Home » Blog » ข่าวสาร » ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ ๓๗ (ธีระ สุธีวรางกูร)

ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ ๓๗ (ธีระ สุธีวรางกูร)

Blog Icon

ข่าวสาร

06 November 2012

read 2236

“การตั้งประเด็นแห่งคดีของศาลรัฐธรรมนูญ”

ธีระ สุธีวรางกูร

        คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๘-๒๒/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๕ เกี่ยวกับการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยมาตรตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ได้รับความสนใจจากสาธารณชนเป็นอย่างยิ่ง มีการแสดงความคิดเห็น ทั้งเห็นด้วยและเห็นต่าง ต่อคำวินิจฉัยของศาลในประเด็นสำคัญของคดี ไม่ว่าจะเป็น วิธีการเสนอคดีของผู้มีสิทธิเสนอคดีต่อศาล หรือการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้งฉบับกับเงื่อนไขการออกเสียงประชามติ กระนั้นก็ตาม อีกเรื่องหนึ่ง กลับแทบไม่มีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณากันในทางสาธารณะทั้งที่เป็นเรื่องซึ่งมี ความสำคัญ นั่นคือ “การตั้งประเด็นแห่งคดี” ของศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย และนี่คือความมุ่งหมายหลักของการเขียนบทความชิ้นนี้ เพื่อที่จะพิเคราะห์เรื่องดังกล่าวของผู้เขียน 


        ควรทราบว่า ประเด็นของคดี ก็คือ ประเด็นหรือเรื่องที่ศาลต้องพิจารณาวินิจฉัย ซึ่งแต่ละคดี ประเด็นของคดี อาจเป็นได้ทั้งปัญหาข้อกฎหมายและ/หรือปัญหาข้อเท็จจริง ประเด็นของคดีดังกล่าวนี้ บางกรณีก็เป็นปัญหาเบื้องต้นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยก่อนจะไปวินิจฉัยปัญหาหลักของคดี บางกรณีก็เป็นปัญหาหลักของคดีที่ศาลจะวินิจฉัยหลังจากที่ได้วินิจฉัยในปัญหาเบื้องต้นแล้ว ในการพิจารณาคดีของศาล การตั้งประเด็นของคดีเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ คือ นอกจากจะทำให้ทราบว่า เรื่องที่ศาลจะต้องวินิจฉัยมีประเด็นอะไร และศาลตั้งประเด็นได้ถูกต้องเหมาะสมตามข้อเท็จจริงหรือรูปคดีหรือไม่แล้ว การตั้งประเด็นของคดี ก็ยังทำให้คู่ความสามารถต่อสู้คดีตามประเด็นที่กำหนดไว้อย่างไม่ผิดหลง และเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดหน้าที่นำสืบให้กับคู่ความ โดยเฉพาะในปัญหาข้อเท็จจริง อีกด้วย

        โดยทั่วไป การตั้งประเด็นของคดีเพื่อพิจารณาวินิจฉัยมักจะมีการวางลำดับดังนี้ คือ ปัญหาเบื้องต้นและปัญหาหลัก กรณีปัญหาเบื้องต้น ประเด็นของคดี ก็อาจเริ่มจากวัตถุของคดีที่จะขอให้ศาลตรวจสอบ ในลำดับถัดไป ก็จะเป็นเรื่องกระบวนการเสนอคดีต่อศาล ทั้งเรื่องผู้มีสิทธิเสนอคดี ขั้นตอนในการเสนอคดี และ/หรือระยะเวลาในการเสนอคดี ฯลฯ ต่อจากนั้น สำหรับปัญหาหลัก ประเด็นของคดีก็จะมีว่าวัตถุของคดีที่ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือไม่ ตามแต่กรณี

        กล่าวเฉพาะประเด็นเรื่อง ”วัตถุของคดี” ที่จะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ เรื่องนี้ มีความสำคัญต่อการทราบถึงความถูกต้องของช่องทางในการเสนอคดีต่อศาล และเขตอำนาจของศาลเหนือวัตถุของคดีที่ถูกเสนอขึ้นมาตามแต่ละช่องทาง กล่าวให้เป็นรูปธรรมก็คือ สำหรับวัตถุของคดีที่ศาลมีอำนาจตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๑ ย่อมได้แก่ “บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดี” เท่านั้น นอกจากนั้น สำหรับวัตถุของคดีที่ศาลมีอำนาจตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๔ ก็จะมีเฉพาะแต่ “ความขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ” ดังนี้ เป็นต้น

        ผลจากความข้อนี้ หากผู้มีสิทธิเสนอคดีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๑ ได้เสนอวัตถุของคดีที่เป็น “กฎ” ซึ่งมิใช่เป็น “บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดี” เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ หรือหากผู้มีสิทธิเสนอคดีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๔ ได้เสนอวัตถุของคดีที่เป็น “ความขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองกับศาลยุติธรรม” ซึ่งไม่ใช่เป็น “ความขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ” เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ดังนี้ ศาลก็ย่อมไม่อาจรับคำร้องไว้พิจารณาได้ เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๑ หรือ มาตรา ๒๑๔ ตามแต่กรณี มิได้ให้อำนาจศาลในการพิจารณาวินิจฉัย “วัตถุของคดี” ตามที่ผู้มีสิทธิเสนอคดีได้เสนอคำร้องต่อศาลโดยอาศัยช่องทางดังกล่าวตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ  

        ด้วยเหตุที่กล่าวมา เมื่อมีการเสนอคดีไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายในเรื่องใดตามมาตราใด ก่อนศาลจะไปวินิจฉัยปัญหาหลักของคดี โดยหลักแล้ว ไม่ว่าคู่ความในคดีจะโต้แย้งขึ้นมาหรือไม่ ศาลต้องตั้งประเด็นแห่งคดีเป็นปัญหาเบื้องต้นเพื่อวินิจฉัยก่อนว่า วัตถุของคดีที่ได้เสนอขึ้นมาให้ศาลตรวจสอบถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย เป็นวัตถุของคดีที่รัฐธรรมนูญมาตรานั้นๆได้กำหนดให้ศาลมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ เสียก่อน

        สำหรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๘-๒๒/๒๕๕๕ เรื่อง การตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยอาศัยมาตรตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ศาลได้กำหนดประเด็นของคดีเพื่อพิจารณาวินิจฉัยเอาไว้ ๔ ประเด็น กล่าวคือ (๑) ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ หรือไม่ (๒) การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ สามารถแก้ไขเพิ่มเติมโดยยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้ หรือไม่ (๓) การกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง หรือไม่ (๔) หากกรณีเป็นการกระทำที่เข้าข่ายตามมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง จะถือเป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องสั่งยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือไม่

        กล่าวเฉพาะประเด็นที่ (๑) ที่ว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ หรือไม่ ก่อนพิจารณาถึงเรื่องนี้ ควรเข้าใจว่า ประเด็นเรื่องอำนาจในการรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยของศาลนั้น โดยลักษณะของประเด็น ต้องมุ่งไปที่ตัววัตถุของคดีว่าศาลมีเขตอำนาจพิจารณาวินิจฉัยหรือไม่เป็นสำคัญ ไม่ใช่ไปมุ่งที่เรื่องกระบวนการเสนอคดีต่อศาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ผู้มีสิทธิเสนอคดี ขั้นตอนในการเสนอคดี หรือกระทั่งระยะเวลาในการเสนอคดี ฯลฯ ต่อเมื่อศาลมีเขตอำนาจพิจารณาวินิจฉัยต่อวัตถุของคดีที่ได้มีการเสนอมาแล้ว หลังจากนั้น จึงค่อยมาพิจารณากันต่อว่า กระบวนการเสนอคดีได้เป็นไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือไม่ และหากเป็นกรณีที่มิชอบ ไม่ว่าจะเป็นเพราะผู้เสนอคดีไม่ใช่ผู้มีสิทธิเสนอ หรือเสนอผิดลำดับขั้นตอน หรือเสนอเกินระยะเวลาที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายกำหนด ศาลก็ต้องยกคำร้องไม่รับเรื่องไว้พิจารณา เพราะกระบวนการเสนอคดีนั้นไม่ถูกต้อง แต่ไม่ใช่ยกไปเพราะเหตุว่าศาลไม่มีเขตอำนาจพิจารณาวินิจฉัยเรื่องดังกล่าว

        เมื่อพิเคราะห์กันถึงวัตถุของคดีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ผู้มีสิทธิเสนอคดีจะสามารถเสนอคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญได้ จะต้องเป็น “การกระทำของบุคคลหรือพรรคการเมืองที่เกิดจากการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ” โดยมีความมุ่งหมาย ”เพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ” กระนั้นก็ตาม หากพิจารณาข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีแล้ว กรณีที่ผู้ร้องได้เสนอให้ศาลตรวจสอบถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้น คือเรื่อง “การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภาซึ่งเกิดจากการใช้อำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ” เมื่อเป็นเช่นนี้ การตั้งประเด็นแห่งคดีเพื่อพิจารณาวินิจฉัยเรื่องนี้ของศาล จึงเป็นเรื่องสำคัญเพื่อทำให้เกิดความชัดเจนว่า แท้จริงแล้ว ในกรณีดังกล่าวนี้ ศาล “มี” หรือ “ไม่มี” เขตอำนาจเหนือวัตถุของคดีที่จะรับไว้พิจารณาวินิจฉัยตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง    

        แต่เรื่องที่น่าแปลกใจคือ เมื่อพิจารณาถึงเหตุผลในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อประเด็นที่ (๑) ที่ว่าศาลมีอำนาจรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ หรือไม่ แล้ว กลับพบว่าที่ศาลบอกว่าตนมีอำนาจรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยได้นั้น ไม่ใช่ด้วยเหตุผลเพราะว่า “การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภาอันเกิดจากการใช้อำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ” ถือว่าเป็น “การกระทำของบุคคลหรือพรรคการเมืองที่เกิดจากการใช้สิทธิเสรีภาพ” ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่งประกอบกับวรรคสอง ซึ่งเป็นวัตถุของคดีที่ตกอยู่ภายใต้เขตอำนาจพิจารณาวินิจฉัยของศาล หากทว่ากรณีกลับเป็นเรื่องเกี่ยวกับกระบวนการเสนอคดี โดยเฉพาะขั้นตอนในการเสนอคดี ที่ศาลมีความเห็นว่าตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคสอง ผู้ร้องสามารถเสนอคดีต่อศาลได้โดยตรง

        ฉะนั้น จากเหตุผลในคำวินิจฉัยต่อประเด็นที่ (๑) ดังกล่าว ศาลจึงไม่ได้ก้าวเข้าไปพิจารณาวินิจฉัยในเรื่องเขตอำนาจเหนือวัตถุของคดีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคหนึ่งประกอบกับวรรคสองว่า สำหรับการใช้อำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภานั้น ถือเป็นการกระทำของบุคคลหรือพรรคการเมืองที่เกิดจากการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ อันตกอยู่ภายใต้อำนาจพิจารณาวินิจฉัยของศาลหรือไม่

        อย่างไรก็ตาม ข้อโต้แย้งอาจมีว่า ในประเด็น (๑) ที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า ศาลมีอำนาจรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ หรือไม่ นั้น ถือเป็นการตั้งประเด็นรวมที่กินความรวมถึงประเด็นย่อย ทั้งเรื่องเขตอำนาจศาลเหนือวัตถุแห่งคดี และกระบวนการเสนอคดีต่อศาล ซึ่งในทางข้อเท็จจริง หากพิจารณาจากคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแล้ว จะพบว่าตุลาการฯ ๓ ท่านก็ได้วินิจฉัยในเรื่องเขตอำนาจศาลเหนือวัตถุของคดีด้วย ฉะนั้น จะกล่าวว่าศาลไม่ได้ตั้งประเด็นหรือไม่มีการวินิจฉัยประเด็นเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลเหนือวัตถุของคดีคงไม่ได้

        ต่อข้อโต้แย้งที่อาจมีข้างต้น จำเป็นต้องกล่าวว่า ความจริงแล้ว ประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาลเหนือวัตถุของคดีกับประเด็นเรื่องกระบวนการเสนอคดีต่อศาล โดยสภาพ ย่อมไม่สามารถตั้งเป็นประเด็นรวมได้ เพราะหากปล่อยให้ทำเช่นนั้น ผลประหลาดในการพิจารณาวินิจฉัยคดีของศาลก็จะเกิดขึ้น ยกตัวอย่างเป็นรูปธรรม ขอให้พิจารณาดูว่า หากมีการเสนอคดีมายังศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๑ เพื่อให้ศาลตรวจสอบถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ ”กฎกระทรวง” แม้วัตถุของคดีที่เสนอมาจะเป็น ”กฎ” ไม่ใช่บทบัญญัติของ ”กฎหมาย” ซึ่งศาลจะต้องนำไปใช้บังคับกับคดี แต่โดยอาศัยตรรกะเดียวกันกับการวินิจฉัยในประเด็นที่ (๑) ของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๘-๒๒/๒๕๕๕ เมื่อผู้ร้องเป็นคู่ความในคดีที่มีสิทธิเสนอคำร้องต้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๑ วรรคแรกแล้ว ผลก็คือศาลย่อมมีอำนาจที่จะรับเรื่องนี้ไว้พิจารณาวินิจฉัย  ซึ่งหากยอมรับวิธีการตั้งประเด็นรวมในเรื่องที่ไม่อาจรวมประเด็นเช่นนี้ แล้วให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละท่านใช้ดุลพินิจในการตั้งประเด็นย่อยเพื่อพิจารณาวินิจฉัยเอาเอง ย่อมทำให้เกิดกรณีประหลาดที่ว่า แม้วัตถุของคดีจะไม่ใช่เรื่องที่ตกอยู่ภายใต้เขตอำนาจศาล แต่ศาลก็ยังสามารถรับเรื่องไว้พิจารณาวินิจฉัยได้ เพราะว่าผู้เสนอคดีนั้นเป็นผู้มีสิทธิเสนอคดีตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ซึ่งกรณีย่อมไม่อาจเป็นไปอย่างนั้น

        ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด แม้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๓ ท่านจะได้ตั้งประเด็นวินิจฉัยในเรื่องเขตอำนาจศาลเหนือวัตถุของคดีในคำวินิจฉัยส่วนตนก็ตาม แต่เมื่อในคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการฯอีก ๕ ท่านนั้นไม่ได้ตั้งประเด็นวินิจฉัยในเรื่องนี้ด้วย ดังนี้ เมื่อคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการฯไม่ใช่คำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลในระบบกฎหมาย นอกจากนั้น คำวินิจฉัยกลางก็ไม่มีการวินิจฉัยถึงเรื่องนี้ด้วย จึงไม่อาจถือได้ว่า ประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาลเหนือวัตถุของคดีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคหนึ่งประกอบกับวรรคสอง นั้นถูกกำหนดไว้แล้วในประเด็นที่ (๑) ในคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญ

        ข้อโต้แย้งอาจมีอีกว่า ไม่ว่าจะว่ากล่าวอย่างไร แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้ตั้งประเด็นวินิจฉัยและมีการวินิจฉัยในประเด็นที่ (๒) แล้วว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้งฉบับควรจะได้ให้ประชาชนลงประชามติเสียก่อน นั่นย่อมมีความหมายอยู่ว่า ศาลได้มีคำวินิจฉัยเป็นปริยายแล้วว่าตนมีอำนาจในการตรวจสอบวัตถุของคดีที่เป็นเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยมาตรตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคหนึ่งและวรรคสอง

        ต่อความข้อนี้ แท้จริงแล้ว คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะต้องมีการวินิจฉัยตามประเด็นที่ตั้งไว้อย่างชัดแจ้ง ไม่มีระบบกฎหมายใดจะยึดถือคำวินิจฉัยของศาลในลักษณะที่ออกมาเป็นปริยายได้ สิ่งสำคัญไม่น้อยกว่านั้นก็คือ ต้องไม่ลืมว่าคำวินิจฉัยของศาลในแต่ละประเด็นนั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๖ วรรคสี่ มีบทบังคับให้ศาลต้องแสดงเหตุผลประกอบคำวินิจฉัยและต้องยกรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายขึ้นอ้างอิงเพื่อป้องกันมิให้ศาลใช้อำนาจวินิจฉัยคดีตามอำเภอใจ กรณีเช่นนี้ แม้จะถือเอาว่าศาลได้มีคำวินิจฉัยเป็นปริยายถึงเขตอำนาจศาลเหนือวัตถุของคดี แต่คำวินิจฉัยในลักษณะดังนี้ ก็ย่อมมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยโดยไม่มีการให้เหตุผล ตามที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดเอาไว้ให้ศาลต้องกระทำ
 
        มีข้อควรสนใจเกี่ยวกับการตั้งประเด็นแห่งคดีของศาลรัฐธรรมนูญด้วยว่า ขณะที่ผู้ถูกร้องที่ ๓ ได้มีข้อโต้แย้งในปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลมีอำนาจรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคสอง ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับกระบวนการเสนอคำร้อง ได้หรือไม่ และศาลก็ยกเอาข้อโต้แย้งของผู้ถูกร้องดังกล่าวมาตั้งเป็นประเด็นพร้อมกับวินิจฉัยให้ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อทั้งผู้ถูกร้องที่ ๓ ผู้ถูกร้องที่ ๑ ผู้ถูกร้องที่ ๒ และผู้ถูกร้องที่ ๕ ต่างก็ยกข้อโต้แย้งในปัญหาข้อกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคหนึ่งประกอบกับวรรคสอง ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลเหนือวัตถุของคดีมาให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยเช่นกัน แล้วเหตุใด ศาลจึงไม่ตั้งประเด็นนี้เพื่อพิจารณาวินิจฉัยตามที่ผู้ถูกร้องข้างต้นได้ยกขึ้นโต้แย้งด้วย และหากจะอ้างว่าเป็นเรื่องดุลพินิจของศาลในการตั้งประเด็นวินิจฉัย คำถามที่ตามมาก็มีว่า แล้วปัญหาข้อกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคหนึ่งประกอบกับวรรคสอง กับ มาตรา ๖๘ วรรคสอง ที่ผู้ถูกร้องต่างยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในชั้นศาล ด้วยเหตุผลใด ข้อโต้แย้งเรื่องเขตอำนาจศาลเหนือวัตถุของคดี จึงไม่สมควรหยิบยกมาวินิจฉัยให้กับผู้ถูกร้อง เมื่อเทียบกับข้อโต้แย้งเรื่องกระบวนการเสนอคดี ทั้งที่ข้อโต้แย้งของผู้ถูกร้องทั้งสองเรื่องนี้ ต่างเป็นปัญหาข้อกฎหมายสำคัญที่ศาลต้องหยิบยกมาวินิจฉัยให้ด้วยกันทั้งสิ้น

        จากที่กล่าวมาทั้งหมด คงไม่ผิดในทางข้อเท็จจริงหากจะมีบทสรุปว่า ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๘-๒๒/๒๕๕๕ ไม่มีการตั้งประเด็นแห่งคดีอย่างชัดแจ้งเพื่อพิจารณาวินิจฉัย ทั้งยังไม่มีคำวินิจฉัยพร้อมกับให้เหตุผลประกอบว่า ด้วยเหตุใด ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีเขตอำนาจเหนือวัตถุของคดีต่อการตรวจสอบถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยอาศัยมาตรตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคหนึ่งประกอบกับวรรคสอง

        แท้จริงแล้ว เมื่อเรื่องนี้เป็นกรณีแรกที่อาจจะใช้เป็นบรรทัดฐานเกี่ยวกับการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยใช้มาตรของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ นอกจากนั้น ผู้ถูกร้องในคดีก็ได้มีการตั้งข้อโต้แย้งในปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลเหนือวัตถุของคดีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ด้วย กรณีจึงเป็นการสมควรยิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องตั้งประเด็นให้แจ้งชัด เพื่อให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นองค์คณะทุกท่านได้วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวนี้ แต่เมื่อยังไม่มีการตั้งประเด็นวินิจฉัยอย่างชัดแจ้ง ไม่เพียงแต่ข้อโต้แย้งของผู้ถูกร้องในคดีจะไม่ได้รับการวินิจฉัยโดยปราศจากคำอธิบายจากศาล การให้เหตุผลประกอบคำวินิจฉัยจึงไม่อาจมีได้โดยสภาพ และเมื่อไม่มีเหตุผลของศาลมาอรรถาธิบาย กรณีจึงสร้างความคลางแคลงใจทั้งต่อคู่ความในคดีและสาธารณชนทั่วไปว่า ศาลมีเหตุผลอย่างไร จึงสามารถก้าวล่วงเข้าไปตรวจสอบถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภาโดยใช้มาตรของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘   

        เป็นความจริงที่ว่า เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อศาลมีคำวินิจฉัยอย่างไร คู่ความก็ต้องเคารพและปฏิบัติตามนั้น หากทว่าคู่ขนานกันไป ไม่เพียงแต่คู่ความหรือสาธารณชนที่พึงช่วยกันรักษาความน่าเชื่อถือของศาล แต่ศาลเองก็ควรตระหนักด้วยว่าตนควรพิจารณาวินิจฉัยคดีด้วยเหตุผลเช่นไร จึงจะทำให้คำวินิจฉัยของศาลได้รับความน่าเชื่อถือและยกย่อง และเนื่องจากว่าสถาบันศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่เป็นสถาบันของรัฐ เพื่อให้สถาบันดังกล่าวนี้เป็นที่อำนวยความยุติธรรมในทางรัฐธรรมนูญให้กับสาธารณชนอย่างแท้จริง ศาลรัฐธรรมนูญจึงย่อมทราบดีว่าตนควรพิจารณาคดีอย่างไรเพื่อให้คำวินิจฉัยของศาลเกิดความชอบด้วยเหตุผลและชอบธรรม


เข้าสู่ระบบ