคงเป็นคำอธิบายที่ยืดยาวออกไปยิ่งกว่านี้เป็นแน่

ปัญหาก็คือถ้าเช่นนั้น เจ้าของความคิดเรื่องแช่แข็งมุ่งเสนอความคิดเหล่านี้ออกสู่สังคมเพื่อเหตุผลใดกัน

ผู้เขียนเองก็พยายามนึกไปต่าง ๆ นานา ในการแสวงหาและใช้เหตุผลมาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ แต่ก็มาสะดุดในสิ่งที่เคยผ่านตามาแล้วที่ว่า

“๑.๑
สิ่งทั้งหลายในโลกนี้เป็นอนิจจัง ไม่มีสิ่งใดนิ่งคงอยู่กับที่
ทุกสิ่งมีอาการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดยั้ง
[ … ]
๑.๒
มนุษยสังคม หรือเรียกสั้น ๆ ว่า สังคม ก็มิอาจหลีกเลี่ยงให้พ้นไปจากกฎแห่งอนิจจังดังกล่าวข้างต้น กล่าวคือ สังคมมีอาการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดยั้ง สังคมย่อมมีด้านบวกกับด้านลบภายในสังคมนั่นเอง คือมีสภาวะใหม่ที่เจริญงอกงามและสภาวะเก่าที่เสื่อมซึ่งดำเนินไปสู่ความสลายแตกดับ

สังคมของมนุษย์มีพลังใหม่ซึ่งเป็นด้านบวก และมีพลังเก่าซึ่งเป็นด้านลบที่ปะทะกันอยู่ อันทำให้สังคมเคลื่อนไหวไปทำนองเดียวกันกับสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายตามกฎของธรรมชาติ พลังเก่าเสื่อมสลายไป ระบบสังคมของพลังเก่าก็เสื่อมสลายไปด้วย พลังใหม่ที่เจริญเติบโต ระบบสังคมของพลังใหม่ก็เจริญเติบโตไปด้วย สภาวะเก่าหลีกเลี่ยงจากความเสื่อมสลายไปไม่พ้น ส่วนสภาวะใหม่ก็ต้องดำเนินไปสู่ความเจริญซึ่งพลังเก่าไม่อาจต้านทานไว้ได้ ดังนั้น สภาวะใหม่ย่อมได้รับชัยชนะต่อสภาวะเก่าในวิถีแห่งการปะทะระหว่างด้านบวกกับด้านลบตามกฎธรรมชาติ [ … ]
๑.๓
ในระยะหัวต่อหัวเลี้ยวระหว่างระบบเก่ากับระบบใหม่นั้น เราอาจเห็นในบางสังคมว่าระบบเก่าที่สลายไปแล้วได้กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกทั้งระบบ หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของระบบ ดูประหนึ่งว่าระบบเก่าหรือส่วนของระบบเก่าจะวกกลับมาตั้งมั่นอยู่ต่อไป และคล้อายกับเป็นวิถีที่แย้งกฎแห่งอนิจจัง

แต่สิ่งที่ลวงตาเช่นนั้นเป็นเรื่องชั่วคราว ตามวิถีแห่งการปะทะในระยะหัวต่อหัวเลี้ยว ทั้งนี้ก็เพราะระบบเก่ามีพลังที่ตกค้างอยู่ จึงดิ้นรนตามกฎที่ว่า สิ่งที่กำลังจะตายย่อมดิ้นรนเพื่อคงชีพ การต่อสู้ทำนองนี้อาจเป็นไปได้หลายยก โดยต่างฝ่ายต่างผลัดกันชนะผลัดกันแพ้ ระบบของสังคมในระยะหัวต่อเช่นนั้นย่อมมีลักษณะปลีกย่อยต่าง ๆ ที่ได้รับการแก้ไขให้เหมาะสมแก่สถานการณ์ของฝ่ายชนะ แต่ในที่สุดพลังเก่าพร้อมทั้งระบบก็หลีกเลี่ยงไปไม่พ้นจากกฎแห่งอนิจจัง และระบบใหม่ที่ได้ชัยชนะนั้นก็ดำเนินไปตามกฎอันเดียวกันโดยมีระบบที่ใหม่ยิ่งกว่ารับช่วงเป็นทอด ๆ ต่อไป ดังที่ปรากฏตามรูปธรรมของมนุษยสังคมมากหลายในสกลโลก” [ … ]

(ที่มา : ปรีดี พนมยงค์, ความเป็นอนิจจังของสังคม, จัดพิมพ์เนื่องในโอกาส ๑๑๐ ปี ชาตกาล รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ พ.ศ.๒๔๔๓-๒๕๕๓, พิมพ์ครั้งที่ ๑๐, กรุงเทพ ฯ : สายธาร, ๒๕๕๒, น.๓๑-๓๓)


ถึงตอนนี้แล้ว ท่านรัฐบุรุษอาวุโสได้ชี้แนะและให้คำตอบสุดท้ายทั้งเบื้องหน้า เบื้องหลังและเบื้องลึก ต่อปัญหาข้างต้นที่ดูเหมือนจะคาใจผู้เขียนได้เป็นอย่างดียิ่งทีเดียว

เนื่องจากผู้เขียนกำลังเตรียมเนื้อหาการสอนบางรายวิชา และบังเอิญได้มีโอกาสอ่านข้อความของนักปรัชญาชาวกรีก (ที่แปลเป็นภาษาอังกฤษ) ผู้หนึ่งมีนามว่า เอปิ๊คเตตุส (Epictetus) ซึ่งนับเป็นครูผู้สอนคนสำคัญคนหนึ่งในกระแสความคิดสำนักสโตอา (Stoicism) :ซึ่งรุ่งเรืองอยู่ในสมัยโรมัน การอ่านงานทำนองนี้ก็มีส่วนช่วยจรรโลงใจและสร้างความรับรู้ในแง่มุมที่แตกต่างออกไปจากกระแสวัฒนธรรมบ้านเราได้ไม่น้อย จึงเห็นว่า น่าจะลองหยิบยกความบางตอนมาแปลลงไว้เป็นภาษาไทยเท่าที่สติปัญญาจะอำนวย หวังว่าผู้อ่านท่านอื่น ๆ คงจะได้รับประโยชน์จากบทแปลสั้น ๆ ชิ้นนี้ด้วยเช่นกัน

[เอปิ๊คเตตุส กล่าวว่า] หากบุคคลใดตั้งตนเป็นปรปักษ์กับความจริงแท้ที่เห็นประจักษ์ชัดเสียแล้ว ย่อมไม่ง่ายเลยที่จะหาเหตุผลใด ๆ มาโน้มน้าวเพื่อให้ผู้นั้นเปลี่ยนความคิดของตนได้ การตั้งตนเป็นปรปักษ์กับความจริงนี้ใช่ว่าจะเกิดขึ้นจากความเข้มแข็งแกร่งกล้า [ภายในตัวตน] ของบุคคลผู้นั้นเอง หรือแม้แต่จะเกิดจากความอ่อนด้อยถอยกำลังของผู้เป็นครู [ที่เฝ้าสั่งสอน] ผู้นั้นก็หาไม่ แต่เมื่อปล่อยให้ความเหลวไหลไร้สาระเข้าครอบงำจนกระทั่งตนเองสิ้นไร้ไม้ตอกทางปัญญาเสียแล้ว [ในที่สุด] เขาผู้นั้นย่อมกลายสภาพไปเสมือนดั่ง “ถูกแช่แข็ง”

เช่นนี้แล้ว เรายังสามารถอธิบายเหตุผลและสนทนาปราศรัยกับเขาผู้นั้นได้ต่อไปอยู่อีกหรือนี่

ในที่นี้
[อาจอธิบายได้ว่า] สภาพที่ถูกแช่แข็งมี 2 ลักษณะได้แก่ เมื่อบุคคลตกลงใจที่จะไม่ใส่ใจไยดีใด ๆ กับความจริงที่เห็นประจักษ์ชัดเสียแล้ว กรณีนี้จึงได้แก่ สภาพถูกแช่แข็งทางปัญญาความคิด และเมื่อบุคคลไม่ละเลิกการกระทำที่ขัดแย้งกันกับ [เหตุผลหรือ] ความจริงที่เห็นประจักษ์ชัด กรณีนี้จึงได้แก่ สภาพถูกแช่แข็งทางจริยธรรม

พวกเรานั้นล้วนเกรงกลัวต่อความทรุดโทรมด้านทางสรีระและจะทำทุกวิถีทางในอันที่จะหลีกเลี่ยงสภาพเช่นนั้น แต่หามีใครในหมู่พวกเราเลยไม่ที่จะวิตกทุกข์ร้อนกับความเสื่อมทรามทางจิตวิญญาณ [และปัญญาญาณ] แต่ถึงกระนั้น แม้จะพิจารณาในแง่สมรรถภาพจิตก็ตาม แท้จริงแล้ว หากบุคคลใดอยู่ในสภาพถึงขนาดที่ไม่อาจจะจับฉวยหรือสามารถทำความเข้าใจในสิ่งใด ๆ ได้อีกแล้วนั้น เราก็คิดว่า เขาผู้นั้นคงอยู่ในสภาพที่น่าเศร้าเช่นกัน [นี่คือสภาพถูกแช่แข็งทางปัญญาความคิด] แต่หากความกระดากขวยเขินและความละอายแก่ใจ [ในตัวเขา] กลับต้องปราศนาการไปด้วยแล้ว เราถึงกลับจะเรียกว่า [เป็นบุรุษผู้มี] จิตใจอันแข็งแกร่ง [เลยหรือ] [ในทางตรงกันข้าม นี่คือสภาพถูกแช่แข็งทางจริยธรรม]

ท่านแน่ใจนะ ว่าท่านตื่นอยู่
ข้าพเจ้าไม่แน่ใจนัก (บุคคลผู้นั้นตอบ) แม้แต่ในเวลาหลับ ข้าพเจ้าก็ยังจินตนาการไปว่า ตื่นอยู่
นั่นมิใช่สภาวะที่แตกต่างกันหรอกหรือ [ระหว่างการหลับกับการตื่น]
ไม่แตกต่างกันเลย (เขาตอบ)

[ถ้าเช่นนี้แล้ว] ข้าพเจ้าจะยังสามารถอธิบายเหตุผลและสนทนาปราศรัยกับเขาได้รู้เรื่องอยู่อีกหรือ และจะต้องใช้ไฟหรือเหล็กประเภทใดกันที่ข้าพเจ้าอาจจะทำให้เขารู้ได้ว่า จิตวิญญาณ [และปัญญาญาณของเขา] ได้ตายไปจนสิ้นแล้ว

เขายังมีสมรรถภาพรับรู้สิ่งต่าง ๆ ได้อยู่ แต่กลับแสร้งว่าตนไม่รับรู้ใด ๆ ทั้งสิ้น เขาผู้นี้ย่ำแย่ยิ่งกว่าคนตายแล้วเสียอีก

เขาผู้นี้ไม่เห็นภาวะความขัดแย้ง [ในตนเอง] เขาตกอยู่ในสภาพที่น่าเศร้าเสียจริง คนอื่น ๆ เห็นสิ่งเหล่านี้ แต่เขากลับไม่อาจขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวปัญญาของตนอย่างใดได้ [เพราะอยู่ในสภาพถูกแช่แข็ง] และไม่อาจจะทำให้สภาพที่ว่านี้ดีขึ้นได้เลย นั่นยิ่งทำให้เขาตกอยู่ในภาวะจนปัญญาน่าสงสารหนักเข้าไปอีก

ความขวยเขินกระดากอายภายในตัวเขาถูกกำจัดออกไปสิ้น [จริงอยู่ที่ว่า] ความรู้สึกละอายแก่ใจและศักยภาพในการใช้เหตุผลหาได้ถูกขุดรากถอนโคนออกไปจากตัวเขาไม่ แต่มันกลับกลายเป็นความรุนแรงป่าเถื่อนไปเสียแล้ว

ข้าพเจ้าจักกล่าวได้หรือว่า นี่คือจิตใจอันแข็งแกร่ง ย่อมเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน เว้นเสียแต่จะหมายถึงบุคคลจำพวกหนักในทางเสพติด ปล่อยเนื้อปล่อยตัวและสิ้นไร้จิตวิญญาณ เป็นพวกที่มักกล่าวและแสดงออกต่อสาธารณชนในทุก ๆ เรื่องไม่ว่าอะไรก็ตามที่ประดังเข้าสู่หัวสมองของพวกเขา

[แปลจาก Elizabeth Carter, The Moral Discourse of Epictetus, 1st ed. 1910, reprinted, London : J M Dent & Sons Ltd., 1928, pp.12-13. และข้อความใน [ … ] ทุกแห่งเป็นของผู้แปล และได้จัดย่อหน้าใหม่เพื่อความสะดวกในการอ่าน]

เข้าสู่ระบบ